เอเฟซัส 2 มาเป็นหนึ่งเดียวกัน

เอเฟซัส 2:1-2
ถึงแม้ว่าท่านได้ตายแล้วเพราะทำการล่วงละเมิดและทำบาปสารพัด ซึ่งแต่ก่อน ท่านเคยเดินตามทางของโลก และทางของเทพผู้ครองในฟ้าอากาศ ซึ่งเป็นวิญญาณที่กำลังทำการในชีวิตของคนที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า

เอเฟซัส 2:3
แต่ก่อนเราทุกคนก็อยู่ท่ามกลางพวกเขาโดยใช้ชีวิตตอบสนองความต้องการฝ่ายเนื้อหนังและความคิดของตนเหมือนกับคนเหล่านั้น โดยกำเนิดแล้ว เราจึงเป็นลูกหลานที่อยู่ภายใต้พระพิโรธเหมือนกับคนอื่น ๆ
เอเฟซัส 2:4
แต่พระเจ้า!พระองค์ทรงเต็มด้วยพระเมตตาและเป็นเพราะความรักยิ่งใหญ่ที่ทรงมีต่อเรา
เอเฟซัส 2:5
พระองค์ทำให้เราได้มีชีวิตขึ้นมาใหม่กับพระคริสต์ แม้ว่าเราได้ตายไปแล้วเพราะการล่วงละเมิด ท่านจึงได้รอดด้วยพระคุณ

เอเฟซัส 2:6-7
พระองค์ทรงให้เราคืนชีพขึ้นมาพร้อมกับพระองค์และให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระเยซูคริสต์ เพื่อว่าในยุคที่กำลังมาถึงพระองค์จะทรงแสดง พระคุณที่มั่งคั่งอนันต์ซึ่งทรงกรุณาต่อเราในพระเยซูคริสต์
เอเฟซัส 2:8-9
เพราะว่าท่านได้รับความรอดโดยพระคุณซึ่งเกิดจากความเชื่อ ความรอดนี้ไม่ได้รับมาด้วยการกระทำของท่านเอง แต่พระเจ้าประทานให้ ไม่ได้เป็นความรอดที่เกิดจากการประพฤติตน เพื่อจะไม่มีใครเอามาโอ้อวดได้

เอเฟซัส 2:10
เพราะเราเป็นผลงานชิ้นเอก ที่พระเจ้าทรงสร้างในพระเยซูคริสต์เพื่อทำการดีที่พระเจ้าทรงเตรียมล่วงหน้าไว้ให้เราได้ทำ

เอเฟซัส 2:11-12a
ดังนั้น จงระลึกว่า แต่ก่อนท่านเป็นคนต่างชาติโดยกำเนิดและถูกพวกที่ “เข้าสุหนัต” (ซึ่งทำบนกายโดยมือมนุษย์)เรียกว่า “พวกไม่เข้าสุหนัต” จงระลึกด้วยว่า ในเวลานั้น พวกท่านถูกแยกจากพระคริสต์ ไม่เป็นประชากรในอิสราเอล
เอเฟซัส 2:12b-13
แต่เป็นคนต่างชาตินอกพันธสัญญาที่ทรงสัญญาไว้ ท่านไม่มีความหวังและท่านอยู่ในโลกอย่างไร้พระเจ้า แต่ในพระเยซูคริสต์ ท่านที่เคยอยู่ห่างไกล เวลานี้กลับได้เข้ามาใกล้แล้วโดยพระโลหิตของพระคริสต์

เอเฟซัส 2:14
เพราะพระองค์เองทรงเป็นสันติสุขของเรา ทรงเป็นผู้ที่ทำให้สองฝ่ายกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันและทรงทำลายกำแพงแห่งความเกลียดชังที่กั้นสองฝ่ายนี้ลง
เอเฟซัส 2:15
โดยทรงล้มเลิกบัญญัติทั้งสิ้นของยิวซึ่งเต็มด้วยข้อบังคับสารพัด เพื่อให้คนทั้งสองฝ่ายได้ถูกสร้างขึ้นเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ ทำให้เกิดสันติสุข

เอเฟซัส 2:16
และเพื่อจะทำให้เราทั้งสองฝ่ายคืนดีกับพระเจ้าในพระกายเดียว ผ่านไม้กางเขนเป็นการทำลายความเป็นศัตรูกันให้หมดไป
เอเฟซัส 2:17-18
เมื่อพระองค์เสด็จมา ประกาศสันติสุขให้กับผู้ที่อยู่ไกลและอยู่ใกล้โดยผ่านพระองค์ เราทั้งสองฝ่ายสามารถเข้าถึงพระบิดาได้โดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน

เอเฟซัส 2:19-20
ดังนั้น ท่านจึงไม่ได้เป็นคนต่างด้าวหรือคนแปลกหน้าอีกต่อไป แต่เป็นประชากรของพระเจ้าพร้อมกับวิสุทธิชนและเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า ซึ่งมีรากฐานอยู่บนอัครทูต ผู้กล่าวพระคำและพระเยซูคริสต์ทรงเป็นศิลามุมเอก
เอเฟซัส 2:21-22
ในพระองค์ อาคารทั้งหลังถูกสร้างให้เชื่อมต่อกันสนิท และประกอบขึ้นเป็นพระวิหารบริสุทธิ์แด่องค์พระผู้เป็นเจ้าและในพระองค์ พวกท่านก็กำลังถูกสร้างขึ้นเชื่อมโยงกันให้เป็นที่สถิตของพระเจ้าโดยพระวิญญาณของพระองค์


เอเฟซัส 2:1-2
พระคำในบทที่หนึ่งจบด้วยความยิ่งใหญ่อลังการขององค์พระเยซูคริสต์ พระองค์ได้รับการแต่งตั้งให้ทรงเป็นศีรษะเหนือทุกสิ่งเพื่อคริสตจักร. แต่เมื่อหันมามองมนุษย์เราที่ไม่มีพระเจ้า จึงพบว่า พวกเราคือคนที่ตายไปแล้ว เพราะทำบาปสารพัด เป็นลูกหลานของคนบาป แม้ว่าจะเกิดในครอบครัวของผู้เชื่อ ต่างก็เป็นแกะที่หลงหายไป ไม่มีใครที่เป็นคนปราศจากบาป เป็นเหมือนคนที่พลัดหลงทางเร่ร่อนไปไม่รู้จุดหมาย ไม่รู้ว่าที่สุดท้ายคือที่ไหนทุกคนเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า ยังไม่พอ พวกเรายังถูกชักจูงให้หลง เดินตามวิญญาณที่เป็นศัตรูต่อต้านพระเจ้า วิญญาณนี้ ทำงานอย่างหนัก ขะมักเขม้นเพื่อที่จะให้ชีวิตของทุกคนหลุดจากพระเจ้าไป


เอเฟซัส 2:3
ท่านเปาโลชี้ให้เห็นว่า ชีวิตของคนที่ไม่มีพระเจ้านั้นก็เหมือน ๆ กันคือ ถูกมารชักจูง ถูกเนื้อหนังของตนเองเรียกร้องให้เราทำตามความต้องการของมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของร่างกาย หรือวิญญาณไม่ได้ตามพระเจ้า สภาพของชีวิตที่อยู่ใต้พระพิโรธของพระเจ้านั้นน่ากลัว และไม่มีใครต้องการอยู่ในสภาพดังกล่าวแต่ความที่มนุษย์เราต้องการทำตามใจตัวเองเราจึงเป็นเหมือนคนตายที่เดินได้ไปมาในโลกนี้ 

เอเฟซัส 2:4
ในขณะที่เรายังเป็นคนบาป ถูกมารชักจูงให้หลงและยังหลงไปด้วยความต้องการของตนเอง ขณะที่เราทุกคนอยู่ใต้พระพิโรธของพระเจ้า ไม่สามารถช่วยตนเองให้พ้นจากคำแช่งสาปของบาปคือความตาย ด้วยพระเมตตาความรักยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ซึ่งพระองค์ทรงสร้าง(คือมนุษย์ทุกคนที่ทรงอนุญาตให้เกิดมา) พระองค์ทรงทำสิ่งที่ไม่มีใครทำได้ .. ถ้าพระเจ้าไม่ทรงเข้ามาแทรกแซง เราทุกคนจะพินาศสิ้น

เอเฟซัส 2:5
สิ่งที่ไม่มีใครทำให้ได้คือ การทำให้คนที่ตายไปแล้วมีชีวิตขึ้นมาใหม่ … นั่นคือให้ฟื้นคืนชีพฝ่ายวิญญาณนั่นเอง และการมีชีวิตใหม่ครั้งนี้ ไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการอยู่กับพระคริสต์พระองค์ทรงปลุกเราขึ้นมาจากความตายฝ่ายวิญญาณด้วยพระคุณที่มากมาย สูงส่ง พระคุณที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถตอบแทนพระคุณนั้น ทุกคนที่ได้รับการมีชีวิตใหม่ต่างจากชีวิตเดิมที่ติดตามมาร รู้ดีว่าพระคุณพระเจ้ายิ่งใหญ่เพียงไร

เอเฟซัส 2:6-7
เป็นไปได้หรือ? แต่พระเจ้าจะทรงให้เราได้ทั้งการคืนชีพจากความตายเพราะการล่วงละเมิด เมื่อเป็นขึ้นมาแล้ว ยังจะให้เราได้นั่งในสวรรค์กับพระเยซูด้วย … นี่มันอะไรกัน? เหตุใดพระเจ้าประทานให้เรามากเพียงนี้? จะมีใครบ้างที่มอบชีวิตให้กับคนที่เคยเป็นศัตรู และยังมอบสิ่งดี ๆที่สุดซึ่งไม่มีใครให้ได้ นี่บอกเราว่า เรามีที่อยู่ใหม่ในขณะที่เราติดตามพระองค์ในโลกนี้ เราก็เป็นชาวสวรรค์ด้วยในเวลาเดียวกัน (ฟีลิปปี 3:20)
ท่านเปาโลบอกเราว่า ในอดีต เราเป็นอย่างไร ในปัจจุบัน พระเจ้าทรงช่วยเราอย่างไร และในยุคที่กำลังมาถึง พระเจ้าก็ยังจะไม่ทรงยับยั้งพระคุณให้กับผู้ที่อยู่กับพระองค์นี่เป็นพระเกียรติและศักดิ์ศรียิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ทรงแสดงให้กับมนุษย์ พระคุณนี้มากล้น ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่อาจนับได้ ยากที่เราจะเข้าใจถึงพระคุณดังกล่าว เพราะสมองของเรา ความเข้าใจของเรานั้นยังไม่อาจรับและเข้าใจได้หมด

เอเฟซัส 2:8-9
ความรอดที่พระเจ้าประทานให้เรานั้นไม่ได้เกิดจากการทำดีของเรา (การทำดีนั้นเป็นสิ่งที่มีเกียรติ แต่ไม่สามารถเป็นตัวแลกเปลี่ยนความรอดมาได้) ความเท่าเทียมกันของมนุษย์เราอยู่ตรงนี้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สูงส่ง ต่ำต้อยแค่ไหนแต่ละคนจะได้รับความรอดจากพระเจ้าด้วยเงื่อนไขอันเดียวกัน พระคุณคือ ความโปรดปรานที่พระเจ้าประทานให้กับทั้งคนดีและคนชั่ว ไม่อาจซื้อได้ และไม่มีใครสมควรได้รับนอกจากพระเยซู!

เอเฟซัส 2:10
ความหมายคือ เราเป็นผลงานศิลปะ เหมือนกับว่าเราเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงแกะสลักให้งดงาม ทรงมีพระดำริสำหรับชีวิตของมนุษย์ทุกคนให้เขาได้ทำสิ่งดีงดงามในโลกนี้ งานดีดังกล่าวเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้ ผู้ที่อยู่ในพระคริสต์จะได้ทำสิ่งดีที่เหมาะสมกับชีวิตของเขา นี่เป็นเหตุให้เรามีของประทานหลาย ๆ อย่างในคริสตจักร ให้ทุกคนได้มีโอกาสทำการดีที่ทั้งเหมาะกับเราและเป็นการเตรียมล่วงหน้าจากพระองค์

เอเฟซัส 2:11-12a
ตอนนี้ท่านเปาโลหันมาพูดเรื่องการเป็นหนึ่งเดียวกันของผู้เชื่อ แม้ว่าคนที่ท่านเขียนจดหมายถึง มีหลายคนที่ไม่ได้เข้าสุหนัตแบบชาวยิว แต่ก็มีคนยิวที่ใช้เรื่องนี้เอามาดูแคลนผู้เชื่อใหม่ พวกเขามองเห็นว่าการทำพิธีเข้าสุหนัตสำคัญยิ่งกว่าความรอดที่พระเจ้าประทานเสียอีกพี่น้องต่างชาติเหล่านี้ถูกกัน และถูกตราหน้าว่าเป็นชนต่างชาติ ไม่ใช่คนในครอบครัวของพระเจ้า ท่านจึงย้ำว่าความคิดเช่นนี้มาจากมนุษย์ไม่ใช่พระเจ้า

เอเฟซัส 2:12b-13
เอาล่ะ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนนอกพันธสัญญาของบรรพบุรุษอย่างเช่นอับราฮัม โมเสส ดาวิด แต่ท่านเปาโลได้ทำให้พวกเขาเข้าใจว่า การแยกกันระหว่างคนยิวกับคนต่างชาติในเรื่องการเข้าสุหนัตนั้น ไม่มีผลต่อไป! ทั้งนี้เป็นเพราะว่า พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อพวกเขา พวกเขาจึงเป็นคนของพระเจ้าผ่านความเชื่อไปแล้วคนที่เคยอยู่ไกล ได้เข้ามาใกล้แล้ว พวกเขามีศักดิ์ศรีเป็นลูกของพระเจ้าเหมือนกับคนยิว

เอเฟซัส 2:14
กำแพงที่กั้นสองฝ่ายคือ ความเกลียดชังที่คนยิวมีต่อคนต่างชาติและคนต่างชาติมีต่อคนยิว แต่คนใดที่ได้เชื่อในพระเยซูแล้ว ความเกลียดชังที่มีต่อกันก็ถูกทำลายลงไป คนที่เคยเกลียดกันอย่างกินเลือดกินเนื้อก็กลายเป็นคนในครอบครัวของพระเจ้าเหมือนกัน ผู้ที่อยู่คนละฝั่งของกำแพงก็ได้มาอยู่ในบริเวณเดียวกันโดยพระเยซูผู้ทรงเป็นสันติสุข ซึ่งตอนนี้โลกต้องการเหลือเกิน จะยอมรับหรือไม่? ทุกคนในโลกจึงต้องการพระคริสต์!!

เอเฟซัส 2:16
ความโกรธแค้นแบบต่อเนื่องมาจากรุ่นสู่รุ่นที่เราพบเห็นในโลกทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติใดยังอยู่เต็มโลก แม้กระทั่งคนในชาติเดียวกันก็ถูกสร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชังกัน พระประสงค์ของพระเจ้าคือให้มนุษย์ได้เป็นพี่น้องหนึ่งเดียวกัน เป็นครอบครัวเดียวกันในพระคริสต์เราจึงเห็นได้ว่า เมื่อคนที่มีความเชื่อในพระเจ้าได้พบเจอกัน แม้ในสังคมบอกว่า สองเชื้อชาตินี้เข้ากันไม่ได้ แต่พวกเขาก็เป็นหนึ่งเดียวในพระคริสต์

เอเฟซัส 2:17-18
ท่านเปาโลยืนยันว่า พระเยซูเสด็จมาประกาศสันติสุข ที่เป็นเช่นนั้นเพราะพระเยซูทรงเป็นราชาแห่สันติสุข อิสยาห์ 9:6 และทรงสัญญาจะให้สันติแก่คนของพระองค์ เป็นสันติที่ไม่เหมือนโลกให้ อีกประการหนึ่ง ไม่ว่าเราจะเป็นคนชาติไหนในโลก เรามาถึงพระบิดาได้โดยเชื่อวางใจในพระเยซู ซึ่งทรงมอบพระวิญญาณให้กับเราเป็นผู้ประทับอยู่ด้วยตลอดชีวิตและนำชีวิตเราเข้าสนิทกับองค์พระบิดา

เอเฟซัส 2:19-20
บัดนี้ คนต่างชาติผู้ที่เชื่อกับยิวที่เชื่อ ก็เป็นประชากรในอาณาจักรเดียวกัน ยิ่งกว่านั้นยังเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้าด้วย การเป็นประชากรของพระองค์ คือมีสิทธิ หน้าที่ และประโยชน์ที่ได้รับอย่างที่เจ้าอาณาจักรนั้นกำหนดไว้ การเป็นคนในครอบครัวจะได้มีความสัมพันธ์ สิทธิ หน้าที่และสิ่งดี ๆ จากครอบครัว ซึ่งในที่นี้บอกว่า มีรากฐานจากอัครทูตและพระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้แรก เป็นเสาเอกของครอบครัวนี้

เอเฟซัส 2:21-22
ผู้เชื่อทุกคนเป็นประชากร ครอบครัวของพระเจ้าและยังเป็นเหมือนส่วนต่าง ๆ ในอาคารที่มีพระเยซูเป็นเสาเอกด้วย ท่านเปาโลได้เปรียบเทียบชุมชนผู้เชื่อเป็นสามอย่างนี้ และภาพของอาคารทำให้เรารู้ว่า ทุกคนเชื่อมต่อกันอย่างสนิท เป็นที่สถิตขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจึงเห็นว่าการสถิตอยู่ของพระวิญญาณมิใช่แค่ในร่างกายของแต่ละคนเท่านั้น แต่พระองค์สถิตในหมู่ผู้เชื่อที่เป็นส่วนของกันและกัน เชื่อมโยงกันสนิท

พระคำเชื่อมโยง

เอเฟซัส 2
1* โคโลสี 2:13; 1:21; เอเฟซัส 4:18 ; ลูกา 15:24
2* เอเฟซัส 4:17, 22; 5:8; โคโลสี 3:7; โรม 11:30; 1โครินธ์ 6:11; เอเฟซัส 6:12; วิวรณ์ 9:11; ยอห์น 12:31; เอเฟซัส 5:6; 1 เปโตร 1:14
3* กาลาเทีย 5:16; สดุดี 51:5; โรม 5:12; 2 เปโตร 2:14
4* เอเฟซัส 2:7; ทิตัส 3:5; โรม 2:4; ยอห์น 3:16
5* เอเฟซัส 2:1; โรม 5:6, 8,10; โคโลสี 2:12-13; ยอห์น 14:19;
วิวรณ์ 20:4; เอเฟซัส 2:8; กิจการ 15:11
6* เอเฟซัส 1:20
7* เอเฟซัส 2:4; ทิตัส 3:4
8* เอเฟซัส 2:5; 1 เปโตร 1:5; โรม 4:16; 2 โครินธ์ 3:5; ยอห์น 4:10; ฮีบรู 6:4

9* 2 ทิโมธี 1:9; ทิตัส 3:5;โรม 3:20; 1โครินธ์ 1:29; ผู้วินิจฉัย 7:2
10* เฉลยธรรมบัญญัติ 32:6, 15; สดุดี 100:3; เอเฟซัส 3:9; 4:24; โคโลสี 3:10; เอเฟซัส 4:24; 1:4;
โคโลสี 1:10
11* โรม 2:26, 28; โคโลสี 2:11,13
12* 1โครินธ์ 12:2; เอเฟซัส 5:8; โคโลสี 3:7; เอเฟซัส 4:18; โคโลสี 1:21; เอเสเคียล 14:5; กาลาเทีย 2:15; 4:8; โรม 9:4; 1 เธสะโลนิกา 4:13; เอเฟซัส 1:18
13* เอเฟซัส 2:17;กิจการ 2:39; โคโลสี 1:20;โรม 3:25
14* สดุดี 72:7; มีคาห์ 5:5; เศคาริยาห์ 9:10; โคโลสี 3:15; ลูกา 2:14; กาลาเทีย 3:28; โคโลสี 1:21-22;โรม 7:4

15* โคโลสี 2:14,20; โรม 6:4
16* โคโลสี 1:20-22; 1โครินธ์ 12:13
17* อิสยาห์ 57:19; เอเฟซัส 2:13; เฉลยธรรมบัญญัติ 4:7; สดุดี 148:14
18* ยอห์น 14:6; เอเฟซัส 3:12; ยอห์น 10:7,9; โรม 5:2; เอเฟซัส 4:4; 1โครินธ์ 12:13
19* เอเฟซัส 2:12; ฮีบรู 11:13; 13:14; ฟีลิปปี 3:20; ฮีบรู 12:22-23; กาลาเทีย 6:10
20* เยเรมีย์ 12:16; 1 โครินธ์ 3:9; มัทธิว 16:18; วิวรณ์ 21:14; 1โครินธ์ 3:11; สดุดี 118:22; อิสยาห์ 28:16
21* เอเฟซัส 4:15-16; 1 โครินธ์ 3:16-17
22* 1 เปโตร 2:5; เอเฟซัส 3:17; 2 โครินธ์ 6:16; 1 ทิโมธี 3:15


เอเฟซัส 1 องค์ผู้สูงสุด

เอเฟซัส 1:1
ข้าเปาโล ผู้เป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ตามพระดำริของพระเจ้า ถึงวิสุทธิชนของพระเจ้าในเมืองเอเฟซัส ซึ่งเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ในพระเยซูคริสต์
เอเฟซัส 1:2
ขอให้พระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเรา และองค์พระเยซูคริสต์เจ้าดำรงอยู่ในท่านทั้งหลายด้วยเถิด

เอเฟซัส 1:3
ขอถวายสรรเสริญแด่พระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ผู้ประทานพระพรฝ่ายวิญญาณทุกอย่างจากสวรรค์สถาน ให้แก่พวกเราผู้อยู่ในพระคริสต์
เอเฟซัส 1:4
เหตุว่า พระองค์ได้ทรงเลือกเราผู้อยู่ในพระคริสต์ ไว้ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก เพื่อพวกเราจะเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ ไร้ที่ติในสายพระเนตร

เอเฟซัส 1:5
พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ล่วงหน้าด้วยความรัก เพื่อจะรับเราเป็นบุตรของพระองค์ ผ่านพระเยซูคริสต์ตามพระดำริและความโปรดปรานของพระองค์

เอเฟซัส 1:6
ถวายสรรเสริญแด่พระเจ้าเนื่องจากพระคุณที่เต็มด้วยพระสิริซึ่งประทานแก่เราโดยไม่คิดราคาใด ๆ ผ่านพระบุตรที่พระองค์ทรงรัก
เอเฟซัส 1:7
ในพระองค์เราได้รับการไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์ ได้รับการยกโทษบาปทั้งสิ้นตามพระคุณอันมั่งคั่งของพระองค์
เอเฟซัส 1:8-9
ซึ่งพระองค์ประทานแก่เราอย่างเหลือเฟือด้วยสติปัญญาและความหยั่งรู้ทั้งสิ้น พระองค์ทรงทำให้เรารู้ถึงความลี้ลับของพระดำริตามความโปรดปรานที่ทรงมุ่งหมายในพระคริสต์

เอเฟซัส 1:10
และเมื่อถึงเวลาที่ทรงกำหนดไว้นั้นพระเจ้าจะทรงรวบรวมสรรพสิ่งทั้งในสวรรค์และบนโลก ให้มาสยบอยู่ใต้องค์พระคริสต์
เอเฟซัส 1:11
ในพระองค์ พระเจ้าได้ทรงเลือกเราให้รับมรดกโดยทรงกำหนดเราล่วงหน้าตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงให้ทุกสิ่งบรรลุผลตามพระดำริของพระองค์
เอเฟซัส 1:12
เพื่อว่าพวกเราที่ได้เชื่อวางใจในพระคริสต์ก่อนผู้อื่นจะถวายสรรเสริญแด่พระสิริตระการของพระองค์


เอเฟซัส 1:13
ในพระองค์เช่นกัน เมื่อพวกท่านได้ยินถ้อยคำแห่งความจริงคือข่าวประเสริฐแห่งความรอดของท่านและเชื่อวางใจในพระองค์ ท่านก็ได้รับการประทับตราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ทรงสัญญาไว้

เอเฟซัส 1:14
พระวิญญาณทรงเป็นผู้ค้ำประกันว่าเราจะได้รับมรดก จนถึงวันที่คนของพระเจ้าจะได้รับการไถ่อันเป็นการสรรเสริญพระสิริตระการของพระองค์

เอเฟซัส 1:15-16
เป็นเพราะข้าได้ยินถึงความเชื่อที่ท่านมีต่อองค์พระเยซูเจ้า และความรักที่ท่านมีต่อวิสุทธิของพระเจ้าทุกคน
ข้าจึงไม่หยุดขอบคุณพระเจ้าเพราะพวกท่าน ยามที่ข้าระลึกถึงท่านในเวลาที่อธิษฐาน

เอเฟซัส 1:17
ข้าอธิษฐานขอพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระเจ้าขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราคือพระบิดาผู้ทรงพระสิริตระการว่าจะโปรดประทานวิญญาณแห่งสติปัญญาและการสำแดงเพื่อให้ท่านรู้จักพระองค์

เอเฟซัส 1:18
ข้าอธิษฐานว่า ตาใจของท่านจะมองเห็นกระจ่างขึ้น เพื่อจะรู้ว่า อะไรคือความหวังที่พระเจ้าทรงเรียกท่านอะไรคือมรดกอันมั่งคั่งที่พระองค์ประทานให้วิสุทธิชนของพระองค์
เอเฟซัส 1:19
และรู้ว่าอะไรคือความยิ่งใหญ่ของฤทธิ์เดชอนันต์ของพระองค์ที่มีต่อเราผู้ที่เชื่อ ฤทธิ์เดชอนันต์ซึ่งเป็นพลังที่ขับเคลื่อนทำราชกิจด้วยอานุภาพอันทรงพลังของพระองค์

เอเฟซัส 1:20
ซึ่งทรงกระทำให้กับพระคริสต์เมื่อทรงให้พระคริสต์ทรงคืนชีพจากความตาย และทรงให้พระองค์ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ในสวรรค์สถาน 
เอเฟซัส 1:21-22 ก
สูงเหนือเหล่าเทพผู้ครองและเทพที่มีอำนาจ เทพที่มีฤทธิ์เดช และเทพผู้ครองอาณาจักร และเหนือทุกชื่อที่ถูกเรียกขึ้นมา ไม่เฉพาะในยุคนี้เท่านั้น แต่ในยุคที่กำลังเคลื่อนเข้ามาด้วย และพระเจ้าทรงกำราบทุกสิ่งให้อยู่ใต้พระบาทของพระคริสต์



เอเฟซัส 1:22ข-23
และทรงตั้งให้พระองค์เป็นศีรษะเหนือทุกสิ่งเพื่อคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ พระกายที่เต็มบริบูรณ์ด้วยพระองค์ผู้ทรงเติม ทุกสิ่งให้เต็ม ในทุกด้าน

เอเฟซัส 1:1
จดหมายสมัยใหม่นั้น มักจะกล่าวถึงคนรับก่อน แต่จดหมายโบราณจะพูดก่อนว่าใครเป็นคนเขียนส่งมาถึงใคร ผู้เขียนจดหมายฉบับนี้คือท่านเปาโลเขียนถึงพี่น้องในเมืองเอเฟซัส ซึ่ง..ก็จะเป็นจดหมายเวียนที่เวียนอ่านกันในหมู่พี่น้องคริสตจักรต่าง ๆ ใกล้เคียง คำว่าอัครทูตคือ ผู้ที่พระเจ้าทรงส่งไปกล่าวพระคำของพระองค์ ท่านเปาโลเป็นผู้ที่พระเยซูทรงส่งไป (กิจการ 9:15) ส่วนคำว่าวิสุทธิชนนั้น คือคนที่เชื่อติดตามพระเยซูคริสต์

เอเฟซัส 1:2
ผู้ที่เป็นคนที่ติดตามพระเจ้าจริง ๆ จะได้มีพระคุณและสันติสุขในชีวิตแม้ว่ารอบข้างจะมีปัญหาคำว่าพระคุณ ในภาษาเดิมคือ ความโปรดปรานมักใช้คำนี้เมื่อบอกว่า พระเจ้าทรงพอพระทัยโปรดปรานมนุษย์ เรามีชีวิตอยู่ใต้พระคุณของพระเจ้าที่มีหลายด้าน ตั้งแต่ความรอดไปจนพระเมตตาในชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่เช้าจนเย็น เป็นพระคุณที่ยั่งยืนดังนั้นเราต้องไม่ลืมว่าพระคุณมาใหม่ทุกเวลาเช้า

เอเฟซัส 1:3
คนที่อยู่ในพระคริสต์จริง ๆ รู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่าเราได้รับพระพรฝ่ายวิญญาณมากมาย จริง ๆแล้วหนังสือเอเฟซัสบทที่ 1 นี้ มีเรื่องที่ต้องพูดถึงอย่างลึกซึ้ง แต่เบื้องต้นนี้ เพียงเราทบทวนว่าพระพรฝ่ายวิญญาณของเราที่พระเจ้าประทานให้เราก็พูดกันได้ไม่จบ … ทั้งความรอด พระคุณสันติสุข องค์พระวิญญาณที่ประทับภายในชีวิตพระคำที่หล่อเลี้ยงชีวิต ชุมชนผู้เชื่อ เพื่อน ๆ ที่เป็นกำลังใจ เราลองมาค้นดูสิ มากจริง ๆ

เอเฟซัส 1:4
ความจริงแล้ว ตั้งแต่ข้อ 3-14 เป็นประโยคยาวประโยคเดียวแต่พวกเราต้องค่อย ๆ เคี้ยวพระคำตอนนี้เพราะล้ำลึก และสำคัญต่อชีวิตของเรา เป้าหมายของพระเจ้าก่อนที่จะทรงสร้างโลกคือคนที่เป็นคนของพระองค์นั้น มีเป้าหมายคือการเป็นคนที่บริสุทธิ์ และไร้ตำหนิในสายพระเนตรของพระเจ้า ซึ่งเราเองก็รู้ว่า หากยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ มันเป็นเรื่องยากมาก ชีวิตบริสุทธิ์ไร้ตำหนิจึงต้องเกิดจากพระวิญญาณของพระเจ้าเท่านั้น
เอเฟซัส 1:5
พระบิดาทรงกำหนดไว้ว่า มนุษย์เราจะได้เป็นบุตรของพระองค์ต้องผ่านพระเยซูคริสต์ การที่พระเจ้าทรงรับใครเป็นบุตรนั้น ยังขึ้นอยู่กับพระดำริ และความพอพระทัยของพระองค์ คน ๆหนึ่งจะเป็นลูกของพระเจ้าได้นั้นต้องอยู่ในเงื่อนไขของพระองค์ที่กล่าวมา พระดำริที่ชัดเจนคือ พระองค์ทรงประสงค์ที่จะให้ทุกคนได้รับความรอดและมารู้จักกับความจริง 1 ทิโมธี 2:3-4

เอเฟซัส 1:6
เรามักไม่รู้ว่าชีวิตของเราขึ้นอยู่กับพระเจ้าทุกวินาทีอากาศที่หายใจ อาหาร สภาพแวดล้อมที่เราอยู่ และ ยังมีเรื่องฝ่ายวิญญาณที่ประทานอีกมากมาย ถ้าพระเจ้าจะมอบสิ่งต่าง ๆ ให้มนุษย์โดยคิดค่าคิดราคาแล้ว ก็ไม่มีใครจะจ่ายไหว พระองค์ทรงให้อย่างไม่คิดค่า ทำให้หลายคนไม่ได้เห็นคุณค่าของพระพร พระบุตรของพระเจ้าได้ทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อมนุษย์ อย่างไม่คิดค่า เพราะรู้ว่า ไม่มีใครสามารถจ่ายได้เลย

เอเฟซัส 1:7
ในประโยคยาว ๆ ของท่านเปาโลนี้ ท่านกล่าวถึงพระคุณบ่อยมาก และตรงนี้ เราได้เห็นพระพรฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าประทานให้สองอย่างที่
สำคัญยิ่ง คือ ทรงไถ่บาปเรา และทรงยกโทษให้เรา สองสิ่งนี้ เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่มีพระพรฝ่ายวิญญาณอีกมากมายรออยู่ ไม่ว่าจะ
เป็นการเติบโตในพระเจ้า พระคัมภีร์ที่ประทานให้ชุมชนพี่น้องที่จะทำให้ชีวิตมีมิติหลากหลายขึ้น ฯลฯ

เอเฟซัส 1:8-9
นอกจากได้รับการไถ่และการยกบาปแล้ว เรายังได้รับทราบถึงความลี้ลับของพระดำริที่เกี่ยวข้องกับพระคริสต์ด้วย ถ้าเราอ่านหนังสือเอเฟซัสนี้ต่อไป เราจะทราบว่า สิ่งนั้นคืออะไร พระคัมภีร์ NTV แปลภาษาไทยใช้คำว่า ความลึกลับซับซ้อนของความประสงค์ของพระองค์ เป็นการเปิดเผยที่พระเจ้าทรงให้กับท่านเปาโลก่อน จากนั้นท่านจึงอธิบายความให้ผู้เชื่อทั้งหลายได้เข้าใจพระดำริ
ของพระเจ้าในเรื่องนี้

เอเฟซัส 1:10
นี่เป็นแผนการที่พระเจ้าทรงวางไว้ และถ้าเรามองย้อนไปในประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยพระคัมภีร์เดิม เราก็จะเห็นว่า พระเจ้าทรงทำตามแผนการของพระองค์มาตั้งแต่ต้นเลย พระองค์ทรงทำเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว เราเพิ่งจะมาเห็นและเข้าใจ แผนการลับของพระเจ้าเพื่อมนุษย์นั้น ก็คือ การที่จะให้ทุกอย่างในโลกและจักรวาลมารวมเป็นหนึ่งเดียวและสยบ ยอมจำนนกับพระบุตร คือพระเยซูคริสต์!

เอเฟซัส 1:11
เมื่อเราได้มาเชื่อ ติดตามพระเยซูคริสต์ พระเจ้าก็ทรงให้เราได้รับมรดกจากพระองค์ ข้อ 7 ตามพระคุณอันมั่งคั่ง ข้อ 8 ประทานอย่างเหลือเฟือทั้งสติปัญญาความรู้ ข้อ 9 ทรงทำให้เราตามความโปรดปราน ข้อ 11 ทรงให้ตามพระดำริทั้งหมดในชีวิตของเรา เหตุผลที่พระเจ้าทรงเลือกให้เป็นเช่นนี้ วนเวียนอยู่ที่พระดำริหรือพระประสงค์ของพระองค์มาตั้งแต่ก่อนสร้างโลก เมื่อใดที่ใคร เข้ามาอยู่ในพระองค์ก็จะได้ตามพระประสงค์นี้

เอเฟซัส 1:12
ในข้อ 11-12 คำว่าพวกเราในที่นี้หมายถึงคนยิวที่รอคอยพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)มาตั้งนานและเขาก็ได้พบพระองค์ และได้ตอบรับพระองค์เขาเหล่านี้จะเป็นพวกแรกที่จะได้ถวายสรรเสริญพระนามของพระองค์ พระสิริของพระองค์ ก่อนใคร ๆ พวกเขาเป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกให้ประกาศพระนามของพระองค์ แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ยอมมีคนบางส่วนที่ตอบรับพระองค์ 

เอเฟซัส 1:13
พวกท่านในข้อนี้ แตกต่างจากข้อ 12 ซึ่งหมายถึงยิวคริสเตียน แต่ตอนนี้ พวกท่านที่ได้ยินข่าวประเสริฐทั้งยิวและต่างชาติ และยอมรับเชื่อวางใจก็จะได้พระวิญญาณประทับตราชีวิตของเราไว้ที่เรารู้ชัดเพราะเมื่อเราเชื่อวางใจพระเจ้าจริง ๆพระองค์ทรงมาในชีวิตให้บังเกิดใหม่ ชีวิตก็เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ได้เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป พระวิญญาณในชีวิตไม่ใช่พระองค์ที่ล่องลอย แต่เป็นพระองค์ผู้ทรงประทับตราชีวิตเราไว้

เอเฟซัส 1:14
นอกจากพระเจ้าจะทรงประทับตราในชีวิตของผู้เชื่อแล้ว นอกจากที่พระองค์จะทรงให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงจากชีวิตเดิมหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งนิสัยใจคอ ความรู้สึกที่มีต่อผู้อื่น ความห่วงใยอย่างพระเจ้า การประพฤติปฏิบัติที่แตกต่างออกไปจากชีวิตเดิมแล้ว…. พระวิญญาณยังทรงเป็นผู้ประกันว่า เมื่อถึงวันของพระเจ้า วันที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ เราจะได้รับมรดกที่พระองค์ทรงสัญญาอย่างแน่นอน

เอเฟซัส 1:15-16
ท่านเปาโลทราบดีว่า พี่น้องชาวเอเฟซัสทั้งรักพระเจ้าและรักกันและกัน ท่านหนุนใจพวกเขาให้รู้ว่า ถึงแม้ตอนนี้ท่านไม่ได้อยู่กับเขา แต่ยังระลึกถึงพวกเขาตลอดเวลา และอธิษฐานขอพระเจ้าเพื่อพวกเขาด้วย นี่เป็นตัวอย่างอันดีที่พี่น้องคริสเตียนจะอธิษฐานเผื่อกันและกัน ความจริงแล้ว ผู้ที่รู้ดีว่าเราอธิษฐานเผื่อคือองค์พระเจ้าผู้ทรงฟังและตอบคำอธิษฐานการที่ได้รับรู้ว่ามีคนอธิษฐานเผื่อก็เป็นกำลังใจมาก

เอเฟซัส 1:17
ท่านเปาโลได้เน้นว่า ท่านทูลขอต่อองค์พระบิดาผู้ทรงพระสิริเพื่อพี่น้อง พระบิดาคือผู้ที่จะประทานความเข้าใจ สติปัญญาฝ่ายวิญญาณให้กับพี่น้องชาวเอเฟซัส เราเข้าใจว่าท่านกำลังหมายถึงองค์พระวิญญาณที่อิสยาห์ได้กล่าวถึงในอิสยาห์ 11:2ยิ่งเป็นพวกเราทุกวันนี้ ยิ่งต้องการทั้งความรู้ความเข้าใจเพราะว่าเราอยู่ท่ามกลางคำโกหกตั้งแต่เช้าจนค่ำ เราต้องการความรู้ในพระเจ้าที่จะต่อต้านและนำให้คนของพระเจ้าเข้าใจความจริงถ่องแท้

เอเฟซัส 1:18
สิ่งที่ท่านเปาโลอธิษฐานสำคัญมาก คือทำให้ตาใจที่เคยมืดบอดนั้น ได้มองเห็นสิ่งดี ๆ ฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้ มีสามอย่างในข้อ 18-19สองอย่างแรก คือ ความหวังที่พระเจ้าทรงเรียกเรากับความมั่งคั่งของมรดก ตาใจตรงนี้คือความเข้าใจจะขยายมองเห็นว่าความหวัง ความมั่งคั่ง นั้นมีมากมายแต่ที่สุด ๆคือการที่เราได้อยู่ใต้พระคุณพระเจ้าใกล้ชิดพระองค์ทั้งวันนี้และตลอดไป

เอเฟซัส 1:19
อย่างที่สามคือ ให้เราเข้าใจถึงฤทธิ์เดชอนันต์ที่มีต่อพวกเรา เปลี่ยนจากคนที่ตายแล้ว วิญญาณแยกจากพระองค์ กลับได้มาเป็นคนของพระองค์ ในข้อต่อไปเราจะเห็นฤทธิ์อนันต์นี้ ได้ทำสิ่งใดบ้างอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ฤทธิ์เดชอนันต์ของพระเจ้านี้เป็นฤทธิ์ยิ่งใหญ่ที่คนทั่วไปไม่อาจเข้าใจได้เลย เพราะก่อนที่จะเข้าใจได้ คน ๆ นั้นต้องมีความเชื่อในพระเจ้าก่อน แล้ว พระวิญญาณในเขาจะทำให้เขาเข้าใจได้

เอเฟซัส 1:20
ท่านเปาโลอธิษฐานขอให้เรามองเห็นความหวังที่พระเจ้าทรงเรียกเรา รู้จักมรดกที่ทรงเตรียมไว้และเข้าใจถึงฤทธิ์เดชอนันต์ของพระเจ้าสุดยอดมาก.. พระเจ้าทรงฤทธิ์ทรงทำให้พระเยซูองค์เมสสิยาห์คืนชีพจากความตาย และบัดนี้ทรงอยู่เบื้องขวาของพระองค์ นั่นคือพระเยซูทรงรับสิทธิอำนาจสูงสุด พระองค์ผู้ทรงลงมาเป็นมนุษย์ทรงใช้ชีวิตแบบมนุษย์ในโลก บัดนี้กลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในจักรวาล

เอเฟซัส 1:21-22ก
ความยิ่งใหญ่ อำนาจสูงสุดของพระเยซูไม่ได้มีเฉพาะเหนือมนุษยชาติ เหนือจักรวาลที่ทรงสร้างขึ้นมา แต่ท่านเปาโลได้บอกเราชัดเจนว่า ทรงอยู่สูงเหนือเทพต่าง ๆ ที่กำลังพยายามทำลายโลกอยู่ทุกวันนี้ เหนือทุกวิญญาณทั้งหลายที่มนุษย์ในโลกนับถือ เราผู้อยู่ใต้พระคุณของพระเจ้าจึงจะได้รับชัยชนะ เพราะว่า ผู้ที่อยู่ในเรานั้นทรงใหญ่กว่าบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือวิญญาณเพราะทรงอยู่ข้างขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าแล้ว
เราต้องตระหนักว่า พระเจ้าทรงให้พระเยซูทรงอำนาจสูงสุด ทุกอย่างอยู่ใต้พระองค์ ทรงเป็นความหวังเดียวของเรา ทุกสิ่งในธรรมชาติที่พระเจ้าทรงสร้างมาซึ่งหมายถึงมนุษย์ด้วยต่างคร่ำครวญที่จะได้รับการไถ่จากพระเจ้าพ้นจากผลของบาปทุกอย่างในชีวิต (โรม 8:22-23) เราจึงไม่ต้องไปหาวิธีอื่นที่จะพ้นทุกข์ของชีวิตเลย … มาหาพระเยซูเป็นพอ

เอเฟซัส 1:22ข-23
และที่เป็นเช่นนี้เพราะพระเจ้าทรงเตรียมให้พระเยซูทรงดำรงตำแหน่งที่สูงสุดในคริสตจักรเช่นกัน คริสตจักรคือพระกายของพระองค์ ที่ต้องการผู้นำ ผู้สั่ง ผู้ที่คอยบอกว่าร่างกายต้องไปทางไหน อยู่อย่างไร คริสตจักรใดที่ขาดพระคริสต์เป็นศีรษะผู้ที่สอนสิ่งที่ไม่ใช่ในพระคัมภีร์ แต่สอนสิ่งผิดตามใจตัวเอง ไม่ใช่พระกายของพระองค์ คริสตจักรใดติดตามพระคริสต์ พวกเขาจะเต็มด้วยพระองค์ในทุก ๆ ด้าน

พระคำเชื่อมโยง

เอเฟซัส 1
3* 2 โครินธ์ 1:34* โรม 8:28; 1 เปโตร 1:2; ลูกา 1:75
5* โรม 8:29; ยอห์น 1:12; 1โครินธ์ 1:21
6* โรม 3:24; มัทธิว 3:17
7* ฮีบรู 9:12; โรม 3:24-25
9* โรม 16:25; 2 ทิโมธี 1:9
10* กาลาเทีย 4:4; 1โครินธ์ 3:22; โคโลสี 1:16, 20

11* โรม 8:17; อิสยาห์ 46:10
12* 2 เธสะโลนิกา 2:13; ยากอบ 1:18
13* ยอห์น 1:17; 2 โครินธ์ 1:22
14* 2 โครินธ์ 5:5; โรม 8:23; กิจการ 20:28; 1 เปโตร 2:915* โคโลสี 1:4
16* โรม 1:9
17* ยอห์น 20:17;โคโลสี 1:9

18* กิจการ 26:18; เอเฟซัส 2:12
19* โคโลสี 2:12
20* กิจการ 2:24; สดุดี 110:1
21* ฟีลิปปี 2:9-10 โรม 8:38-39
22* สดุดี 8:6; 110:1; ดาเนียล 7:13-14; มัทธิว 28:18; ฮีบรู 2:7
23* โรม 12:5;โคโลสี 2:9; 1โครินธ์ 12:6

2 โครินธ์ 9 กฎการหว่าน

2 โครินธ์ 9:1-2
ข้าไม่จำเป็นต้องเขียนถึงท่านเรื่องการช่วยคนของพระเจ้าในด้านนี้ เพราะข้ารู้ดีว่าท่านทั้งหลายตั้งใจพร้อมอยู่ ข้ายังได้พูดอวดพวกท่านกับพี่น้องในมาซิโดเนียว่า พี่น้องในอาคายาพร้อมที่จะให้ตั้งแต่ปีที่แล้ว และความกระตือรือร้นของท่านเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขามาก
2 โครินธ์ 9:3-4
แต่ข้าส่งพี่น้องมาเพื่อว่าที่เราเคยอวดเรื่องท่านจะไม่เสียเปล่า และท่านจะได้จัดเตรียมให้พร้อมตามที่ข้าบอกไปแล้ว ดังนั้น หากพี่น้องชาวมาซิโดเนียบางคนมากับเรา และพบว่าท่านไม่พร้อม เท่ากับว่าทั้งท่านและเราต้องขายหน้า ที่มั่นใจในพวกท่านขนาดนั้น

2 โครินธ์ 9:5
ดังนั้นข้าคิดว่า จำเป็นต้องขอให้พี่น้องไปหาพวกท่านก่อน เพื่อให้ท่านเตรียมสิ่งที่จะถวายตามที่สัญญาไว้ ซึ่งการเตรียมพร้อมอย่างนี้ แสดงถึงการให้อย่างเต็มใจไม่ใช่ด้วยการฝืนใจ
2 โครินธ์ 9:6-7
ข้าขอบอกว่า คนที่หว่านน้อยย่อมเก็บเกี่ยวได้เพียงเล็กน้อย และคนที่หว่านมากจะเก็บเกี่ยวได้มาก แต่ละคนควรให้ตามที่เขาตั้งใจไว้ ไม่ใช่ด้วยความเสียดายหรือจำเป็นต้องให้ เพราะว่า พระเจ้าทรงรักผู้ที่ให้ด้วยใจยินดี

2 โครินธ์ 9:8-9
พระเจ้าประทานพรทุกอย่างให้แก่ท่านได้อย่างเต็มที่ เพื่อท่านจะได้มีเพียงพออยู่เสมอ และยังจะมีเกินพอที่จะทำการดีทุกอย่างด้วย ตามที่มีบันทึกไว้ว่า
“เขาได้แบ่งปันแก่คนยากจนความเที่ยงธรรมของเขาดำรงเป็นนิตย์”
2 โครินธ์ 9:10
พระองค์ผู้ประทานเมล็ดพืชให้แก่คนที่หว่าน อาหารให้แก่คนที่กินจะประทานเมล็ดพืชให้แก่ท่าน และจะทรงเพิ่มผลให้เมล็ดที่ท่านนำไปหว่านทั้งจะทรงให้ท่านได้เก็บเกี่ยวความเที่ยงธรรมอย่างเพิ่มพูน
2 โครินธ์ 9:11
พระองค์จะทรงให้ท่านมั่งคั่งในทุกสิ่งเพื่อจะได้ใจกว้างแบ่งปันทุกโอกาส
และทำให้หลายคนได้ขอบคุณพระเจ้าผ่านเรา

2 โครินธ์ 9:12-13
ในการรับใช้แบบนี้ ไม่ใช่เป็นการจัดหาให้กับผู้เชื่อที่ขัดสนเท่านั้น แต่ยังทำให้มีคำขอบพระคุณอย่างมากด้วย การปรนนิบัตินี้จะส่งผลให้พวกเขาสรรเสริญพระเจ้าเพราะท่านทั้งหลายยอมเชื่อฟัง สมกับที่ท่านกล่าวยอมรับข่าวประเสริฐของพระคริสต์และในน้ำใจที่ท่านมีต่อเขาและคนทั่วไป
2 โครินธ์ 9:14-15
และเขาจะทูลขอเพื่อท่านและระลึกถึงท่านอย่างจริงใจ เพราะพระเจ้าทรงมีพระคุณต่อท่านอย่างเหลือล้น ขอบคุณพระเจ้าสำหรับของประทานจากพระองค์ที่เกินคาดหมาย

อธิบายเพิ่มเติม

2 โครินธ์ 9:1-2
พี่น้องในมาซิโดเนียอยู่ท่านเหนือ และอาคายาเป็นที่ตั้งของเมืองโครินธ์อยู่ทางใต้ จดหมายของท่านเปาโลทำให้รู้ว่า พี่น้องในคริสตจักรอื่น ๆ ที่ อยู่ไกลออกไป ไม่ได้อยู่เฉย แต่มีความกระตือรือร้น. ในการรับใช้พระเจ้า ซึ่งการรับใช้พระเจ้านี้ มีวิธีการหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำดีให้ผู้อื่น การประชุมร่วมกัน การถวายเพื่อช่วยพี่น้อง รวมถึงการประกาศ การเป็นพยาน การนมัสการพระองค์ชีวิตคริสเตียนจริง ๆ นั้น ไม่ใช่เป็นชีวิตอยู่เฉย ๆ

2 โครินธ์ 9:3-4
ตอนนี้ ท่านเปาโลกำลังสอนให้พี่น้องในโครินธ์ ได้เตรียมตัวให้พร้อมในกิจกรรมที่ดี และการถวายท่านเปาโลเคยเอาพี่น้องโครินธ์ไปชมเชยกับพี่น้องในที่อื่น ๆ ด้วย ทำให้เราเห็นว่า แม้จะมีปัญหาในคริสตจักร แต่ท่านเปาโลก็เห็นสิ่งดีในตัวพี่น้องเสมอ ท่านไม่ได้เอาเขาไปนินทา แต่เอาไปชมเชย นี่เป็นสิ่งที่สมควรทำตาม ไม่ว่าเราจะเห็นใครมีปัญหามากเพียงไร แต่หากดูให้ดี แต่ละคนก็ยังมีสิ่งดีในชีวิตที่เราอวดได้ ถ้าไม่อธิษฐานเผื่อก็อย่า
เอาเขาไปพูดลับหลัง

2 โครินธ์ 9:5
ท่านเปาโลไม่ยอมให้มีความผิดพลาดในด้านของชื่อเสียงของพี่น้องและตัวท่านเองเกิดขึ้น ในสมัยก่อนนั้น ใครก็ตามที่เคยสัญญาว่าจะให้อะไร ก็ต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้ มากลับคำง่าย ๆ ไม่ได้การไม่ทำตามสัญญาจะเป็นเรื่องที่ขายหน้าเอามาก ๆ เป็นเรื่องที่เสียเครดิตจริงๆ และเรื่องนี้ในสังคมของคนยิวเป็นสิ่งสำคัญ เป็นสังคมที่หน้าตา ฐานะ ขึ้นอยู่กับศักดิ์ศรีและความอับอาย

2 โครินธ์ 9:6-7
นี่เป็นหลักการธรรมดาที่พระเจ้าทรงวางไว้ให้คนที่ให้มากก็จะได้ผลมาก ตอนนี้ท่านเปาโลกำลังพูดถึงการให้กับพี่น้องคนอื่น ๆ ซึ่ง ในเมื่อพระเจ้าเป็นผู้ให้เกิดผล ผลที่ได้อาจไม่ได้เกิดกับคนที่ให้โดยตรงอย่างเดียว แต่ไปเกิดผลขึ้นในอาณาจักรของพระเจ้า ดังนั้น การให้จะต้องมีท่าทีอย่างถูกต้องไม่ใช่เป็นเพราะต้องการเอาคืนที่เห็นแก่ตัว อยากมีมากกว่าเดิม ฝึกการให้ไปบ่อย ๆ เราจะสัมผัสเองว่าผลในอาณาจักรของพระเจ้าดีกว่าผลส่วนตัว

2 โครินธ์ 9:8-9
ขออย่าแปลความในข้อนี้ผิดไปจากความตั้งใจของท่านเปาโลเพียงเพราะว่า เราอยากมีมากขึ้นพระสัญญาของพระเจ้านี้ มีให้กับคนจริงเท่านั้นไม่ใช่คนที่แสร้งให้เพื่อจะรับผู้เชื่อในพระเจ้าไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เขาเชื่อวางใจพระสัญญานี้ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้รับใช้เต็มเวลาหรืออาจารย์ แต่เป็นสำหรับพี่น้องทุกคน ที่ถวายแด่พระเจ้าแม้ไม่มีใครเห็น คนถวายจริง ด้วยใจจริงด้วยความคิดถูกต้องจะเห็นผลแน่นอน

2 โครินธ์ 9:10
เมล็ดพืช เป็นที่เริ่มต้นของพืชพันธ์ุ ต้นไม้ต่าง ๆแต่เบื้องหลังของเมล็ดพืชที่จะงอกเป็นผลหลากชนิดนั้น คือ พระเจ้าผู้ทรงสร้าง ดังนั้น คิดแล้ว การให้ของเราเกี่ยวพันกับท่าทีที่เรามีต่อพระเจ้าเป็นอย่างมาก การถวายคืนแด่พระเจ้าด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในคริสตจักร หรือทำกับคนทั่วไปที่ต้องการความช่วยเหลือ ต้องได้รับการอวยพรให้ผลผลิตฝ่ายวิญญาณนี้ เพิ่มพูน ทวีคูณจากพระเจ้า … ทุกอย่างจึงจะยั่งยืนและเกิดผลมาก

2 โครินธ์ 9:11
พระเจ้าจะทรงให้มั่งคั่งเพื่อให้มีใจกว้างแบ่งปันให้คนอื่น วิธีการที่จะอยู่ร่วมกันได้ดีที่สุด คือทุกคนได้มีโอกาสที่จะก้าวต่อไป ไม่ใช่เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน ในโลกธุรกิจมีแนวคิดว่า ต้องขายให้มากสุด ต้องโกยส่วนแบ่งการตลาดมาให้มากเท่าที่มากได้ แต่ธุรกิจของพระเจ้ากลับแปลก พระองค์ให้คนของพระองค์มั่งคั่ง (ในรูปแบบต่าง ๆ) เพื่อช่วยให้คนอื่นได้ก้าวต่อไป

2 โครินธ์ 9:12-13
พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้คนของพระองค์มั่งคั่งไม่ใช่เพื่อให้เขาเก็บไว้ชื่นชมคนเดียว แต่เพื่อเขาจะมีใจกว้างขวาง แบ่งปันให้กับคนอื่นด้วย เมื่อเราได้เห็นการให้และการรับในหมู่พี่น้อง ด้วยความปรารถนาดี เราก็จะเกิดใจขอบพระคุณ ดังนั้น การให้นอกจากจะเป็นการแบ่งเบาภาระเป็นการช่วยให้อีกคน หรือหลายคนมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีสันติสุข ยังเป็นเหตุให้พระเจ้าได้รับพระเกียรติจากทุกหัวใจที่ขอบพระคุณ

2 โครินธ์ 9:14-15
ใจกตัญญูต่อพระเจ้าที่เกิดขึ้นในคนที่รับนั้นไม่ได้มีต่อพระเจ้าเท่านั้น แต่ต่อคนที่ตั้งใจช่วยเหลือคำขอบพระคุณเหล่านี้เป็นที่ถวายพระเกียรติทำให้พระเจ้าทรงพอพระทัยที่พี่น้องต่างมีความรักจริงใจต่อกัน ยิ่งขอบพระคุณ ชีวิตก็ยิ่งเกิดผลยิ่งก่อให้เกิดการขอบพระคุณมากขึ้นอีกไปเรื่อย ๆแต่หากคนรับไร้การขอบพระคุณล่ะ … คนที่ให้ก็ยังได้รับพระพรที่จะทำการดีต่อไปได้ ไม่ต้องห่วงไม่มีการขัดสนเลย ….

พระคำเชื่อมโยง

1* กาลาเทีย 2:10
2* 2 โครินธ์ 8:10
3* 2 โครินธ์ 8:6, 17
6* สุภาษิต 11:24; 22:9
7* เฉลยธรรมบัญญัติ 15:4; โรม 12:8

8* สุภาษิต 11:24
9* สดุดี 112:9
10* อิสยาห์ 55:10; โฮเชยา 10:12
11* 2 โครินธ์ 1:11

12* 2 โครินธ์ 8:14
13* มัทธิว 5:16; ฮีบรู 13:16
14* 2 โครินธ์ 8:1
15* ยากอบ 1:17



กิจการ 28 จบที่โรม

อธิบายเพิ่มเติม

กิจการ 28:1
เรือแตกใกล้เกาะมอลตา ทางใต้ของเกาะซิซิลี ไม่มีใครเคยมาแถบนี้ เป็นเกาะที่อยู่ 60 ไมล์ทางใต้ของเกาะซิซีลี ทุกคนรอด นายทหารได้คุมนักโทษครบทุกคน ถ้ามองด้วยสายตาของคนนอกแล้ว เป็นเรื่องแปลกมากที่นักโทษไม่หายไปสักคนเดียว!
อ่าวนี้ในปัจจุบันเรียกกันว่า อ่าวเซนท์พอล
กิจการ 28:2-4
พวกเขาพบชาวเกาะที่ใจดีมาช่วยก่อกองไฟ แต่เมื่อเกิดมีงูกัดเปาโล ทุกคนก็คิดว่า เปาโลเป็นนักโทษฉกรรจ์ ชาวเกาะคิดว่า เทพลงโทษเปาโล เรื่องนี้สำคัญมากเพราะเกี่ยวพันกับคำสัญญาของพระเยซูในหนังสือมาระโก 16:18
กิจการ 28:5-6
แต่เปาโลกลับสลัดงูลงกองไฟ แล้วไม่ตาย ไม่มีอาการใด ๆ ชาวเกาะก็กลับคิดว่าเขาเป็นเทพเสียเอง ตอนแรกคิดอย่างต่อมาคิดอีกอย่าง ขึ้นกับสถานการณ์ ทำให้เรารู้ว่า คนในสมัยโบราณ แปลความทุกอย่างที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับความเชื่อทั้งสิ้น
กิจการ 28:7-8ก
เปาโลรู้ว่า ปูบลิอัส ซึ่งเป็นผู้นำที่เป็นตัวแทนดูแลหมู่ชาวเกาะ มีพ่อที่ไม่สบาย เป็นบิด เปาโลจึงขอไปเยี่ยมอาการของเขานั้นน่าจะเป็นจากการกินอาหารที่ไม่สะอาด ตัวปูบลิอัสเองน่าจะเป็นผู้ที่โรมแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลเกาะนี้
กิจการ 28:8ข-10
เขาอธิษฐานและพ่อก็หายป่วย ชาวเกาะจึงพากันมาอธิษฐาน และหายป่วยไปตาม ๆ กัน ชาวเกาะจึงดีใจและให้เกียรติกับพวกเขามาก เป็นอันว่าตอนนี้อยู่กันอย่างสันติ ทั้งนักโทษ ทหาร ชาวเกาะและเปาโลกับเพื่อน
กิจการ 28:11-12
เมื่อมีเรือมา พวกเขาจึงได้ลงเรือออกจากมอลตา ไปยังเมืองไซราคิวส์ ซึ่งอยู่ริมฝั่งเกาะซิซีลี เชื่อกันว่าเปาโลได้ตั้งคริสตจักรที่เมืองนี้ด้วย
กิจการ 28:13-14
พอมาถึงเมืองเรยีอุมซึ่งอยู่ทางใต้ เรือก็รออีกวันให้ลมดีเสียก่อน ผ่านเข้าไปทางช่องแคบเมสินา ซึ่งแยกเกาะซิซีลีจากแผ่นดินใหญ่ มีการขออนุญาตอยู่ต่อเพื่อพบ และสนทนากับพี่น้องซึ่งนายร้อยก็อนุญาตทันที เราจึงเห็นว่า นายร้อยกับเปาโลมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อีกอย่าง เท่ากับลดภาระที่ต้องดูแลนักโทษคนนี้ด้วย
กิจการ 28:15
ย่านอัปปีอัสอยู่ทางใต้ของโรม ห่างประมาณ 43 ไมล์ ส่วนบ้านสามโรงแรมนั้น ห่างจากโรมประมาณ​ 30 ไมล์
กิจการ 28:16
เมื่อถึงโรม มีคำสั่งขังเปาโลในบ้าน ไม่ได้เข้าคุก โดยดูจากเรื่องราวแล้ว อาจประเมินได้ว่า นายร้อยยูเลียอาจเป็นผู้ขอให้เปาโลได้รับการขังในบ้าน โดยมีทหารผลัดกันมาเฝ้า (เท่ากับผลัดกันมาฟังพระคำของพระเจ้านั่นเอง) จะเห็นว่า ถึงตอนนี้ นายร้อยยูเลียสมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับเปาโลเป็นอย่างมาก ทั้งสองคนได้สนทนาเมื่ออยู่บนเรือด้วยกัน จนกลายเป็นเพื่อนสนิท
กิจการ 28:17
นี่เป็นเวลาเริ่มต้นงานใหม่ ในเมืองใหม่ เขาเริ่มต้นจากการพบผู้นำชาวยิว โดยที่เชิญพวกเขามาพบที่บ้านซึ่งเขาถูกจำจองอยู่ อธิบายพระกิตติคุณให้พวกเขาฟัง
กิจการ 28:18-19
เปาโลได้อธิบายว่า ไม่ได้มีเรื่องกับคนยิว แต่คนยิวต่างหากที่ฟ้องร้องเขา จึงต้องถวายฎีกามาพบซีซาร์
กิจการ 28:20-22
การพบกันครั้งนี้ ทำให้พี่น้องชาวยิวได้เข้าใจเรื่องราวที่แท้จริงจากปากของเปาโลโดยตรงกิจการ 28:23-24
จากนั้นก็มีการเชิญคนอื่นมาที่บ้าน เพื่อสนทนากันเรื่องพระเยซูคริสต์
กิจการ 28:25
มีทั้งคนที่เห็นด้วย และคนที่ไม่ยอมเชื่อ เปาโลจึงเข้าใจแล้วว่า คำที่อิสยาห์กล่าวเป็นความจริงกิจการ 28:26-27
นั่นคือ อย่างไร ๆ ยิวก็มักจะไม่เชื่อว่าพระเมสสิยาห์มาแล้ว และพระองค์คือ พระเยซูคริสต์ อิสยาห์บอกล่วงหน้าว่า ยิวจะไม่ยอมรับพระเยซู
กิจการ 28:28-29
ดังนั้นข่าวประเสริฐจึงต้องไปหาคนต่างชาติที่จะรับฟัง และเชื่อพระนามพระเยซู
กิจการ 28:30-31
สองปีที่เปาโลอยู่ในโรม ไม่ไร้ผล เพราะเขาได้ประกาศพระนามอย่างกล้าหาญ และไม่มีใครมาต่อต้านหรือลุกฮือขึ้นเหมือนอย่างที่เกิดในหมู่ชาวยิวที่ผ่านมาเลย

พระคำเชื่อมโยง

1* กิจการ 27:26
2* กิจการ 28:4; โรม 1:14; 1โครินธ์ 14:11; โคโลสี 3:11
5* มาระโก 16:18; ลูกา 10:19
6* กิจการ 12:22; 14:11
8* กิจการ 9:40; ยากอบ 5:14-15; มัทธิว 9:18; มาระโก 5:23; 6:5; 7:32; 16:18; ลูกา 4:40; กิจการ 9:11-12; 1โครินธ์ 12:9,28
10* มัทธิว 15:6
11* กิจการ 27:6

14* โรม 1:8
16* กิจการ 23:11; 24:25; 27:3
17* กิจการ 23:29; 24:12-13; 26:31
18* กิจการ 22:24; 24:10; 25:8; 26:32
19* กิจการ 25:11, 21,25
20* กิจการ 26:6-7; 26:29; เอเฟซัส 3:1; 4:1; 6:20; 2 ทิโมธี 1:8, 16; ฟิเลโมน 10,13
22* ลูกา 2:34; กิจการ 24:5, 14; 1 เปโตร 2:12;; 3:16; 4:14,16



23* ลูกา 24:27; กิจการ 17:3; 19:8; 26;6, 22
24* กิจการ 14:4; 19:9
26* อิสยาห์ 6:9-10; เยเรมีย์ 5:21; เอเสเคียล 12:2; มัทธิว13:14-15; มาระโก 4:12; ลูกา 12:40; โรม 11:8
28* อิสยาห์ 42:1, 6; 49:6;มัทธิว 21:41; ลูกา 2:32; โรม 11:1131* กิจการ 4:31; เอเฟซัส 6:19