มัทธิว 26 แผนกำจัดพระเยซู

วางแผนกำจัดพระเยซู
26 เมื่อพระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเหล่านี้แล้ว พระองค์ก็ตรัสกับศิษย์ทั้งหลายว่า
 2 “เจ้าก็รู้ว่า อีกสองวันจะถึงเทศกาลปัสกา  วันนั้นบุตรมนุษย์จะถูกมอบให้กับศัตรูเพื่อถูกตรึงบนไม้กางเขน
 3 เวลานั้น เหล่าหัวหน้าปุโรหิตและผู้ใหญ่ในหมู่ประชาชนก็เข้ามาประชุมกันในวังของมหาปุโรหิตชื่อคายาฟาส
 4 พวกเขาวางแผนที่จะวางกับดักเพื่อจับพระเยซูมาสังหาร
  5 แต่พวกเขากล่าวกันว่า “เราจะต้องไม่ทำตามแผนในช่วงเทศกาล ไม่อย่างนั้นประชาชนอาจจะก่อจลาจลขึ้นมา”


น้ำหอมชโลมพระเยซู ณ บ้านเบธานี 
6 พระเยซูทรงอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี 
ในบ้านของซีโมนชายโรคเรื้อน 
7 ขณะที่ทรงอยู่ที่นั่น ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งอุ้มผอบน้ำมันหอมซึ่งมีราคาแพงมากเข้ามา เธอได้รินน้ำหอมชโลมพระเศียรพระเยซู ขณะที่ทรงเอนพระกายเพื่อรับประทานอาหาร
 8 เมื่อศิษย์ของพระองค์เห็นเธอทำเช่นนั้น ก็รู้สึกโกรธ พวกเขาถามว่า “เหตุใดจึงทำให้น้ำมันหอมเสียเปล่าเช่นนี้? 
9 น้ำมันหอมนี้สามารถขายได้ราคา และเราก็เอาเงินไปแจกคนยากจนได้” 
10 พระเยซูทรงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตรัสว่า “เหตุใดพวกเจ้าจึงไปออกความเห็นเช่นนี้?  ในเมื่อเธอทำสิ่งที่ดีให้กับเราอยู่
  11 อย่างไร ๆ เจ้าจะมีคนยากจนอยู่กับเจ้าเสมอ แต่เราไม่ได้อยู่กับเจ้าตลอดไป 
12  ที่เธอรินน้ำมันหอมให้เราก็เพื่อเตรียมเราสำหรับศพของเรา 13 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า ไม่ว่าข่าวประเสริฐจะเผยแผ่ไปที่ใดในโลก เขาก็จะเล่าถึงสิ่งที่เธอได้กระทำครั้งนี้ และผู้คนจะระลึกถึงเธอ”

ยูดาสทรยศพระเยซู
14 แล้วหนึ่งในพวกศิษย์ของพระเยซู คือยูดาส อิสคาริโอท ก็เข้าไปหาหัวหน้าปุโรหิต
15 เขากล่าวว่า “ท่านจะจ่ายให้ข้าพเจ้าอย่างไร หากข้าพเจ้ามอบพระเยซูให้แก่พวกท่าน?” (เศคาริยาห์ 11:12)
พวกเขาก็นับเงินให้สามสิบเหรียญ
16 จากวันนั้นมา ยูดาสก็คอยหาโอกาสที่จะมอบพระองค์ให้คนพวกนั้น  

พระเยซูกับศิษย์ในวันฉลองปัสกา
17 วันแรกของเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ ศิษย์ของพระเยซูมาเฝ้า ทูลถามว่า “พระองค์ทรงประสงค์ให้เราจัดเตรียมปัสกาให้พระองค์รับประทานที่ไหนขอรับ?”
 18 พระเยซูตรัสตอบว่า “จงเข้าไปในเมือง ไปหาชายคนหนึ่ง บอกเขาว่า  ‘พระอาจารย์กล่าวว่า ใกล้จะถึงกำหนดเวลาของเราแล้ว เราจะฉลองปัสการ่วมกับศิษย์ของเราที่บ้านของท่าน’”
 19 พวกศิษย์จึงทำตามที่พระเยซูทรงบอกพวกเขา และพวกเขาก็เตรียมอาหารวันปัสกา

 20 พอถึงเวลาเย็น พระเยซูทรงเอนพระกายที่โต๊ะ รับประทานร่วมกับศิษย์ทั้งสิบสองคน
21 ระหว่างที่กำลังรับประทานอาหารกันอยู่ พระเยซูตรัสขึ้นมาว่า “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า คนหนึ่งในพวกเจ้าจะทรยศเรา”
22 นี่ทำให้ทุกคนเศร้าใจเจ็บปวดมาก แต่ละคนจึงกล่าวทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า ไม่ใช่ข้าพเจ้าใช่ไหม?”
23 พระเยซูตรัสตอบว่า “คนที่ใช้มือจิ้มลงไปในถ้วยนี้กับเรา คือคนที่ทรยศเรา ( คนที่มีความสัมพันธ์สนิทกับเรา)
  24 บุตรมนุษย์จะต้องไปตามที่พระคัมภีร์เขียนถึงท่าน แต่วิบัติแก่คนนั้นที่ทรยศบุตรมนุษย์ ถ้าคนนั้นไม่เกิดมา ก็ยังจะดีกว่าสำหรับตัวเขา”
 25 แล้วยูดาส ผู้ที่จะทรยศพระองค์ทูลว่า “ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ข้าพเจ้าใช่ไหม?”  พระเยซูตรัสตอบว่า “คือเจ้าเองนั่นแหละ”

ศีลมหาสนิทกับพระเยซูครั้งสุดท้าย
26ขณะที่พวกเขากำลังรับประทานอาหารนั้น พระเยซูทรงหยิบขนมปังขึ้น และขอบพระคุณพระเจ้า แล้วทรงหักเป็นชิ้น มอบให้แก่ศิษย์ของพระองค์ ตรัสว่า “จงรับไปรับประทานเถิด นี่คือกายของเรา”
27 แล้วพระเยซูก็ทรงหยิบถ้วยขึ้น และขอบพระคุณพระเจ้า และทรงยื่นให้กับพวกศิษย์และตรัสว่า “เจ้าทุกคนจงดื่มจากถ้วยนี้
28 นี่เป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาของเรา ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกโทษบาปให้กับคนเป็นจำนวนมาก  (อพยพ 24:8;  เยเรมีย์ 31:31-34) 
29 เราบอกเจ้าว่า เราจะไม่ดื่มจากผลองุ่นนี้อีก จนกว่าจะถึงวันนั้นที่เราดื่มร่วมกับพวกเจ้าใหม่ในแผ่นดินพระบิดาของเรา”
30 หลังจากที่ร้องเพลงสรรเสริญแล้ว ก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ

ทุกคนจะละทิ้งเรา
31 พระเยซูตรัสกับพวกศิษย์ว่า “คืนนี้ เจ้าจะละทิ้งเราไป เพราะมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า
 ‘เราจะฟาดฟันคนเลี้ยงแกะ และฝูงแกะจะกระจัดกระจายไป’ (เศคาริยาห์ 13:7)
32 แต่หลังจากที่เราคืนชีพ เราจะไปยังกาลิลีก่อนหน้าพวกเจ้า
33 เปโตรกล่าวว่า “ถึงใครจะทิ้งพระองค์ไป แต่ข้าพเจ้าไม่มีวันที่จะทิ้งพระองค์ไป”
34 พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงกับเจ้าว่า คืนนี้ก่อนไก่ขัน  เจ้าจะปฏิเสธเราสามครั้ง 
35 แต่เปโตรตอบว่า “ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะต้องตายไปกับพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่ปฏิเสธพระองค์แน่นอน!”
และศิษย์คนอื่น ๆ ต่างกล่าวเหมือนกัน

ทรงอธิษฐานในสวนเกทเสมนี

36 แล้วพระเยซูพร้อมกับศิษย์ของพระองค์ก็เดินมาถึงสถานที่ที่เรียกว่า เกทเสมนี  พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “จงนั่งอยู่ที่นี่ ขณะที่เราไปอธิษฐานตรงโน้น”
37 พระองค์ทรงพาเปโตร และลูกชายทั้งสองของเศบีดีไปด้วย ขณะนั้นทรงเศร้าพระทัย หนักพระทัยยิ่งนัก
38 พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “จิตใจของเราเป็นทุกข์แทบสิ้นใจ  เจ้าอยู่ตรงนี้และเฝ้าระวังอยู่กับเรา”
39 พระองค์ทรงเดินเลยจากพวกเขาออกไปอีกเล็กน้อย และทรงซบพระพักตร์ลงที่พื้น และอธิษฐานว่า “โอ พระบิดาของข้าพเจ้า หากเป็นไปได้  ขอทรงโปรดให้ถ้วยนี้ผ่านพ้นจากข้าพเจ้าไป  แต่ถึงอย่างนั้น อย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพเจ้า   แต่ขอให้เป็นตามพระดำริของพระองค์เถิด” 
40  แล้วพระเยซูทรงกลับมาหาศิษย์ของพระองค์ กลับพบว่า พวกเขากำลังหลับอยู่  พระองค์ตรัสกับเปโตรว่า “พวกเจ้าจะคอยเฝ้าอยู่กับเราสักชั่วโมงไม่ได้เชียวหรือ?”
41  จงเฝ้าระวังและอธิษฐานเถิด เพื่อว่าเจ้าจะมีกำลังสู้การทดลอง จิตวิญญาณพร้อมที่จะทำสิ่งดี แต่ร่างกายนั้นกลับอ่อนกำลัง”
42 แล้วพระเยซูทรงกลับไปอธิษฐานครั้งที่สองว่า “พระบิดาเจ้าข้า หากถ้วยนี้ไม่อาจผ่านพ้นข้าพเจ้าไปได้ และข้าพเจ้าต้องดื่ม  ข้าพเจ้าทูลขอให้สำเร็จตามพระดำริของพระองค์ด้วยเถิด”
43 เมื่อพระองค์ทรงกลับมาอีกทีพบว่า พวกเขากำลังหลับอยู่ เพราะง่วงมากจนลืมตาไม่ขึ้น



44 พระองค์จึงทรงเดินจากพวกเขาไปอีก และอธิษฐานเป็นครั้งที่สาม โดยอธิษฐานเช่นเดิม
45 แล้วพระเยซูทรงกลับไปหาศิษย์ และตรัสว่า “นี่พวกเจ้ายังนอนหลับและพักผ่อนอยู่หรือ? ดูเถิด เวลาใกล้เข้ามาแล้ว  และบุตรมนุษย์กำลังถูกทรยศให้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเหล่าคนบาป
46 ลุกขึ้นได้แล้ว  ไปกันเถอะ ดูนั่น คนทรยศเรามาถึงแล้ว!” 

การจับกุมพระเยซู
47 ขณะที่พระองค์ยังตรัสอยู่นั้น ยูดาส ซึ่งเป็นหนึ่งในศิษย์สิบสองคนก็เดินมาถึง พร้อมกับฝูงชนซึ่งมีดาบกระบองในมือ คนเหล่านี้ถูกส่งมาโดยหัวหน้าปุโรหิตและเหล่าผู้ใหญ่ของประชาชน
  48  ยูดาสได้วางแผนให้สัญญาณกับพวกเขาว่า “คนที่เราจูบเขานั่นแหละ เป็นคนที่เราตามหา จับกุมเขาได้เลย” 
50 พระเยซูตรัสว่า “เพื่อนเอ๋ย เจ้าตั้งใจจะมาทำอะไรก็ทำเถิด”  แล้วคนเหล่านั้นจึงเข้ามาจับกุมพระองค์ 
51 ดูเถิด คนหนึ่งในพวกศิษย์ก็ชักดาบออกมา เขาฟันหูลูกน้องของปุโรหิตคนหนึ่งจนหูขาด
52 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เก็บดาบของเจ้าเสีย คนที่ใช้ดาบจะตายด้วยดาบ


 53 เจ้าไม่รู้หรือว่า หากเราจะขอพระบิดา พระองค์จะประทานกองทัพทูตสวรรค์มากกว่าสิบสองกองให้แก่เรา
 54  แต่ถ้าทำเช่นนั้น เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริงตามที่พระคัมภีร์บอกไว้ได้อย่างไรเล่า?
55  แล้วพระเยซูตรัสกับผู้คนเหล่านั้นว่า “พวกเจ้ามาหาเราพร้อมดาบ และกระบอง เราเป็นกบฏอย่างนั้นหรือ? ทุกวันเราสอนอยู่ในพระวิหาร และพวกเจ้าไม่ได้จับกุมเรา
56 แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อว่าจะเป็นไปตามที่ผู้เผยพระดำรัสได้เขียนไว้”  แล้วศิษย์ของพระองค์ทั้งหมดก็ละจากพระองค์ พากันหนีไป  

การสอบสวนหน้าสภาแซนเฮดริน
57 กลุ่มคนที่จับพระเยซูมา ก็นำพระองค์มายังบ้านของคายาฟาส ซึ่งเป็นที่ ๆ เหล่าธรรมาจารย์ และผู้ใหญ่ของอิสราเอลมาชุมนุมกัน 
58  ส่วนเปโตรก็ติดตามมาห่าง ๆ จนถึงลานบ้านของมหาปุโรหิต  และเขาเข้าไปนั่งรวมอยู่กับพวกยามเพื่อจะดูว่าผลจะออกมาอย่างไร
 59 พวกหัวหน้าปุโรหิต และสมาชิกสภาแซนเฮดรินก็พยายามหาพยานเท็จมาเพื่อกล่าวหาพระองค์ แล้วพวกเขาจะได้ประหารพระองค์สำเร็จ 
60 มีหลายคนมาให้การเท็จเกี่ยวกับพระองค์ แต่ถึงอย่างนั้นสภาก็ยังไม่พบเหตุผลหนักแน่นที่จะสั่งประหารพระองค์ แล้วในที่สุด มีชายสองคนออกมากล่าวว่า
61 ‘ชายคนนี้พูดว่า เราสามารถทำลายพระวิหารของพระเจ้า และสร้างขึ้นใหม่ได้ภายในสามวัน’
62 แล้วมหาปุโรหิตก็ลุกขึ้น กล่าวกับพระเยซูว่า “เจ้าจะไม่ตอบอะไรหรือ? จะว่าอย่างไรกับคำให้การที่กล่าวหาเจ้า?”
63 แต่พระเยซูทรงนิ่งอยู่  มหาปุโรหิตจึงกล่าวกับพระองค์ว่า “เราให้เจ้าสาบานต่อพระพักตร์ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์  บอกเรามาว่า เจ้าเป็นพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) บุตรของพระเจ้าหรือไม่?” 
64  พระเยซูตรัสตอบว่า “นั่นเป็นสิ่งที่ท่านพูดเอง
แต่เราขอบอกว่า หลังจากนี้ไป ท่านจะได้เห็นบุตรมนุษย์นั่งอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ขององค์ผู้ทรงฤทธิ์ และเสด็จกลับมาบนหมู่เมฆแห่งสวรรค์”
(สดุดี 110;1 ดาเนียล 7:13-14)


65 พอได้ยินเช่นนั้น มหาปุโรหิตก็ฉีกเสื้อนอกของตนเองขาด และกล่าวว่า  “ชายคนนี้พูดหมิ่นประมาทพระเจ้า เราไม่ได้ต้องการพยานอื่น ๆ ไปมากกว่านี้ ท่านทุกคนได้ยินเขาพูดคำหมิ่นประมาทแล้ว
66 พวกท่านคิดเห็นอย่างไรกัน?   พวกเขาก็ตอบว่า
“เขาสมควรตาย!!”
67 แล้วพวกเขาก็ถ่มน้ำลายลงบนพระพักตร์พระเยซู และยังชกพระองค์ด้วยกำปั้น  คนอื่นก็ตบพระพักตร์พระองค์ 68 พวกเขากล่าวว่า “เจ้าผู้เป็นพระเมสสิยาห์ ทายซิ ใครตบเจ้าอยู่?!”

เปโตรกล่าวซ้ำ ๆ ว่าไม่รู้จักพระเยซู!
69 เวลานั้น เปโตรนั่งอยู่ที่ลานบ้านด้านนอก มีสาวใช้คนหนึ่งเดินมาหาเขา และกล่าวว่า “เจ้าเองก็อยู่กับพระเยซูแห่งกาลิลีนี่นา”
70  แต่เปโตรปฏิเสธต่อหน้าทุกคน เขากล่าวว่า
“เจ้าพูดอะไร ข้าไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
71 เมื่อเขาออกจากลานบ้านไปที่ประตูรั้ว ก็มีสาวใช้อีกคนหนึ่ง เห็นเขาเข้า จึงพูดกับคนที่ยืนอยู่แถวนั้นว่า “ผู้ชายคนนี้ อยู่กับท่านเยซูแห่งนาซาเร็ธ”

72 เปโตรก็ปฏิเสธอีกครั้ง
“ข้าสาบานเลยว่า ข้าไม่รู้จักชายคนนั้น”
73 อีกสักพัก คนแถวนั้นก็มาหาเปโตร พูดกับเขาว่า
“แน่เลย  เจ้านะ เป็นพวกเดียวกับเขา สำเนียงของเจ้าฟังก็รู้”
74  แล้วเปโตรจึงเริ่มสบถว่า “ก็บอกว่า เราไม่รู้จักเขาสักหน่อย”  ทันใดนั้น ไก่ก็ขันขึ้นมา 
75 และเปโตรก็ระลึกถึงคำที่พระเยซูได้ตรัสไว้ว่า “ก่อนไก่ขัน เจ้าจะกล่าวว่าไม่รู้จักเรา สามครั้ง” เขาจึงออกไปข้างนอก ร้องไห้อย่างปวดร้าว ขมขื่นยิ่งนัก

อธิบายเพิ่มเติม

วางแผนกำจัดพระเยซู
มัทธิว 26:1-5
พระเยซูทรงทราบดีว่า เวลาของพระองค์คือการถูกประหารนั้น เข้ามาใกล้เต็มที พระองค์ทรงแจ้งให้ศิษย์ทราบว่า จะเกิดอะไรขึ้น
ทรงบอกพวกเขาตรงตามที่จะเกิดขึ้น นั่นคือ จะทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน ..​ศิษย์ทุกคนตกใจ ไม่ต้องการคิดว่านั่นจะเป็นความจริง

ขณะเดียวกัน ปุโรหิต ผู้ใหญ่ของอิสราเอลก็ปรึกษาคายาฟาสซึ่งเป็นมหาปุโรหิต  พวกเขาตั้งใจจะไม่ทำในช่วงเทศกาลเพราะเกรงว่าผู้คนที่นิยมชมชอบพระเยซูจะไม่พอใจ
การฉลองปัสกาอยู่ในวันที่สิบสี่ของเดือนนิสาน( มีนาคม-เมษายน) ส่วนเทศกาลขนมปังไร้เชื้อจะทำในวันที่สิบห้าต่อไปจนถึงวันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนเดียวกัน
แต่พระเยซูทรงบอกล่วงหน้าว่าในเทศกาลปัสกา พระองค์จะทรงถูกประหาร … ทุกอย่างเกิดขึ้นจริงตามเวลาของพระเยซู 
เราคงจำได้ว่า แกะปัสกาถูกฆ่า และกินก่อนที่อิสราเอลจะออกจากการเป็นทาสในอียิปต์  แกะปัสกาในอดีต ชี้มาที่องค์ลูกแกะที่จะถูกประหารเพื่อทำให้มนุษย์ทั้งโลกได้รับการไถ่จากโทษบาป 

น้ำหอมชโลมพระเยซู ณ บ้านเบธานี
มัทธิว 26:6-13 
หญิงคนนี้คือมารีย์ น้องสาวลาซารัสในยอห์น 12
เธอเป็นคนเดียวกันกับที่นั่งฟังพระเยซู แทนที่จะไปทำอย่างอื่น และวันนี้ เธอมีโอกาสที่จะทำสิ่งที่เธอไม่รู้เลยว่า โลกทั้งโลกจะได้ยินเรื่องราวเหล่านี้
พระเยซูทรงอยู่ที่หมู่บ้านเบธานี  ในบ้านของซีโมนชายโรคเรื้อนที่หายจากโรคเรื้อนแล้ว น่าจะเป็นคนที่พระองค์ทรงรักษามาก่อน
โถน้ำหอมที่ว่านี้ เมื่อต้องการใช้น้ำมันหอม ก็จะมีการหักคอของโถออก เป็นขวดโถเล็ก ๆ ที่ผู้หญิงยิวสมัยก่อนจะห้อยคอเอาไว้ ไม่ให้ห่างตัว 
เธอเข้ามาแล้วเทน้ำมันหอมชโลมพระเศียรต่อหน้าคนทั้งหลาย และนี่ทำให้ศิษย์หลายคนไม่พอใจ  หาว่าเธอทำของเสียหาย  ยูดาส คนที่จะทรยศพระเยซูกล่าวว่า น่าจะขายเอาเงินให้คนจนมากกว่า (ยอห์น 12:4-6)
ข้อสิบกล่าวว่า พระเยซูทรงทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้น … ใช่แล้ว มีอะไรเกิดขึ้นในใจของยูดาส และของทุกคน  ในขณะที่เธอเตรียมสิ่งดีที่สุดในชีวิตที่หามาได้ มาถวายทั้งหมด พวกเขากลับไม่ได้ทำเช่นนั้น
และการกระทำของเธอนั้น มากกว่าการเทน้ำหอม ตามคำตรัสของพระเยซู ทรงบอกว่า นี่เป็นการชโลมล่วงหน้าสำหรับพระศพ  ใช่แล้วนี้เป็นการบ่งบอกชัดเจนว่า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ ส่วนใหญ่กษัตริย์หรือบุคคลสำคัญในโลกโบราณจะได้รับการชโลมศพ  พระเยซูทรงได้รับการชโลมก่อนที่จะสิ้นพระชนม์เสียอีก
และพระเยซูทรงให้เกียรติกับสิ่งที่เธอทำด้วยความรักนี้  ทุกคนที่มารู้จักพระเยซูจะรู้เรื่องนี้ด้วย ….เป็นเกียรติที่คิดไม่ถึง!

ยูดาสทรยศพระเยซู
มัทธิว 26:14-16
มัทธิวรายงานว่า ยูดาส อิสคาริโอทไปตกลงกับหัวหน้าปุโรหิต ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่เศคาริยาห์เคยกล่าวไว้ใน เศคาริยาห์ 11:12-13
นี่เป็นความลับที่คนอื่นไม่ทราบ แต่พระเยซูทรงทราบดี ยูดาสน่าจะเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจมากเพราะทำหน้าที่ดูแลการเงินของกลุ่ม   พระองค์ทรงถูกคนในกลุ่มศิษย์ของพระองค์เองทรยศ ไม่ได้ห่างไกลเลย
ราคาค่าทรยศ 30 เหรียญ เป็นราคาของทาสในอพยพ 21:32 นี่เป็นราคาน้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำหอมที่ผู้หญิงคนหนึ่งนำมาชโลมพระเยซู

พระเยซูกับศิษย์ในวันฉลองปัสกา
มัทธิว 26:17-25
วันแรกของเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ ยังเป็นวันคาบเกี่ยวกับวันเทศกาลปัสกา ศิษย์ของพระเยซูที่ทำหน้าที่ช่วยจัดการเรื่องห้องอาหารนั้นคือ เปโตรและยอห์น (ลูกา 22:8) โดยไปพบชายคนหนึ่งที่รู้ว่า พวกเขาต้องกินอาหารปัสกากันที่ใด  (คงจำได้ว่า เทศกาลปัสกา กินขนมปังไร้เชื้อเพื่อระลึกถึงการที่พระเจ้าทรงนำอิสราเอลออกจากอียิปต์ คืนนั้น พวกเขาฆ่าแกะ เอาเลือดทาประตู และกินขนมปังไร้เชื้อด้วยกันทั้งชาติ)  เย็นวันนั้นเอง ศิษย์ทุกคนและพระเยซูก็นั่งรับประทานอาหารเทศกาลปัสกาด้วยกัน
ขณะที่กินอาหารนั้น พระเยซูทรงเผยว่าคนหนึ่งในพวกเขาจะทรยศพระองค์  พวกเขาไม่เข้าใจ ไม่เคยรู้มาก่อนว่า หนึ่งในพวกเขาจะทรยศ แค่ได้ยินก็เป็นทุกข์แล้ว  เสียใจกันมาก พระองค์บอกว่าจะทรงสิ้นพระชนม์ คราวนี้บอกอีกว่า คนทรยศอยู่ในหมู่พวกเขาเอง …อะไรกันนี่?
แต่ละคนถามพระองค์ว่าเป็นตัวเขาหรือเปล่า โดยใช้คำถามที่หมายความว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่คนนั้น ใช่ไหม? แต่พระเยซูตรัสว่า คนที่ใช้มือจิ้มถ้วยเดียวกันกับพระองค์คือคนนั้น  เขาไม่น่าจะเกิดมา แล้ว ยูดาสเองก็ถามพระองค์ … พระองค์ก็ทรงตอบเขาอย่างชัดเจนให้ยูดาห์รู้ตัว  แต่ตอนนั้น ศิษย์คนอื่นน่าจะยังไม่เข้าใจคำสนทนานี้สักเท่าไร 
ศีลมหาสนิทกับพระเยซูครั้งสุดท้าย
มัทธิว 26:26-30
พระเยซูทรงเลือกการรับประทานอาหารครั้งสุดท้ายนี้ เพื่อจะมอบต้นแบบพิธีที่จะทำให้คริสตจักรของพระองค์ ได้ระลึกถึงชีวิตนิรันดร์ที่พวกเขาได้มาเพราะพระองค์ทรงมอบชีวิตของพระองค์ให้พวกเขา ความหมายที่ชัดเจนของพระดำรัสคือ : “ขนมปังนี้เป็นตัวแทนของร่างกายของเรา น้ำองุ่นนี้เป็นตัวแทนของเลือดของเรา”   และอนุสรณ์นี้จะเป็นสิ่งที่คนของพระองค์ทำเสมอเพื่อขอบพระคุณ เพื่อระลึกถึงว่า เพราะพระองค์เท่านั้น ความรอดจึงมาถึงเราทุกคนได้
คำว่า นี่คือกายของเรา มีความหมายว่า นี่เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงร่างกายของพระเยซู พระองค์ให้พวกเขารับประทานขนมปัง ในฐานะที่เป็นร่างกายของพระองค์  และให้ดื่มน้ำองุ่นที่สื่อถึงพระโลหิตของพระองค์
สิ่งที่พระองค์ตรัสว่าเป็นโลหิตที่ต้องหลั่งออกเพื่อคนจำนวนมากนั้น
เป็นคำที่ศิษย์ไม่เข้าใจกันเลย
พระเยซูตรัสเรื่องนี้โดยตรงในลูกา 22:20 เมื่อพระองค์ทรงสถาปนาพันธสัญญาใหม่ พระองค์ทรงหยิบถ้วยเหล้าองุ่นขึ้นมาและตรัสว่า “ถ้วยนี้ซึ่งเทออกเพื่อท่านทั้งหลาย เป็นพันธสัญญาใหม่ในโลหิตของเรา” การเสียสละของพระเยซูได้เติมเต็มเครื่องดื่มบูชา  พระโลหิตของพระองค์ไหลออกมาจริงๆ เมื่อทหารแทงสีข้างของพระองค์ด้วยหอก (ยอห์น 19:34)
และพระองค์ยังตรัสถึงอนาคตว่า พวกเขากับพระองค์จะได้ดื่มน้ำองุ่นเมื่อพบกันในแผ่นดินของพระบิดา
เป็นคำตรัสที่เกินความเข้าใจ  แม้พวกเขาจะเคยรู้เรื่องที่โมเสสเอาเลือดวัวมาประพรมตอนที่พระเจ้าทรงทำพันธสัญญาที่ภูเขาซีนาย  รู้เรื่องการถวายเครื่องบูชาในพลับพลา
คำของพระองค์ก็ยังยากที่จะเข้าใจ

เช่นเดียวกับเทศกาลปัสกาครั้งแรกที่มองไปข้างหน้าถึงการปลดปล่อยและการตั้งถิ่นฐานในดินแดนแห่งพันธสัญญา พิธีมหาสนิทของพระเจ้าก็มองไปข้างหน้าถึงการปลดปล่อยและการตั้งถิ่นฐานในอาณาจักรแห่งพันธสัญญาเช่นกัน
พวกศิษย์จะต้องร่วมพิธีมหาสนิทของพระเจ้าจนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมา (1 โครินธ์ 11:26) จากนั้นเราจะได้ร่วมงานเลี้ยงของพระเมสสิยาห์ด้วยกัน (อิสยาห์ 25:6; ดู มัทธิว 8:11) เป็นไปได้ว่าพระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้หลังจากดื่มถ้วยที่สามในพิธีปัสกาแล้ว
หลังจากที่พระเยซูกับศิษย์ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าก็ออกไปยังภูเขามะกอกเทศซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก 

“ทุกคนจะละทิ้งเรา”
มัทธิว 26:31-35

สิ่งที่น่าตกใจมากคือ พระเยซูตรัสตรง ๆ ต่อหน้าศิษย์ว่า คืนนี้ คืออีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า พวกเขาจะทิ้งพระองค์ไป  ศิษย์ทุกคนตกใจมาก
คนที่มั่นใจว่าจะตนเองจะไม่เป็นอย่างนั้นคือเปโตรคนเดียว เขายืนยันว่าเขาจะไม่ทิ้งพระองค์  แต่พระองค์ทรงบอกความจริงว่าเขานั่นแหละจะกล่าวว่าไม่รู้จักพระองค์สามครั้ง ก่อนไก่ขัน ซึ่งน่าจะหมายถึงยามที่สามของโรม นั่นคือระหว่างเที่ยงคืนถึงตีสาม  เปโตรก็ยังไม่เชื่อ ไม่มีใครเชื่อว่าตนเองจะทิ้งพระอาจารย์ของตน
แต่..ใจนั้นหลอกลวงเป็นที่สุด   อีกไม่นานเขาจะเห็นว่า ใจที่เคยกล้าเพราะมีพระอาจารย์กับใจตอนที่เห็นทหารโรมมาจับพระองค์ไปนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่น่าสนใจคือ พระเยซูทรงนัดหมายเขาไว้ว่า เมื่อทรงคืนชีพมาแล้ว พระองค์จะไปพบเขาที่กาลิลี!
ทรงนัดก่อนสิ้นพระชนม์ เป็นการนัดหมายที่ไม่น่าเชื่อ  พวกเขาไม่รู้ว่าที่นั่น จะเป็นที่ ๆ พระองค์ทรงมอบพระมหาบัญชาให้ 

ทรงอธิษฐานในสวนเกทเสมนี
มัทธิว 26:36-46

สิบข้อต่อไปนี้ ได้รับการเรียกว่า “ความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ที่เกทเสมนี”
ก่อนที่พระเยซูจะถูกจับและสอบสวน และในที่สุดจะสิ้นพระชนม์นั้น พระเยซูทรงรู้ทุกอย่างก่อนล่วงหน้า พระทัยของพระองค์หนักอึ้ง
แม้ว่าจะทรงอยู่กับศิษย์อีกสิบเอ็ดคน แต่พวกเขาไม่เข้าใจอะไร  เป็นเราเอง ก็อาจไม่เข้าใจเช่นกัน
ตอนนั้นพระองค์ทรงโดดเดี่ยวเหลือเกิน  พระองค์จำเป็นต้องทูลต่อพระบิดาตามลำพัง ไม่สามารถมีใครล่วงรู้ความทุกข์ทรมานในพระทัยของพระองค์เลย
พระองค์ตรัสว่า ใจเราเป็นทุกข์เจียนตาย
พระองค์ทรงเลือก เปโตร ยากอบและยอห์น ไปกับพระองค์ที่สวนเกธเสมนี ส่วนแปดคนที่เหลือไม่ได้เข้าไปใกล้ ๆ เหมือนสามคน ยูดาสกำลังไปทำตามแผนของตน  สวนแห่งนี้ชื่อมีความหมายว่า บีบน้ำมัน
อยู่ทางตะวันออกของเยรูซาเล็มบนภูเขามะกอก ที่นี่จะเป็นที่บีบน้ำมันมะกอก   ดูสิ พระเมสสิยาห์ พระองค์ผู้ที่ถูกเจิมแต่งตั้งจากพระเจ้า กำลังอยู่ในสวนแห่งการบีบน้ำมัน  พระองค์กำลังถูกบีบคั้น พระทัยกำลังฉีกขาด
พระเยซูทรงให้ทั้งสามนั่งรอ พระองค์จะดำเนินเลยไปอธิษฐานตามลำพัง ทรงขอให้เขาเฝ้าระวังกับพระองค์  นั่นเท่ากับทรงขอให้เขาอธิษฐานเผื่อพระองค์ห่าง ๆ  ขณะที่ทรงไปเฝ้าพระบิดาตามลำพัง

ขณะที่ทรงอยู่กับพระบิดานั้น ทรงซบพระพักตร์อธิษฐาน ขอให้ถ้วยผ่านพ้นไป … ถ้วยนั้นคืออะไร ถ้วยนั้นเป็นมากกว่าความเจ็บปวดที่พระองค์จะทรงเผชิญ  ถ้วยคือพระบุตรของพระเจ้าจะต้องแบกบาปชั่วร้าย น่าเกลียด สกปรก โสโครก โหดเหี้ยมของมนุษย์ทั้งโลก และรับโทษบาปนั้นแทนมนุษย์บาปทุกคน จะต้องทรงรับพระพิโรธของพระเจ้าไว้บนพระองค์ผู้เดียว  พระองค์จะต้องถูกแยกออกจากพระบิดาในช่วงเวลานั้น !
พระคริสต์ทรงทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ในลักษณะเดียวกับวิญญาณที่ถูกพิพากษาลงโทษ ที่ต้องเป็นเช่นนั้นเพราะทรงรัก  พระเจ้าและมนุษย์  ยากที่จะเข้าใจเหลือเกิน   พระองค์ขอพระเจ้าให้ถ้วยอันหฤโหดนี้เลื่อนไป ทั้ง ๆ ที่ทรงรู้ว่า เป็นไปไม่ได้เพราะทรงตั้งพระทัยที่จะมอบชีวิตให้แล้ว (ยอห์น 10:17)  ทรงทราบว่าจะทรงได้ชีวิตของพระองค์คืนมา แต่…การตายบนไม้กางเขนอย่างโจร อย่างอาชญากร เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนที่เห็นจะต้องร้องว่า ไม่ยุติธรรมเลย!!

การจับกุมพระเยซู
มัทธิว 26:47-56

ในขณะที่พระเยซูทรงพร้อมรับยูดาส พร้อมรับจูบทรยศ ศิษย์คนอื่น ๆ ก็ยังไม่เข้าใจ แต่ยูดาสเอง ให้สัญญาณว่า หากเขาจูบคนไหน คนนั้นแหละคือคนที่กองทหารกองใหญ่เตรียมมาจับ
พระเยซูตรัสเชิญเขาง่าย ๆ ว่าตั้งใจจะทำอะไรก็ทำ แล้วยูดาสก็จูบทักทายพระเยซูซึ่งเป็นการจูบที่ทำกันอยู่แล้วในตะวันออกกลาง ไม่มีใครสงสัยอะไร แต่นั่นเป็นสัญญาณแห่งความตาย!

แต่มีคนหนึ่งในพวกศิษย์  เขาคนนี้มีดาบติดตัวเสมอ เขาโกรธที่มีกองทัพมาจับพระเยซู จึงเอาดาบฟันหูทาสคนหนึ่งขาดทันที!     แต่พระเยซูทรงปรามเขา และเตือนว่าใครใช้ดาบจะตายด้วยดาบ น่าสนใจที่เรามารู้ว่า เขาคือซีโมนเปโตร และทาสคนนั้นคือมัลคัส ในยอห์น 18:10  การจับกุมไม่มีการนองเลือด แต่ฝ่ายโรมกลับเสียเลือด!อ่าน อิสยาห์ 50:6; 53:2-3
ไม่มีการต่อสู้ทั้ง ๆ ที่พระเยซูตรัสว่า หากทรงขอพระบิดา ทหารจากสวรรค์คือกองทัพทูตสวรรค์จะลงมามากกว่าสิบสองกอง … แต่พระองค์ทรงเตรียมรับมือกับพวกเขาเพื่อให้คำพยากรณ์ล่วงหน้านั้นสำเร็จ  
แล้วไม่มีใครจำคำที่ยืนยันว่าจะไม่ทิ้งพระเยซู ศิษย์ของพระเยซูพากันหนีไปหมด … พวกเขากลัวว่าจะถูกจับเช่นกัน  ไม่มีใครรู้จักตัวจริงของใครจนกว่าจะเจอสถานการณ์คับขันเช่นนี้

การสอบสวนหน้าสภาแซนเฮดริน
มัทธิว 26:57-68

เหตุการณ์ที่เราเห็นว่า พระเยซูถูกจับมาบ้านคายาฟาสที่เหล่าศัตรูของพระเยซูซึ่งเป็นชนชั้นสูงชุมนุมกัน และเป้าหมายคือเอาชีวิตของพระเยซูให้ได้นั้นยอห์น เข้าไปในบ้านของคายาฟาสได้ เพราะเขารู้จักกับคนในบ้านนั้น ส่วนเปโตรรออยู่ข้างนอกจนกระทั่งยอห์นได้พาเขาเข้าไปข้างใน แล้วเปโตรก็ยืนในที่มืด ๆ ผิงไฟกับพวกยาม (ยอห์น 18:15-16)

พยานเท็จ
ปุโรหิตจะและสมาชิกสภาจะสั่งลงโทษใครได้ก็ต้องมีข้อกล่าวหาเสียก่อน   หลายคนมาให้การ แต่เหตุผลไม่พอที่จะสั่งประหาร จนกระทั่งคนหนึ่งบอกว่า พระเยซูเคยกล่าวว่าสามารถทำลายพระวิหารของพระเจ้าและจะสร้างใหม่ในสามวัน (ยอห์น 2:19) ซึ่งพระองค์ทรงหมายถึงพระกายของพระองค์ที่จะตาย และฟื้นขึ้นในสามวัน

มหาปุโรหิตให้โอกาสพระเยซูแก้ข้อกล่าวหา แต่พระองค์ไม่ทรงตอบ  ปุโรหิตทนไม่ได้ ขอให้พระเยซูสาบานโดยอ้างพระเจ้าว่า พระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่ยิวรอคอยมานานหลายร้อยปี  พระเยซูกลับตอบไปว่า มหาปุโรหิตพูดออกมาเอง  ใคร ๆ ก็เห็น  และทรงแจ้งถึงการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์!
พระองค์ใช้คำว่า บุตรมนุษย์ ซึ่งเป็นคำเดียวกับที่ดาเนียลได้ใช้เพื่อกล่าวถึงพระเมสสิยาห์ ดาเนียล 7:13-14  ปุโรหิตเข้าใจทันทีว่า พระองค์ทรงหมายความว่า ทรงเป็นใคร
13 “ในนิมิตคืนนั้น ข้าพเจ้าเห็นผู้หนึ่งเหมือนบุตรมนุษย์ เสด็จมาพร้อมด้วยหมู่เมฆแห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์เสด็จเข้าไปใกล้และเข้าเฝ้าองค์ผู้ดำรงอยู่ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ 14 พระองค์ได้รับสิทธิอำนาจ เกียรติสิริ และอำนาจปกครองสูงสุด ชาวโลกทุกชาติทุกภาษานมัสการพระองค์ ราชอำนาจของพระองค์ดำรงอยู่ตลอดกาล ราชอำนาจที่จะไม่มีวันสิ้นสุด และพระราชอาณาจักรของพระองค์จะไม่มีวันถูกทำลาย
แทนที่จะยอมรับ ปุโรหิตกลับแสดงอาการโกรธจัด ฉีกเสื้อของตนเอง ! (ซึ่งที่จริงข้างในใจอาจจะดีใจ พอใจ สะใจมากก็เป็นได้)  เขาได้ข้อกล่าวหาแล้ว นักโทษคนนี้ตกหลุมพรางของเขาแล้ว  ในขณะที่พระเยซูทรงพูดความจริงกลับไป  เขาย้อนมากล่าวหาว่า  ทรงพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า !
การฉีกเสื้อของปุโรหิตครั้งนี้ เป็นการทำผิดคำบัญชาของพระเจ้าในเลวีนิติ 21:10  ห้ามปุโรหิตฉีกเสื้อของตนเอง เขาคิดว่าเขากำลังปกป้องสถาบันปุโรหิต แต่เขากำลังประกาศจุดจบของมัน  เขาคิดว่าเขากำลังประณามผู้ที่กล่าวคำดูหมิ่นพระเจ้า   เขากำลังยืนอยู่ต่อหน้าพระบุตรของพระเจ้า   เขาคิดว่าเขากำลังปกป้องระเบียบเก่า  แต่ความจริงแล้ว เขากำลังทำพิธีศพ เป็นจุดจบของระบบอันเลวร้ายนี้ 
เครื่องแต่งกายอันศักดิ์สิทธิ์ของมหาปุโรหิตแสดงถึงศักดิ์ศรี การอุทิศตน และระเบียบวินัยของตำแหน่งปุโรหิตของพระเจ้า การที่คายาฟัสฉีกเสื้อผ้าของตนเพื่อกล่าวโทษพระเยซูนั้นเป็นการละเมิดกฎของเลวีอย่างชัดเจนในขณะที่เขากำลังอ้างว่ากำลังปกป้องกฎนั้น ซึ่งเป็นการเปิดโปงความไม่โปร่งใสของการพิจารณาคดี ดูเพิ่มเติม
ความเท็จและการเยาะเย้ยเป็นอาวุธเก่าแก่ที่ซาตานใช้แต่โบราณจนทุกวันนี้ ทุกวินาทีนี้ มันโกหกและเป็นพ่อแห่งการโกหก (ยอห์น 8:44) ตลอดการรับใช้บนโลกของพระเยซูคริสต์ เราเห็นอาวุธชุดนี้ถูกนำมาใช้ต่อต้านพระองค์อย่างต่อเนื่อง พระองค์ถูกเรียกว่าคนตะกละ คนดื่มเหล้า และเป็นเพื่อนกับคนเก็บภาษีและคนบาป พระองค์ถูกดูหมิ่นเหยียดหยามในฐานะชาวสะมาเรีย ฉากสุดท้ายในชีวิตของพระองค์ก็สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด ซาตานยุยงศัตรูของพระองค์ให้ซ้ำเติมความเจ็บปวด เมื่อพระองค์ถูกตัดสินว่ามีความผิด พระองค์ก็ถูกกระทำอย่างดูหมิ่นเหยียดหยามสารพัด พวกเขาถ่มน้ำลายใส่หน้าพระองค์และทุบตีพระองค์ด้วยกำปั้น บางคนก็ตบหน้าพระองค์  และ เยาะเย้ยพระองค์ (Ryle, J. C.. Expository Thoughts on the Gospel of Matthew [Updated Edition]: A Commentary (p. 316))
ทุกคนลงความเห็นว่า  นักโทษผู้นี้สมควรถูกประหาร …​แต่ หน้าที่ประหารเป็นของโรม  จะลอบบี้โรมอย่างไร …

มัทธิวไม่ได้ให้รายละเอียดของการสอบสวนที่บ้าน มีเบื้องหลังที่พวกเขาไม่ได้คาดคิด!
 พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงถูกนำตัวมาต่อหน้าคายาฟัส มหาปุโรหิต และทรงถูกประกาศว่ามีความผิดอย่างเป็นทางการ เป็นการเหมาะสมแล้วที่เหตุการณ์จะเป็นเช่นนั้น วันแห่งการไถ่บาปอันยิ่งใหญ่ได้มาถึงแล้ว แบบอย่างอันน่าอัศจรรย์ของแพะรับบาปกำลังจะได้รับการทำให้สำเร็จอย่างสมบูรณ์ จึงเหมาะสมแล้วที่มหาปุโรหิตชาวยิวจะทำหน้าที่ของตนและประกาศว่าบาปตกอยู่บนศีรษะของเหยื่อก่อนที่จะถูกนำตัวไปตรึงกางเขน ขอให้เราใคร่ครวญสิ่งเหล่านี้  ทุกย่างก้าวแห่งความทุกข์ทรมานขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรามีความหมายลึกซึ้ง 
(Ryle, J. C.. Expository Thoughts on the Gospel of Matthew [Updated Edition]: A Commentary (pp. 314-315). (Function). Kindle Edition.)

เปโตรกล่าวซ้ำ ๆ ว่าไม่รู้จักพระเยซู!
มัทธิว 26:69-75

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเปโตรตอนนี้ อาจทำให้พวกเรารู้สึกว่า เขาไม่น่าทำอย่างนั้นเลย  แต่พระเจ้าทรงให้เหตุการณ์นี้สอน เตือนเราเองว่า เมื่อถึงบางเวลาที่เราเผชิญกับความน่ากลัวของชีวิต เราอาจเป็นอย่างเขาก็ได้ คริสเตียนมากมายที่ถูกทดสอบในเรื่องนี้  คริสเตียนในประเทศไนจีเรียจำนวนมาก ยอมตายเพราะไม่ยอมปฎิเสธพระเยซู  คริสเตียนในโรม ยุคคริสตจักรเริ่มแรกจำนวนมากยอมถูกเผาทั้งเป็น ยอมให้สิงโตขย้ำ เพราะพวกเขาไม่ยอมปฏิเสธพระองค์
มาระโก กับมัทธิว อาจจะเล่าเรื่องนี้ในคนละมุม แต่เนื้อหาสำคัญคือ
ความมั่นใจในตัวเองของเปโตรตั้งแต่ที่บอกพระเยซูว่า เขาจะไม่ทิ้งพระองค์ การปฏิเสธของเปโตรครั้งนี้เป็นบาปที่หนักมาก เขาถึงกับสบถ สาบาน ว่า เขาไม่รู้จักพระองค์ นี่เป็นภาพที่ทำให้เห็นตัวตนชัดเจน

ก่อนหน้านี้พระเยซูทรงบอกเขาว่า ให้ระวังที่จะอธิษฐานเสมอ เพราะใจพร้อมแต่กายอ่อนกำลัง  เมื่อไม่อธิษฐานก็สู้การทดลองไม่ไหว พระเยซูทรงบอกเราไว้แล้วว่า สิ่งที่ต้องทำเพื่อไม่ให้แพ้การทดลองก็คือการอยู่ใกล้ชิดพระเจ้า อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่นาน ๆ ที
การร้องไห้อย่างขมขื่นของเปโตร ทำให้รู้ว่า เขาไม่ใช่คนหน้าไหว้หลังหลอก เขาเป็นทุกข์จริง ๆที่ได้ปฏิเสธพระเยซู เขากลับใจ และพระเยซูได้ทรงคืนไมตรีให้กับเขาในเวลาต่อมา (ยอห์น  21)  เปโตรเรียนบทเรียนนี้อย่างยากลำบาก และคนทั้งโลกก็ได้เห็น เขาจึงไม่มีอะไรที่จะอวดได้เลย แต่เขาได้รับรู้ถึงความอ่อนแอของตนเองในคืนวันนั้น 

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 26
2* ลูกา 22:1-2
3* ยอห์น 11:47
4* กิจการ 4:25-28
5* มัทธิว 21:26
6* มาระโก 14:3-9
8* ยอห์น 12:4
11* เฉลยธรรมบัญญัติ   15:11; ยอห์น 13:33; 14:19; 16:5,28; 17:11
12* ยอห์น 19:38-42
14* มาระโก 14:10-11; ลูกา 22:3-6; มัทธิว 10:4
15* เศคาริยาห์  11:12
17* อพยพ 12:6; 18-20
18* ลูกา 9:51
20* มาระโก 14:17-21
21* ยอห์น 6:70-71; 13:21
23* สดุดี 41:9
24* 1 โครินธ์  15:3; ลูกา 17:1; ยอห์น 17:12
26* มาระโก 14:22-25; 1 โครินธ์ 11:23-25; 1 เปโตร 2:24



27* มาระโก 14:23
28* อพยพ 24:8; เยเรมีย์ 31:31 ; มัทธิว 20:28
29* มาระโก 14:25; กิจการ 10:41
30* มาระโก 14:26-31
31* ยอห์น 16:32; มัทธิว 11:6; เศคาริยาห์ 13:7
32* มัทธิว 28:7, 10, 16
34* มัทธิว 2 6:75-75; ยอห์น 13:38
36* มาระโก 14:32-35
37* มัทธิว 4:21; 17:1
38* ยอห์น 12:27
39* ฮีบรู 5:7-9; ยอห์น 12:27 ;มัทธิว 20:22; ยอห์น 5:30;6:38
41* ลูกา 22:40, 46; กาลาเทีย 5:17
42* อิสยาห์ 50:5
45* มัทธิว 17:22-23; 20:18-19
46* มัทธิว 20:18; 26:21
47* กิจการ 1:16
49* 2 ซามูเอล 20:9
50* สดุดี 41:9; 55:13

51* ยอห์น 18:10
52* วิวรณ์ 13:10
53* ดาเนียล 7:10
54* อิสยาห์ 50:6; 53:2-11
56* เพลงคร่ำครวญ 4:20; ยอห์น 18:15
57* ยอห์น 18:12; 19-24
58* ยอห์น 18:15-16
59* สดุดี 35:11
60* สดุดี 27:12;
61* ยอห์น 2:19
62* มาระโก 14:60
63* อิสยาห์ 53:7; เลวีนิติ 5:1
64* ดาเนียล 7:13; กิจการ 7:55
65* 2 พงศ์กษัตริย์ 18:37; ยอห์น 10:30-36
66* เลวีนิติ 24:16
67* อิสยาห์ 50:6; 53:3; ลูกา 22:63-65
68* มาระโก 14:65
69* ยอห์น 18:16-18, 25-27
73* ลูกา 22:59
74* มัทธิว 26:34; มาระโก 14:71
75* มัทธิว 26:34

มัทธิว 25 คำเตือนให้เตรียมพร้อม

หญิงพรหมจารีสิบคนที่รอคอย
1 “ เวลานั้น แผ่นดินสวรรค์จะเป็นเหมือนกับหญิงพรหมจารีสิบคน พวกเธอถือตะเกียงออกไปรับเจ้าบ่าว
2 ห้าคนนั้นโง่เขลา  ส่วนอีกห้าคนนั้นฉลาดเฉลียว
  3 หญิงสาวห้าคนที่โง่เขลาเอาตะเกียงไป แต่ไม่ได้เอาน้ำมันไปด้วย
4 ส่วนหญิงสาวที่ฉลาดเอาน้ำมันใส่โถไปพร้อมกับตะเกียง
5 แต่เป็นเพราะเจ้าบ่าวมาช้าพวกเธอก็ง่วง และหลับไป 
6 “พอถึงเที่ยงคืน  มีคนหนึ่งร้องขึ้นว่า ‘เจ้าบ่าวมาแล้ว ออกมาต้อนรับเขาเถิด!’
7 แล้วหญิงสาวทุกคนจึงตื่นขึ้นมา ตกแต่งใส้ตะเกียงของตนให้พร้อม
  8 แต่หญิงสาวที่โง่กล่าวกับหญิงสาวที่ฉลาดว่า ‘ขอแบ่งน้ำมันให้เราบ้าง เพราะตะเกียงของพวกเรากำลังจะดับแล้ว’   
9 หญิงสาวที่ฉลาดตอบว่า  ‘ไม่ได้หรอก น้ำมันไม่พอสำหรับทั้งเรากับพวกเธอ ออกไปหาซื้อน้ำมันจากคนขายเอาเองแล้วกัน’   
10 ขณะที่หญิงสาวโง่เขลาทั้งห้ากำลังออกไปซื้อน้ำมันอยู่นั้น เจ้าบ่าวก็มาถึง  คนที่พร้อมแล้ว ก็เข้าไปในงานเลี้ยงสมรสกับเขา  และประตูก็ปิดลั่นดาล 


11 “หลังจากนั้น หญิงสาวทั้งห้าก็มาร้องเรียกว่า ‘นายท่านเจ้าข้า นายท่านเจ้าข้า โปรดเปิดประตูให้พวกเราด้วย  ขอเราเข้าไปด้วยเจ้าค่ะ’
12 แต่เจ้าบ่าวตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่เจ้านะ
ว่าเราไม่รู้จักเจ้าเลย ’
13 “ดังนั้น จงเฝ้าระวัง ตื่นตัวเสมอ เพราะเจ้าไม่รู้ว่าจะเป็นวันเวลาใด” 

อุปมาเรื่องคนรับใช้ทั้งสามกับเงินตะลันต์ 
14 “แผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือนชายคนหนึ่งที่กำลังจะออกเดินทางไป  เขาเรียกพวกคนรับใช้มา เพื่อให้ดูแลทรัพย์สินของเขา  15 เขาให้เงินคนหนึ่งห้าตะลันต์ อีกคนสองตะลันต์ และอีกคนเพียงตะลันต์เดียวตามความสามารถของแต่ละคน  จากนั้นเขาก็ออกเดินทางไป
16  คนที่ได้รับห้าตะลันต์ก็รีบนำเงินไปลงทุนทันที และเขาได้กลับมาเพิ่มอีกห้าตะลันต์
17 ส่วนคนที่สองก็เช่นเดียวกัน เขานำไปลงทุนและได้กลับมาอีกสองตะลันต์ 
18 แต่คนที่ได้รับหนึ่งตะลันต์ กลับออกไปแล้วขุดหลุม แล้วเอาเงินของนายซ่อนเอาไว้   

19 “เป็นเวลานานหลังจากนั้น  เจ้านายก็ก็กลับมา และถามคนรับใช้ว่า พวกเขาได้ทำอะไรกับเงินที่ได้มา  
20 คนที่ได้รับห้าตะลันต์ ก็นำอีกห้าตะลันต์มารายงานว่า ‘ที่นายท่านให้กระผมมาห้าตะลันต์  กระผมได้มาเพิ่มอีกห้าตะลันต์ขอรับ’
21 เจ้านายตอบว่า ‘เจ้าทำได้ดีทีเดียว เจ้าเป็นคนที่ดีและซื่อสัตย์ เพราะเจ้าซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย เราจะตั้งให้เจ้าดูแลของอื่น ๆ มากขึ้น มาร่วมยินดีกับความสุขของเราเถิด’
22 “แล้วคนรับใช้คนที่ได้สองตะลันต์ก็มาหาเจ้านายและรายงานว่า ‘นายเจ้าข้า ที่ท่านให้กระผมมาสองตะลันต์ กระผมได้กลับมาเพิ่มอีกสองตะลันต์ขอรับ’

23 เจ้านายตอบว่า ‘เจ้าทำได้ดีทีเดียว เจ้าเป็นคนที่ดีและซื่อสัตย์ เพราะเจ้าซื่อสัตย์ในของเล็กน้อย เราจะตั้งให้เจ้าดูแลของอื่น ๆ มากขึ้น มาร่วมยินดีกับความสุขของเราเถิด’
24 “แล้วคนที่ได้รับหนึ่งตะลันต์ก็มารายงานตัวเช่นกัน เขากล่าวว่า ‘นายท่าน กระผมรู้ว่า ท่านเป็นคนเข้มงวด ท่านเก็บเกี่ยวสิ่งที่ท่านเองไม่ได้ปลูก และรวบรวมสิ่งที่ท่านไม่ได้หว่านเมล็ด
25 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงกลัว ก็เลยเอาเงินของท่านไปซ่อนไว้ในดิน นี่ขอรับ เงินของท่าน’
26 เจ้านายตอบเขาว่า ‘เจ้าเป็นทาสที่ชั่วช้าและเกียจคร้านนัก! เจ้ากล่าวว่าเราเก็บเกี่ยวสิ่งที่เราไม่ได้ปลูก และรวบรวมผลที่เราไม่ได้หว่าน
27 ดังนั้นเจ้าควรฝากเงินของเราไว้ในธนาคาร เมื่อเรากลับมา เราจะได้รับเงินที่ฝากคืนมาพร้อมกับดอกเบี้ย’
 28 “ดังนั้น นายจึงสั่งคนรับใช้อื่นว่า ‘จงเอาเงินตะลันต์จากเจ้านี่ไปให้คนที่มีสิบตะลันต์ 
29 เพราะคนที่มีมากอยู่แล้ว จะได้รับมากขึ้น และเขาจะมีอย่างบริบูรณ์เกินความต้องการ แต่คนที่ไม่มีมาก แม้ที่เขามีอยู่ก็จะถูกเอาไปจากเขา’
  30  แล้วนายจึงกล่าวว่า ‘จงโยนคนไร้ค่าออกไปในที่มืดข้างนอกนั่น  เป็นที่ ๆ ผู้คนร้องไห้ และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน!’

องค์กษัตริย์ผู้พิพากษา 
31 “บุตรมนุษย์จะเสด็จมาอีกพร้อมกับพระสิริตระการ พร้อมกับทูตสวรรค์ของพระองค์  พระองค์จะทรงเป็นกษัตริย์ที่ประทับบนบัลลังก์ยิ่งใหญ่ (ดาเนียล 7:13-14)
 32 ชาติต่างๆ ทั้งปวงในโลกจะเข้ามาชุมนุมต่อพระพักตร์ และพระองค์จะทรงแยกพวกเขาออกจากกันเหมือนผู้เลี้ยงที่แยกแกะออกจากแพะ
33 พระองค์จะทรงจัดให้พวกแกะอยู่ทางขวาพระหัตถ์ และพวกแพะอยู่ทางซ้าย
34 แล้วองค์กษัตริย์จะตรัสกับผู้คนทางขวาพระหัตถ์ว่า ‘มาเถิด พวกเจ้าเป็นคนที่ได้รับพระพรจากองค์พระบิดา จงมารับแผ่นดินที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้พวกเจ้าตั้งแต่ทรงสร้างโลก
35 เพราะเมื่อเราหิว เจ้าก็ให้เรากิน เรากระหายเจ้าก็ให้น้ำเราดื่ม เมื่อเราเป็นคนแปลกหน้า เจ้าได้ต้อนรับเรา
36 เราเปลือยกาย เจ้าก็ให้เสื้อผ้าแก่เรา  เราป่วย เจ้าก็มาดูแล เราอยู่ในคุก เจ้าก็มาเยี่ยม’ 

37 “แล้วเหล่าคนเที่ยงธรรมจะตอบว่า ‘โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อไรกันที่ข้าพเจ้าเห็นพระองค์ทรงหิว แล้วได้ให้พระองค์รับประทาน หรือเห็นพระองค์กระหายและได้ให้พระองค์ดื่ม?
38 เมื่อไรที่พวกข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์เป็นคนแปลกหน้า แล้วต้อนรับ หรือเห็นพระองค์เปลือยกายแล้วสวมเสื้อให้กับพระองค์?

39 เมื่อไรที่เราเห็นพระองค์ประชวรหรืออยู่ในที่คุมขัง และได้ไปเยี่ยมพระองค์?’
40 “แล้วองค์กษัตริย์ตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า สิ่งใด ๆ ที่เจ้าได้ทำให้แก่ผู้เล็กน้อยที่สุดในพวกพี่น้องของเรา เจ้าก็ได้ทำให้เราด้วย ’
41 “แล้วองค์กษัตริย์จะตรัสกับเหล่าผู้ที่อยู่ทางพระหัตถ์ซ้ายของพระองค์ว่า ‘จงไปให้พ้นหน้าเรา เจ้าเป็นผู้ถูกสาป จงเข้าไปในกองไฟที่ไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเป็นที่ ๆ เตรียมไว้ให้กับมารและสมุนของมัน
42 เพราะเมื่อเราหิว เจ้าก็ไม่ได้ให้เรากิน เรากระหาย เจ้าไม่ได้ให้เราดื่ม
43 เราเป็นคนแปลกหน้า เจ้าก็ไม่ได้ต้อนรับเรา เราเปลือยกาย เจ้าก็ไม่ได้ให้เสื้อผ้าแก่เรา เราเจ็บป่วย ถูกจำขัง เจ้าก็ไม่ได้ดูแลเราเลย’

 44 “แล้วคนเหล่านั้นจะตอบว่า ‘พระองค์เจ้าข้า เมื่อไรที่พวกข้าพเจ้าเห็นพระองค์หิว หรือกระหาย หรือเป็นคนแปลกหน้า หรือเปลือยกายหรือป่วย หรืออยู่ในที่คุมขัง? เมื่อไรที่เราเห็นแล้วพวกข้าพเจ้าไม่ได้ยื่นมือช่วยเหลือ?’
45 “แล้วองค์กษัตริย์จะตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า สิ่งที่เจ้าไม่ยอมทำให้กับคนเล็กน้อยที่สุดคนหนึ่งในพี่น้องของเรา เจ้าก็ไม่ได้ทำให้เราด้วย’
46 “แล้วคนเหล่านี้จะต้องออกไปรับโทษนิรันดร์  แต่สำหรับคนที่มีความเที่ยงธรรมจะได้เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์”

อธิบายเพิ่มเติม

หญิงสาวสิบคนที่รอคอย
มัทธิว 25:1-13

การแต่งงานในสมัยก่อนนั้น พ่อแม่เป็นผู้จัดหาสามีหรือภรรยาให้ลูกของเขา ตั้งแต่ทั้งฝ่ายชายหญิง ยังเป็นเด็กชายเด็กหญิง  ไม่ได้แต่งด้วยความรักแบบสมัยใหม่ พวกเขาต้องยอมรับการเลือกของพ่อแม่ นี่ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาต่อต้านแต่อย่างใด เป็นสิ่งที่ทำกันในทุกครัวเรือน   เมื่อพวกเขาโตขึ้น ก็มีการหมั้น ใช้เวลาหมั้นนั้นประมาณหนึ่งปีจึงจะมีการแต่งงานจริง ระหว่างนั้น ถือว่าทั้งสองเป็นสามี ภรรยากันทั้ง ๆ ที่อาจจะยังไม่ได้เจอกันเลย
เมื่อรู้ว่า จะแต่งงานประมาณวัน เดือน ปีไหน เจ้าบ่าวจะได้รับการยกเว้นขนาดที่ไม่ต้องไปรบ เขาจะไปเตรียมบ้านสำหรับเจ้าสาวของ
พ่อเท่านั้นที่จะตรวจตราบ้าน ตรวจไร่นาที่ลูกชายเตรียมสำหรับครอบครัวใหม่ เมื่อพ่อบอกว่า บ้านใช้ได้แล้ว เมื่อพ่อตกลง เขาจึงจะได้มีโอกาสจัดงานแต่งงาน  ส่วนด้านเจ้าสาวก็ต้องเตรียมพร้อมเช่นกันที่จะต้อนรับเจ้าบ่าว  มีพระคัมภีร์เก่าบางฉบับที่เขียนว่า เจ้าบ่าวมาพร้อมกับเจ้าสาว

เรื่องอุปมานี้ พระเยซูทรงกล่าวถึงหญิงสาวพรหมจารี 10 คน ที่เป็นคนฉลาด 5 คนที่นำน้ำมันใส่โถไปด้วยพร้อมตะเกียง และโง่เขลา 5 คนที่เองไปแต่ตะเกียง ไม่มีน้ำมันเตรียมไว้  ถ้าตะเกียงหรือไต้ดับเมื่อไรก็จบกัน
พระคำตอนนี้ต้องได้รับการอธิบายจากความหมายโดยย่อจาก J.C. Ryle จากหนังสือ  Expository Thought on the Gospel of Matthew : The Commentary
Ryle ได้ให้ความเห็นว่า อุปมาเรื่องนี้ หญิงสาวทั้งสิบมีความหมายถึงคริสตจักร ครึ่งหนึ่งเป็นคริสเตียนที่ยำเกรงพระเจ้า ฉลาด อีกครึ่งเป็นคนโง่ที่เป็นแค่ผู้ที่บอกว่าเชื่อพระเยซู แต่ไม่ได้ติดตามพระองค์

คริสเตียนอาจออกไปประกาศพระนาม ไปชักชวนให้คนเชื่อ ลงทุนที่จะช่วยผู้ที่ไม่ได้เชื่อให้ได้พบพระเจ้า  เข้าร่วมทุกกิจกรรมของคริสตจักร แต่แล้วในตัวเองกลับพบว่า ยังทำบาปต่อพระเจ้า ยังไม่ได้กลับใจจริง   ธรรมชาติในมนุษย์ ความชั่วร้ายในตัว ใจที่หลอกลวงเป็นสิ่งที่เป็นจริงในชีวิตของมนุษย์ เราจึงไว้ใจตัวเองไม่ได้

เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา  และมีเสียงบอกให้ออกไปต้อนรับ จะพบว่า เราไม่พร้อมที่จะรับพระองค์ ยังง่วง เกียจคร้านในการสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า ยังแตกแยกกันและโต้แย้งกันไม่หยุดหย่อน  พระองค์ทรงมาตอนที่ไม่ทันคิดได้อย่างไร ยังเตรียมตัวไม่พร้อมเลย 

หญิงสาวโง่ขอน้ำมันจากหญิงสาวที่ฉลาด แต่พวกเธอก็ไม่มีน้ำมันเหลือให้  พวกเธอมัวแต่พยายามไปซื้อน้ำมันที่ไม่มีขายในเวลานั้น เมื่อกลับมากลับเจอประตูปิด เจ้าบ่าวยังยืนยันว่า ไม่รู้จักพวกเธอ
นั่นคือ คริสเตียนมากมายที่มาเชื่อพระเจ้าโดยไม่ได้มีการกลับใจใหม่
แค่เข้ามาอยู่ในวงคริสเตียน พวกเขาไม่รู้จัก ไม่ได้รักองค์พระคริสต์
การออกไปซื้อน้ำมัน เหมือนกับพยายามไปแก้ไขความผิดพลาดที่ไม่เคยรู้มาก่อน  พอถึงวันนั้น แก้ไขไม่ทัน
นี่หมายความว่าอย่างไร  คำสรุปสุดท้ายของพระเยซูคือ จงเฝ้าระวัง ตื่นตัวอยู่เสมอ …​เราเฝ้าระวังในชีวิตด้วยการติดสนิทกับพระเจ้าหรือเปล่า  เราตื่นตัวที่จะได้ยิน ได้ทำ ได้สัมพันธ์กับพระเจ้าหรือว่าเฉย ๆ ปล่อยเวลาให้ผ่านไปแต่ละวันเสียเปล่า อย่างที่เขาเรียกกันว่า หายใจทิ้งไหม..
พระเยซูทรงเตือนเรา  อย่าให้พระเจ้าตรัสเหมือนในข้อสิบสองว่า เราไม่รู้จักเจ้าเลย คิดให้ดีว่า ทำไมพระเจ้าตรัสว่า เราไม่รู้จักเจ้า  ที่ไม่รู้จักเพราะไม่เคยฟังเสียงกัน  เราไม่ฟังพระคำของพระเจ้า พระเจ้าไม่เคยได้ยินเราอธิษฐาน  เราใช้ชีวิตโดยไม่มีพระองค์ พระองค์จึงตรัสว่า เราไม่รู้จักเจ้า  นี่เป็นประโยคที่น่ากลัวจริง ๆ  


เรื่องของนรก ฟังสกิป ไฮท์ซิค  https://www.youtube.com/watch?v=1aiacxHtVDg

คำอุปมาเรื่องหญิงสาว
มัทธิว 25:14-30
พรหมจารี บอกให้เราเตรียมตัวด้วยการรู้จักพระเจ้า  เข้าใกล้พระองค์ ก่อนที่จะสายเกินไป
ส่วนคำอุปมาเรื่องนี้ เป็นเรื่องของการทำงานเพื่อพระเจ้า พระองค์ได้ประทานสิ่งที่สำคัญที่สุดให้กับเรา คือ เรื่องราวแห่งข่าวประเสริฐ เรื่องราวของพระเจ้า เราต้องนำไปลงทุนให้คุ้มค่าที่สุด ตามกำลัง ตามความสามารถของเราที่พระองค์ประทานให้

อุปมาเรื่องนี้ไม่ใช่สอนแค่การปฏิบัติตนต่อพระพรที่พระเจ้าประทานให้แต่ละคนเท่านั้น แต่ในข้อ 30 พระเยซูทรงกล่าวถึงนรก  ซึ่งทำให้เรารู้ว่า อุปมานี้มีความหมายถึงชีวิตหลัง
ความตายของพวกเรา ..
นี่เป็นอุปมาถึงชีวิตนิรันดร์

เรามักเข้าใจว่า ถ้าใครมีตะลันท์ แปลว่า เขามีพรสวรรค์อะไรทำนองนั้น แต่ในพระคัมภีร์มีความหมายถึงจำนวนเงินหรือทองที่หนึ่งตะลันท์ หนักประมาณ 75 ปอนด์  เงินตะลันท์ที่พระเยซูทรงหมายถึงคือ  ค่าแรงของคนงานประมาณ 20 ปี  มากมายมหาศาล!

เจ้านายกำลังจะออกเดินทาง ท่านรู้ว่า คนของท่านมีความสามารถที่จะรับมือกับธุรกิจได้แค่ไหน จึงให้ความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน แต่ละคนได้รับเงินน้ำหนักไม่เท่ากัน ห้า สอง และหนึ่ง  แล้วผลออกมาก็ตามที่ท่านประเมินไว้ คนแรก ได้กลับมาเป็นสิบตะลันท์ คนที่สองได้เป็นสี่ตะลันท์ และคนสุดท้าย ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมกลับมาเลย
เมื่อถึงตรงนี้ .. เราเป็นคนไหน ในสายตาขององค์เจ้านาย?  
คนสุดท้าย เป็นคนที่เราต้องเรียนรู้จากเขา  เจ้านายให้มาเท่าไร ก็คืนไปเท่านั้น ไม่ได้ขโมยไป แต่ไม่งอกเงย !!

คนรับใช้ที่ได้หนึ่งตะลันต์ได้แจ้งเจ้านายว่า ท่านเข้มงวด เก็บเกี่ยวสิ่งที่ท่านไม่ปลูก รวบรวมสิ่งที่ท่านไม่ได้หว่าน ข้าพเจ้าจึงเก็บเงินท่านไว้ในดิน … คนนี้ มองไม่เห็นว่า เจ้านายต้องทำอะไรบ้าง จัดการไร่นาอย่างไร เขาเห็นแบบคนสายตาสั้น …
ในเมื่อคนที่สามคิดว่าเจ้านายเป็นคนเห็นแก่ได้ .. เขาก็ควรใช้วิธีง่ายสุดคือเอาเงินไปฝากธนาคารเพื่อให้ได้ดอกเบี้ย…เป็นรายได้แบบเงินต่อเงิน ไม่ต้องลงแรง มาส่งให้เจ้านาย แต่เขาก็ไม่ทำเพราะทั้งชั่วช้า เกียจคร้าน ที่สำคัญ
เขาเกลียดชังเจ้านาย หนึ่งตะลันท์ที่เขาได้นั้นไม่ใช่น้อย แต่ไม่ทำให้เกิดผลเลย
เขาถูกสั่งให้เอาเงินนี้ไปให้คนแรก ..กฎของเจ้านายคือ คนมีมากจะได้มาก คนที่มีน้อย แม้ที่มีอยู่จะถูกริบไป... เพราะความเกียจคร้าน
เราจะแปลความหมายนี้อย่างไร
ในทางปฏิบัติ เจ้านายคือพระเยซู  พระองค์ท่านเสด็จไปเมืองไกลนานพอควร ไม่ทราบจะกลับมาเมื่อไร ท่านฝากงานไว้ให้กับคนของท่าน คือพวกเราทุกคน พระองค์ทรงฝากสิ่งสำคัญให้เราทำจนเกิดผล เพื่อมอบถวายแก่พระองค์เมื่อทรงกลับมา ไม่ใช่ให้อยู่เฉย
ตะลันท์ที่ทรงให้แต่ละคนดูแล มีไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนสติปัญญา ความสามารถ ฐานะทางสังคมที่เกิดมา  โอกาส ประเทศที่แต่ละคนเกิดมาก็แตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น เมื่อมีมากกว่าในทางการเงิน เราใจกว้างอย่างมีปัญญาเพื่อช่วยเหลือคนอื่นไหม เมื่อมีสติปัญญาเก่งด้านใด เราทำเพื่อพระเจ้าด้วยความสามารถนั้นหรือไม่  หรือเอาแค่ทำเพื่อให้ตนเองรวยขึ้นเท่านั้น ?  ทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานมา ได้ทำให้เกิดผลดีต่อแผ่นดินของพระเจ้าหรือเปล่า…

ข้อสังเกต เจ้านายเป็นเจ้าของทุกอย่างเราแค่จัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดทรงประสงค์ให้เราใช้สิ่งที่ประทานให้เพื่อพระเกียรติสิริของพระองค์ ระหว่างที่เรารอคอยพระเจ้า อย่าอยู่เฉย ให้ทำสิ่งที่ทำได้เพื่อถวายพระเกียรติ รอการเสด็จกลับมา
พระเจ้าทรงฝากเรื่องสำคัญที่สุดคือเรื่องของพระเยซูคริสต์ไว้ให้เราที่จะแบ่งปัน สร้างคนอื่นขึ้นมาเป็นศิษย์ที่ติดตามพระองค์ตลอดชีวิต  อ่าน มัทธิว 28:18-20


คริสเตียนที่แท้จริงจะได้รับรางวัล ในวันพิพากษาที่ยิ่งใหญ่ คําอุปมาบอกเราว่าคนรับใช้ที่ใช้เงินของนายได้ดี     ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนดีและซื่อสัตย์และเจ้านายก็เชิญให้พวกเขาเข้าสู่ความสุขของนาย คําพูดเหล่านี้เต็มไปด้วยความปลอบโยนสําหรับผู้เชื่อทุกคน  
แล้วเราจะเป็นคนรับใช้คนที่หนึ่ง สอง หรือสาม  เราจะเก็บพระกิตติคุณไว้กับตัวเอง … ไม่แบ่ง ไม่บอก เก็บฝังเอาไว้ … นี่คือความชั่วช้าในใจที่พระเจ้าทรงชัง  เมื่อไม่ให้ ก็จะไม่ได้รางวัลแห่งพระกิตติคุณนั้น! 
กลับไปอ่านข้อ 29 30 อีกครั้ง ทบทวนให้ดีว่า เราอยู่ตรงไหน …. กลับใจตอนนี้ยังทัน …รีบเลย..

องค์กษัตริย์ผู้พิพากษา 
มัทธิว 25:31-46
ข้อสังเกต:
พระเยซูเล่าเรื่องนี้ ตอนที่ยังไม่สิ้นพระชนม์ ยังไม่ได้ทรงไถ่มนุษย์ … พระองค์มีอะไรเป็นเงื่อนงำบอกเราบ้าง 

1 ผู้พิพากษาคือ องค์พระเยซูคริสต์!  ทั้ง ๆ ที่ต่อมาพระองค์จะทรงแจ้งให้พวกเขาทราบอีกครั้งถึงการสิ้นพระชนม์อย่างโดดเดี่ยวบนไม้กางเขน โดยที่พวกศิษย์จะหนีหายไป   แต่วันหนึ่ง จะเสด็จมาพร้อมพระสิริ บนบัลลังก์ยิ่งใหญ่  

2 ชาติต่าง ๆ ทั้งปวงในโลกถูกพิพากษา

3 แล้วพระองค์ทรงแบ่งเขาออกเป็นสองพวก
พวกที่ถูกเรียกว่า แกะ และพวกที่ถูกเรียกว่า แพะ

4 พวกแกะจะได้รับพระพร ได้รับแผ่นดินที่ทรงเตรียมไว้ให้แต่สร้างโลก นำความสุขมาให้กับคนที่รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระเจ้า และดำเนินชีวิตอย่างพระองค์ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ บางทีเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ทำดีอะไรลงไป ที่ทำเป็นเพราะพระเจ้าทรงเปลี่ยนชีวิตพวกเขา

5 พวกแพะจะได้รับโทษ พระองค์ตรัสว่า ‘จงไปให้พ้นหน้าเรา เจ้าเป็นผู้ถูกสาป จงเข้าไปในกองไฟที่ไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเป็นที่ ๆ เตรียมไว้ให้กับมารและสมุนของมัน’  นี่ทำให้คนที่ได้รับการพิพากษาสับสนมาก  ในชีวิตของเขานั้น เขาได้ทำอะไรลงไป ทำไมเขาถูกพระเจ้าไล่ออกจากเบื้องพระพักตร์ ไม่เห็นทำอะไรผิดเลย .. พระเจ้าทรงตอบให้รู้ว่า สิ่งที่ไม่ใส่ใจทำนั่นแหละคือปัญหา

มีคำกล่าวว่า เราได้รับความรอดโดยความเชื่อเท่านั้น แต่ไม่ใช่ความเชื่อเปล่า ๆ ที่ช่วย
ดูยากอบ 2:15-17 (ข้อนี้คงต้องยกเว้นคนที่กลับมาเชื่อพระเจ้าแบบหวุดหวิด มารับพระเจ้าเอาตอนสุดท้ายของลมหายใจ เรียกได้ว่าถูกฉุดให้รอด ประมาณนั้น)

การพิพากษาครั้งนี้ ใช้หลักฐานจากที่คน ๆ หนึ่งได้ใช้ชีวิตในโลกขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่  เป็นเงื่อนไขของการได้รับผลพิพากษาที่แตกต่างกัน  เป็นการพิพากษาที่ดูว่า คนนั้นอยู่ในโลกมาอย่างไร  เขาใช้ชีวิตอย่างพระเยซูหรือเปล่า คนที่เชื่อแท้ รอดแท้คือคนนั้นที่ดำเนินชีวิตตามอย่างพระเจ้าเมื่อเขาได้เชื่อแล้ว ไม่ใช่คนที่บอกว่ารู้จักพระเจ้า แต่ไร้การเปลี่ยนแปลง

นี่เป็นการพิพากษาจากการกระทำต่อผู้อื่น  ซึ่งแตกต่างจากการพิพากษาในวิวรณ์ 20   การพิพากษาบัลลังก์ขาวใหญ่   เป็นการพิพากษาครั้งสุดท้ายที่ดูหลักฐานจากสิ่งที่เขียนในหนังสือแห่งชีวิต                                                                                                                                                 จากเรื่องนี้ คนชั่วจะเข้าสู่การพิพากษาโทษนิรันดร์ โดยความเชื่อในพระเยซูคนเที่ยงธรรมจะก้าวสู่ชีวิตนิรันดร์  สถานะหลังการพิพากษานั้นเปลี่ยนไม่ได้  และไม่มีที่สิ้นสุด

สภาพของชีวิตนิรันดร์ที่อยู่กับพระเจ้านั้น ไม่มีใครอาจจะอธิบายได้ พระเจ้าทรงมีสิ่งที่คาดไม่ถึงรอคนของพระองค์อยู่     สิ่งที่รู้ได้คือสิ่งที่พระเยซูทรงบอกเราไว้  แต่ยังมีสิ่งที่ยังไม่ได้บอกอีกมากมาย!  

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 25
1* เอเฟซัส 5:29-30
2* มัทธิว 13:47; 22:10
5* 1 เธสะโลนิกา 5:6
6* 1 เธสะโลนิกา 4:16
7* ลูกา12:35
10* ลูกา 13:25
11* มัทธิว 7:21-23  
12* ฮาบากุก 1:13
13* มาระโก  13:35; มัทธิว 24:36, 42
14* ลูกา  19:12-27; มัทธิว 21:33
15* โรม   12:6
21*  1 โครินธ์ 4:2; ลูกา 12:44;22:29-30; ฮีบรู 12:2
23* มัทธิว 24:45; 47; 25:21; สดุดี 16:11

26* มัทธิว 18:32
29* มัทธิว 13:12
30* มัทธิว 8:12; 22:13; 7:23; 8:12; 24:51; สดุดี 112:10
31* 1 เธสะโลนิกา 4:16
32* 2 โครินธ์ 5:10; เอเสเคียล 20:38
33* ยอห์น  10:11, 27-28
34* โรม  8:17; มาระโก 10:40
35* อิสยาห์ 58:7; ฮีบรู 13:2
36* ยากอบ 2:15-16; 2 ทิโมธี  1:16
40* มาระโก 9:41
41* มัทธิว 7:23; 13:40, 42; 2 เปโตร 2:4
45* สุภาษิต 14:31
46*  ดาเนียล  12:2

มัทธิว 24 หมายสำคัญวันสุดท้าย

ข้อสงสัยของศิษย์
1 ขณะที่พระเยซูเสด็จออกจากพระวิหารนั้นเอง พวกศิษย์ก็เข้ามาหาพระองค์ และชี้ไปที่อาคารพระวิหาร
2 พระเยซูตรัสถามว่า “พวกเจ้าเห็นอาคารเหล่านี้ใช่ไหม? เราบอกความจริงแก่พวกเจ้าว่า จะไม่มีหินสักก้อนเรียงซ้อนกันอยู่อย่างนี้  หินทุกก้อนจะถูกทำลายลงมาทั้งหมด
3 ต่อมา ขณะที่พระเยซูประทับนั่งอยู่บนภูเขามะกอก ศิษย์ของพระองค์ก็มาหาพระองค์เป็นส่วนตัว ทูลว่า “ขอพระองค์โปรดบอกพวกเราด้วยเถิด เหตุการณ์ที่พระองค์ตรัสถึงนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไร และอะไรเป็นหมายสำคัญที่บอกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้ง  และบอกว่าจะสิ้นสุดยุคแล้ว?

พระเยซูตรัสถึงอนาคต
 4 พระเยซูตรัสตอบว่า “จงระวังให้ดี อย่ายอมให้ใครมาหลอกล่อเจ้าได้
5 จะมีคนมากมายเข้ามาโดยอ้างนามของเรา กล่าวว่า ‘ข้าเองเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเจิม (พระคริสต์หรือพระเมสสิยาห์)  และพวกเขาจะหลอกล่อคนเป็นอันมากให้หลงไป
6 พวกเจ้าจะได้ยินถึงสงครามต่าง ๆ และข่าวลือ รายงานข่าวสงคราม แต่ตกใจกลัวเพราะสิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้น แต่จุดจบยังไม่มาถึง

7 ชาติต่าง ๆ จะต่อสู้กัน อาณาจักรต่าง ๆ จะต่อสู้กัน  จะเกิดความอดอยาก และจะมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นตามที่ต่าง ๆ
8 เหตุการณ์เหล่านี้เป็นขั้นต้นของความเจ็บปวด เหมือนเมื่อจะมีสิ่งใหม่กำลังจะเกิดแบบเดียวกับความเจ็บปวดก่อนการคลอดบุตร

ต่อมาความทุกข์ยากจะเพิ่มขึ้น 
 9 “แล้วพวกเจ้าจะถูกจับกุมตัวไป ส่งให้เขากดขี่ข่มเหง ทรมาน และฆ่าพวกเจ้า ชาติต่าง ๆจะเกลียดชังพวกเจ้าเพราะเจ้าเชื่อวางใจในเรา
10 ช่วงเวลานั้น คนเป็นจำนวนมากจะทิ้งความเชื่อและพวกเขาจะทรยศ และเกลียดชังกันและกัน
11 จะมีผู้เผยพระดำรัสเท็จปรากฏตัวขึ้น และทำให้คนมากมายหันไปเชื่อคำโกหก
12  จะมีความชั่วช้าทวีขึ้นในโลก  ความรักของมนุษย์จึง ลดน้อยถอยลงไปอีก
13 แต่เหล่าคนที่รักษาความเชื่อให้มั่นคงจนกระทั่งถึงที่สุดนั้น จะได้รับการช่วยให้รอด
14 ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า จะถูกประกาศออกไปทั่วโลก ทั่วทุกชาติ แล้ววันสุดท้ายก็จะมาถึง

จำให้ได้ว่าต้องคิด ทำ เข้าใจอย่างไร
15 “เมื่อเจ้าได้เห็นวัตถุที่น่าสะอิดสะเอียนซึ่งเป็นต้นตอของวิบัติที่ผู้เผยพระดำรัสดาเนียลกล่าวถึง เข้าไปตั้งอยู่ในสถานบริสุทธิ์ (ให้ผู้อ่านทำความเข้าใจเองเถิด)…. เพราะอาจจะมีความหมายถึง การพังของพระวิหารใน AD 70 ด้วย และแอนติโอคุส เอปิฟาเนส ก็ทำสิ่งที่น่าชังในพระวิหาร  ดาเนียล 9:27, 11:31, 12:11)
16 “ในเวลานั้น คนชาวยูเดียควรที่จะหนีไปยังภูเขา 
17 คนใดอยู่บนหลังคาบ้าน ก็ไม่ควรที่จะลงมาเก็บข้าวข้องในบ้าน  (บ้านท้องถิ่นโบราณ ก็มักจะมีหลังคาเป็นพื้นเรียบ ใช้สร้างห้องเพิ่มเติม สร้างที่เก็บของข้างบน) 
18 คนที่อยู่ในทุ่ง เขาก็ต้องไม่กลับไปเอาเสื้อคลุม 
19 ในเวลานั้น จะเป็นเรื่องน่าหวาดหวั่นสำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์หรือแม่ลูก
20 จงอธิษฐานเพื่อว่าการหนีของเจ้าจะไม่เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว หรือวันสะบาโต
21 เพราะในเวลานั้น จะมีความทุกข์ยากเข็ญอย่างรุนแรง จะมีความยากเข็ญที่รุนแรงอย่างหนักมากอย่างที่ไม่เคยมี ตั้งแต่สร้างโลกมาจนกระทั่งวันนี้   และจะไม่มีสิ่งที่ร้ายแรงแบบเดียวกันจะเกิดขึ้นได้อีก (ดาเนียล 12:1) 

22 ถ้าพระเจ้าไม่ทรงให้ระยะเวลาแห่งความทุกข์เหล่านั้นสั้นลง จะไม่มีใครเหลือชีวิตรอดได้เลย แต่เพื่อเห็นแก่คนที่พระองค์ทรงเลือก พระองค์ทรงทำให้วันเหล่านั้นสั้นลง

การเสด็จมาของพระเยซูที่แท้จริง
23 ในเวลานั้น บางคนอาจกล่าวกับเจ้าว่า ‘ดูสิ พระองค์ผู้ทรงเจิม (พระคริสต์ พระเมสสิยาห์) อยู่ที่นี่ หรือ ‘พระองค์ทรงอยู่ที่โน่น!’ ก็อย่าเชื่อพวกเขา
24 พระเมสสิยาห์ปลอม และผู้เผยะพระดำรัสปลอมจะปรากฏตัว และแสดงหมายสำคัญยิ่งใหญ่ รวมทั้งการอัศจรรย์  พวกเขาพยายามที่จะลวงล่อแม้กระทั่งคนที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ให้หลงผิด ถ้าพวกเขาทำได้
25 ดูเถิด เราได้เตือนเจ้าล่วงหน้าไว้แล้ว 
28 ซากศพอยู่ที่ไหน ฝูงนกแร้งก็จะชุมนุมกันที่นั่น
26 “หากมีคนบอกเจ้าว่า ดูสิ พระเมสสิยาห์อยู่ในถิ่นกันดาร ก็อย่าออกไปเลย หากเขากล่าวว่า พระองค์ทรงอยู่ในที่ลี้ลับ ก็อย่าไปเชื่อพวกเขา
27 เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมา พระองค์จะทรงเป็นเหมือนฟ้าแลบแปลบปลาบจากตะวันออกไปยังตะวันตก (ซึ่งทุกคนจะเห็น)
28 ซากศพอยู่ที่ไหน ฝูงนกแร้งก็จะชุมนุมกันที่นั่น

 ‘ดวงอาทิตย์จะมืดไป 
29 “หลังจากความทุกข์ลำเค็ญอย่างทันควัน…
 ‘ดวงอาทิตย์จะมืดไป  ดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง
ดวงดาวทั้งหลายจะตกลงจากท้องฟ้า  และอำนาจใด ๆ แห่งฟ้าสวรรค์จะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อิสยาห์ 13:10; 34:4; เอเสเคียล 32:7-8; โยเอล 2:10, 31)
30 “ในเวลานั้น หมายสำคัญแห่งบุตรมนุษย์จะปรากฏในท้องฟ้า แล้วคนทั้งหลายทุกเผ่า   ทุกชาติพันธ์ุในโลกจะร้องคร่ำครวญ
พวกเขาจะเห็นองค์บุตรมนุษย์เสด็จมาบนหมู่เมฆในท้องฟ้าด้วยฤทธานุภาพและพระสิริตระการ
31 พระองค์จะทรงส่งเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์มาพร้อมกับเสียงแตรที่ดังสนั่น เหล่าทูตสวรรค์จะรวบรวมคนที่พระองค์ทรงเลือกจากทุกแห่งในโลก ตั้งแต่สุดขอบฟ้าด้านหนึ่งไปจรดขอบฟ้าอีกด้านหนึ่ง

คำอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อ

32 “ขอให้เจ้าเรียนรู้อุปมานี้จากต้นมะเดื่อ เมื่อกิ่งก้านของมันเริ่มเป็นสีเขียวและแตกใบอ่อน เจ้าก็รู้ว่า ฤดูร้อนมาถึงแล้ว
33  เช่นเดียวกัน เมื่อเจ้าเห็นสิ่งทั้งหมดเหล่านี้เกิดขึ้น เจ้าก็รู้ว่า เวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว  อยู่ที่ประตูนี่เอง
34 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น ในขณะที่คนในยุคนี้ยังไม่ทันสิ้นชีวิตไป
35 โลกและท้องฟ้าจะถูกทำลายไป แต่คำที่เรากล่าวจะไม่มีวันถูกทำลาย   


ไม่รู้ว่า พระเยซูจะเสด็จกลับมาเมื่อไร?
36 “ไม่มีใครที่รู้วันเวลาที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น เหล่าทูตสวรรค์ไม่รู้ และแม้พระบุตรก็ไม่รู้ มีพระบิดาเท่านั้นที่ทรงทราบ
37 เมื่อพระบุตรเสด็จมา (ดาเนียล 7:13-14) จะเป็นเหมือนอย่างสมัยโนอาห์  
 38 เพราะในช่วงเวลาก่อนน้ำท่วมโลกนั้น ผู้คนต่างกิน ดื่ม แต่งงาน และยกลูก ๆ ให้แต่งงานกัน  จนกระทั่งวันที่โนอาห์เข้าไปในเรือ  
39 พวกเขาเหล่านั้น ไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งน้ำท่วม และกวาดพวกเขาไปจนหมด  ในวันที่บุตรมนุษย์มาก็จะเป็นเช่นนั้น   

40 ชายสองคนอยู่ในทุ่งนา คนหนึ่งถูกรับไป อีกคนถูกทิ้งไว้   
41 หญิงสองคนกำลังโม่แป้งอยู่ คนหนึ่งถูกรับไป และอีกคนถูกทิ้งไว้  
42 “ดังนั้น จงเฝ้าระวังอยู่ เพราะเจ้าไม่รู้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า จะเสด็จมาในวันใด
43 จงเข้าว่า หากเจ้าของบ้านรู้ล่วงหน้าว่า ยามกลางคืนโจรจะมาในเวลาใด เขาก็จะคอยเฝ้าระวัง และไม่ปล่อยให้โจรบุกรุกเข้ามาในบ้านได้
 44 ดังนั้น เจ้าก็ต้องเตรียมพร้อม เพราะบุตรมนุษย์จะมาในเวลาที่เจ้าไม่ได้คาดไว้ 

อุปมาเรื่องของผู้รับใช้สองคน 
45 “ใครเป็นคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์ และฉลาดเฉลียวซึ่งนายได้ตั้งไว้ให้ดูแลแจกอาหารคนรับใช้อื่น ๆ ตามเวลา
46 เขาจะเป็นสุขเมื่อนายกลับมา และเห็นว่าเขากำลังทำหน้าที่ของเขาอยู่ 
  47 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า
นายจะตั้งให้เขาดูแลทรัพย์สินทั้งหมดของนาย 
48 แต่หากว่า คนรับใช้นั้นมีใจชั่ว คิดในใจว่า
‘กว่านายจะกลับมา คงอีกนาน ’
 

49 แล้วเขาก็เริ่มทุบตีคนรับใช้อื่น ๆ  แล้วกิน ดื่มกับเพื่อนที่ขี้เมาด้วยกัน
50 เมื่อนายกลับมา และเมื่อคนรับใช้นั้นไม่พร้อม ไม่ได้คาดคิดว่านายจะกลับมาในเวลานั้น 
51 นายก็จะสับเขาเป็นชิ้น และส่งไปอยู่ในที่ของคนหน้าซื่อใจคด !   เป็นที่ซึ่งผู้คนในนั้นต่างร้องไห้ และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บปวด

อธิบายเพิ่มเติม

ข้อสงสัยของศิษย์
มัทธิว 24:1-3
หลังจากที่พระเยซูออกมาจากพระวิหาร ทรงมาประทับนั่งอยู่บนภูเขามะกอก ซึ่งมองลงไปจะเห็นเยรูซาเล็ม   และมีเหล่าศิษย์ล้อมรอบพระองค์อยู่ โดยไม่ได้มีประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการสนทนาครั้งนี้ จึงมักเรียก การตรัสครั้งสุดท้ายที่ทรงเตือนเรื่องวันสิ้นโลกนี้ว่า The Olivet Discourse มีบันทึกในมาระโก  13:1-37 และลูกา  21:5-36 ด้วย

พระเยซูทรงออกจากพระวิหาร  หลังจากสนทนาอย่างรุนแรงกับฟาริสี ธรรมาจารย์ ปุโรหิตทั้งหลาย พระองค์ทรงเจ็บลึกในพระทัยกับการที่พวกเขาไม่ฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าที่เตือนเลย  พระเจ้าทรงพร้อมที่จะรับพวกเขากลับมา… แต่พวกเขากลับคอแข็ง พร้อมที่จะหาทางประหารพระองค์
พวกศิษย์กับพระองค์ได้สนทนากันเรื่องของพระวิหาร  ทรงย้ำให้พวกเขารู้อีกครั้งว่า  พระวิหารจะถูกทำลายในอนาคต เมื่อได้ยินแบบนั้น พวกเขาก็เกิดความกังวลสามเรื่องคือ
1 พระวิหารจะเป็นอย่างไรต่อ 
2 เรื่องที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา อะไรเป็น หมายสำคัญ 
3
เมื่อไรจะสิ้นยุค หรือสิ้นโลก  อะไรเป็นหมายสำคัญ

หมายเหตุ::  (วิหารนี้เป็นวิหารที่เฮโรดสร้างเพิ่มเติมเมื่ออิสราเอลกลับมาจากบาบิโลนในสมัยของเศรุบบาเบล  เริ่มเมื่อ 20 ปีก่อนคริสตศักราช และเสร็จประมาณ ปีค.ศ. 64 และอีกหกปีต่อมา ถูกนายทหารทิตัสของโรมเข้ามาปล้น  ทำให้คนอิสราเอลต้องกระจัดกระจายหนีออกมาเป็นจำนวนมาก  จนกระทั่งปีค.ศ. 1948 จึงได้ประกาศเป็นประเทศอิสราเอลอีกครั้ง หลังจากถูกฮิตเลอร์สั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ )

สำหรับพวกเรานั้น สองข้อหลังเป็นสิ่งที่กังวล ส่วนพระวิหารนั้น คนยิวก่อกบฎต่อต้านโรม  จึงถูกโรมทำลายราบเมื่อปีค.ศ. 70 ทหารโรมได้เอาต้นมะกอกมาเผา น้ำมันในต้นก็ช่วยให้ไฟ แรงขึ้นหนักขึ้น จนกระทั่ง ทองที่เฮโรดฉาบเอาไว้ก็ไหลเป็นของเหลว  พวกโรมยึดทองไป จากนั้นก็ทำลายหินที่เป็นตัวอาคารโยนลงมาด้านล่าง ซึ่งยังคงอยู่ในทุกวันนี้ พระเยซูทรงเตือนว่าในยุคสุดท้ายนั้นจะเป็นเหมือนหญิงที่จะคลอดบุตร  มีการเตือน มีการเจ็บท้อง เจ็บอย่างสุดจะทนใกล้คลอดเต็มที่ แล้วในที่สุดก็ถึงเวลาเจ้าตัวน้อยเกิดมาดูโลก

พระเยซูตรัสถึงอนาคต
มัทธิว 24:4-8
พระเยซูทรงเตือนจากข้อ 4-8 ว่า
1 คนหลอกลวงมากมาย  ดังนั้นอย่าให้ใครมาหลอกได้ (4-5) แสดงว่าในยุคใกล้วันที่พระเยซูเสด็จกลับมานั้น จะมีการหลอกลวงอย่างมโหฬาร ทั่วโลก  สิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ล่วงหน้าก็เกิดขึ้นจริง  มีคนอ้างตัวว่า เป็นพระเมสสิยาห์ หรือพระผู้ช่วยให้รอดเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ปี 1800 เป็นต้นมา และยังมีตามประเทศต่าง ๆ  ทั่วโลกเลยทีเดียว
 2 จะได้ยิน
สงครามและข่าวลือ
3
ความอดหยาก (ซึ่งมักจะตามมาด้วยโรคระบาด)
4
แผ่นดินไหวตามที่ต่าง ๆ   นี่เป็นขั้นต้นของการเจ็บปวด
ขณะที่เขียนเรื่องนี้ เดือนก่อนมีแผ่นดินไหวที่เวเนซูเอลา ตามด้วยจีน ญี่ปุ่น แล้วในเดือนนี้เองที่โคลัมเบียก็เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงเช่นกัน ตามด้วยเนปาล ทิเบตในเดือนเดียวกัน

แต่ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด!
 ถ้าอยากทราบการเกิดของแผ่นดินไหว ดูที่  https://www.usgs.gov/programs/earthquake-hazards

ต่อมาความทุกข์ยากจะเพิ่มขึ้น 
มัทธิว 24:9-14
5 ผู้เชื่อในประเทศต่าง ๆ จะถูกจับกุม ถูกข่มเหง  ถูกสังหาร (9)เพราะวางใจในพระเยซู  ในวันนี้ที่เราเขียนเรื่อง คริสเตียนในไนจีเรียเหนือถูกบังคับให้กลับเป็นมุสลิมเหมือนเดิม และพวกเขาถูกฆ่าเป็นจำนวนมากเพราะไม่ยอมเลิกเชื่อพระเยซู!   คริสตจักรในอิสราเอลถูกโจมตีโดย …. ฯลฯ
6 ผู้เชื่อพระเยซูจะถูกเกลียดชัง (9)
7 ผู้คนจำนวนมากทิ้งความเชื่อ  ทรยศกัน เกลียดชังกัน  นี่ก็เกิดขึ้นในประเทศในยุโรปและอเมริกา ในขณะที่ทางด้านเอเซีย อัฟริกา คนกำลังมาพบพระเจ้ามากขึ้น (10)
8  ผู้รับใช้ปลอมปรากฏตัว  คนมากมายเชื่อคำโกหก (11)
9 ความรักลดน้อยลงไป เพราะความชั่วมากขึ้น (12)
10 แต่คนที่รักษาความเชื่อ จะได้รับการช่วยให้รอด (13)
11 ข่าวประเสริฐจะมีการประกาศออกไปทั่วทุกชาติ (14)


แม้พระเยซูจะตรัสถึงสิ่งที่เป็นลบ เป็นความทุกข์ยาก มากมาย แต่พระองค์ก็ทรงยืนยันว่า มีการประกาศข่าวประเสริฐออกไปทั่วโลก ซึ่งก็เกิดขึ้นจริง โลกอินเตอร์เนท ทำให้ข่าวประเสริฐที่เคยขวางกั้นคนที่ไม่เชื่อ  ประเทศที่ห้ามการฟังพระวจนะ กลับกลายเป็นแทรกไปทั่ว จนกระทั่งตอนนี้เราพบว่า คนที่อยู่ในโลกตะวันออกกลางที่ปิดกั้นพระนามของพระเจ้ามานานนั้น กำลังได้รับพระคุณ มีการกลับใจใหม่เป็นจำนวนมาก เมื่อพวกเขาเปรียบเทียบความเชื่อเดิมกับความจริงของพระเจ้า พวกเขาก็ยอมรับว่า
พระเจ้าสุดยอดจริง ๆ  ดู Nabeel Qureshi shorts  เขาอธิบายให้เห็นความแตกต่างชัดเจน

จำให้ได้ว่าต้องคิด ทำ เข้าใจอย่างไร
มัทธิว 24:15-22
ในข้อนี้ เป็นช่วงสุดท้าย  ตอนนี้มัทธิวบอกให้ผู้อ่านเข้าใจเอง
12 สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนตั้งในที่บริสุทธิ์  (ข้อ 15) ตามคำของดาเนียล 11:31 “กองกำลังของเขาจะลุกขึ้นมาย่ำยีป้อมปราการของพระวิหารให้เป็นมลทิน และยกเลิกการถวายเครื่องบูชาประจำวัน แล้วเขาจะตั้งสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนขึ้นอันเป็นต้นเหตุของวิบัติ

นี่คือรูปปั้นของคนที่ต่อต้านพระคริสต์จะตั้งอยู่ในพระวิหารของอิสราเอล
Pastor Paul Leboutelier  ให้ความเห็นว่า พระเยซูกำลังกล่าวล่วงหน้ามาถึงช่วงเวลาของ เวลาแห่งความทุกข์ยากครั้งใหญ่
(The Great Tribulation)
ซึ่งเป็นเวลารวมเจ็ดปี จุดนี้เป็นช่วงกลางพอดี และนี่บ่งบอกว่า เวลานั้น วิหารของชาวยิวซึ่งหายไปก่อนหน้านี้ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอยู่ใต้ดินในจุดใดของเยรูซาเล็ม  ได้กลับมาสร้างอีกครั้งด้วย ยิว Orthodox กำลังเตรียมตัวพร้อมที่จะสร้างวิหารนี้ขึ้นใหม่ พวกเขาเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว
ยิ่งกว่านั้นท่านยังให้ความเห็นว่า นี้เป็นคำตรัสโดยตรงต่อชนอิสราเอล ไม่ได้ตรัสกับคริสตจักร 
13 ความทุกข์รุนแรงที่สุด ร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ( ข้อ21 นี้ก็เช่นกัน มีคนสอนว่า เรื่องร้าย ๆ นี้เกิดในปีค.ศ. 70 เมื่อโรมทำลายพระวิหาร มีความทุกข์ยากมาก แต่หากเราดูให้ดี โลกนี้ยังมีความทุกข์ลำบากมากกว่าวันนั้นในอดีต ยังมีเหตุการณ์ที่น่าสพรึงกว่านั้น และความยากเข็ญที่หนักสุดยังไม่ได้เกิดขึ้นแน่นอน)
14 คนที่ปลอมตัวมาสามารถทำการอัศจรรย์ ล่อลวงแม้คนที่เชื่อแล้ว 
พระเจ้าทรงย่นระยะเวลาความทุกข์ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากครั้งใหญ่ (22) … เพื่อเห็นแก่คนที่ทรงเลือก  เพราะเหตุการณ์น่ากลัว ยากเข็ญมาก พระเจ้าจึงทรงย่นระยะเวลาให้สั้นลง
คนจำนวนมากได้รับความรอด และจะพบกับการบังคับขู่เข็ญให้ทำตามผู้ต่อต้านพระคริสต์
https://www.youtube.com/watch?v=jzMwES5BkGQ Pastor Skip Heitzig ให้ความเห็นว่า ในวันที่พระเยซูตรัส ยังไม่มี
คริสตจักร ผู้ที่ถูกเลือกในพระดำรัสของพระเยซู ไม่ใช่คริสตจักร  แต่มีความหมายถึงคนอิสราเอลที่หันกลับมาเชื่อพระองค์ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากครั้งใหญ่ ท่านเปาโลได้กล่าวถึงการกลับมาของคนอิสราเอล
ในโรม 11:12   แต่ถ้าการล่วงละเมิดของเขาหมายถึงความไพบูลย์สำหรับโลก และการสูญเสียของเขาหมายถึงความไพบูลย์สำหรับคนต่างชาติแล้ว ความบริบูรณ์ของเขาจะยิ่งนำความไพบูลย์มาให้มากมายเพียงใด!
โรม 11:25-27

พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่อยากให้ท่านไม่รู้เรื่องข้อล้ำลึกนี้ เพื่อท่านจะได้ไม่ทะนงตน คืออิสราเอลบางส่วนจะมีใจแข็งกระด้างจนกว่าคนต่างชาติได้เข้ามาครบจำนวน  เมื่อนั้นอิสราเอลทั้งหมดจะรอด ตามที่มีเขียนไว้ว่า“องค์ผู้ช่วยกู้จะเสด็จมาจากศิโยน พระองค์จะทรงขจัดความอธรรมให้พ้นจากยาโคบ     และนี่เป็นพันธสัญญาของเรากับพวกเขาเมื่อเรายกบาปผิดของพวกเขาไป”  

การเสด็จมาของพระเยซูที่แท้จริง
มัทธิว 24:23-28
ผู้ที่หลอกลวงจะมา บอกว่าพระคริสต์มาอยู่ที่นั่น ที่โน่น  เราต้องไม่เชื่อ ไม่ตาม ไม่หลงคารมคนเหล่านี้ เพราะเมื่อพระเยซูเสด็จมาอีกครั้งนั้น ทรงมาแบบให้เห็นพร้อมกันทั้งโลก

ดังนั้นจะต้องไม่เชื่อใครที่บอกว่า เป็นผู้ช่วยโลก เวลานี้ มีกลุ่มของ​ WEF  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายยูวาล โนอาห์ ฮารารี นักเขียนซึ่งอยู่ในคนกลุ่มนี้ ที่พยายามบอกว่า ต่อไปเอไอจะเป็นพระเจ้า นั่นหมายถึงว่า มาแทนที่พระเยซูคริสต์  ชีวิตของชายคนนี้เป็นนักเขียนชาวอิสราเอล เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย  .. แต่เราอย่าลืมว่า คนพวกนี้แหละที่พยายามจะทำให้โลกหลงไปตามความคิดของพวกเขา  แม้หนังสือของเขาจะขายดี ไม่ได้หมายความว่าเขาพูดความจริง แต่พิสูจน์ว่า คนชอบอ่านเรื่องแบบที่พวกเขาคิด
เป็นความพยายามของคนเหล่านี้ที่อยากให้มนุษย์หลงเชื่อว่า ต่อไปมนุษย์จะแพ้เอไอ  คนไม่เก่งต่อไป .. มีความพยายามที่ทำให้มนุษย์ไม่ต้องทำอะไรเป็น มีอะไรสงสัย ก็ถามเอไอ


 ‘ดวงอาทิตย์จะมืดไป
มัทธิว 24:29-31
24:29  ตอนท้ายของช่วงเวลาแห่งเวลาแห่งความยากแค้นแสนเข็ญ   ทันทีที่เจ็ดปีนั้นผ่านไปท้องฟ้าจะเปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว  อำนาจมืดในท้องฟ้าจะสั่นสะเทือน
24:30 แล้วพระเยซูจะเสด็จกลับมา
ในสมัยโบราณเมื่อกษัตริย์เสด็จมา  จะมีการส่งเสียงแตรออกมาล่วงหน้าพระองค์   เศคาริยาห์ 14 พระเยซูจะทรงทูตสวรรค์มาก่อน 
24:31  พระเยซูกำลังมารับคนที่เข้ามาเชื่อในระหว่างเจ็ดปีแห่งความยากลำบากนั้น  สิ่งนี้จะเกิดขึ้น
อ่าน วิวรณ์ 19: 11-16
11 ข้าพเจ้าเห็นฟ้าสวรรค์เปิดอยู่และมีม้าขาวตัวหนึ่งยืนอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า พระนามของพระองค์ผู้ทรงม้านั้นคือพระผู้สัตย์ซื่อและเที่ยงแท้ พระองค์ทรงพิพากษาและสู้ศึกด้วยความยุติธรรม

12 พระเนตรของพระองค์ดุจไฟโชติช่วง บนพระเศียรมีมงกุฎหลายอัน ทรงมีพระนามจารึกไว้บนพระกาย ไม่มีผู้ใดรู้จักพระนามนั้นเลยนอกจากพระองค์เอง

13 ทรงฉลองพระองค์ซึ่งได้จุ่มในเลือด
และพระนามของพระองค์คือพระวาทะของพระเจ้า 14 บรรดากองทัพสวรรค์สวมอาภรณ์ผ้าลินินเนื้อดีขาวสะอาดนั่งบนหลังม้าขาวกำลังตามเสด็จพระองค์ไป
15 พระแสงคมกริบออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ ทรงใช้พระแสงนี้ฟาดฟันประชาชาติ “พระองค์จะทรงปกครองพวกเขาด้วยคทาเหล็ก” พระองค์ทรงเหยียบย่ำองุ่นในบ่อย่ำแห่งพระพิโรธเกรี้ยวกราดของพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์
16 ที่เสื้อคลุมและต้นขาจารึกพระนามของพระองค์ว่า   กษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย เจ้านายเหนือเจ้านายทั้งหลาย

อุปมาต้นมะเดื่อ
มัทธิว 24: 32 -35
สำหรับคำถามที่ว่า เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร พระองค์ตรัสว่า ให้สังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อมีความถี่มาก เมื่อบ่อยครั้งเข้า เกิดตามที่ต่าง ๆ มากขึ้น  เราก็จะเข้าใจได้ ขณะที่เขียนเรื่องนี้ (ปลายสิงหาคม 2026) เกิดเหตุการณ์ธารน้ำแข็งละลาย และโถมลงมายังที่ต่ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมรวดเร็ว รุนแรง และต่อมาอีกสามวัน ก็เกิดพายุที่แกรนด์แคนยอนในอเมริกา น้ำท่วมหลากอย่างรวดเร็วคล้ายคลึงกันแต่มีผลกระทบต่อคนน้อยกว่า เพราะเป็นที่ห่างไกล 

ข้อ 34 ที่ว่า คนในยุคนี้ยังไม่ทันสิ้นชีวิตไปอาจมีความหมายว่า คนที่อยู่ในยุคของพระองค์ จะเห็นการทำลายล้างของโรมในปี 70 หรือหมายถึงมนุษยชาติที่อยู่ในยุคสุดท้ายก็จะเห็นการเสด็จมาของพระองค์ 
ข้อ 35 พระดำรัสของพระเยซูนั้นทรงฤทธิ์ มีพลังยิ่ง และพระองค์ทรงยืนยันด้วยว่า พระดำรัสของพระองค์จะไม่มีใครทำลายได้  แม้จะมีความพยายามเท่าไรจากคนที่ไม่เชื่อมากมาย แต่พวกเขาก็ตายไปแล้ว ถึงจะมีรุ่นใหม่มาพยายามทำลายพระดำรัส  ในที่สุดพวกเขาก็จะไม่มีใครอยู่รอดสักคน
ย้อนกลับไปที่มนุษย์พยายามบอกว่าเอไอกำลังจะกลายเป็นพระ เป็นเทพเหนือความคิดของมนุษย์ .. พระเยซูทรงทราบมาก่อนแล้วว่า จะมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น พระองค์จึงทรงบอกล่วงหน้าว่า พวกเขาไม่มีวันที่จะเอาชนะพระดำรัสของพระองค์

ไม่รู้ว่า พระเยซูจะเสด็จกลับมาเมื่อไร?
มัทธิว 24:36-44
24:36 พระเยซูทรงยืนยันกับศิษย์ว่า ผู้ที่ทราบเวลาการเสด็จกลับมาอีกครั้งนั้น มีผู้เดียวคือ พระบิดา ดังนั้น พวกเขาไม่ต้องเซ้าซี้ถามให้หนักใจ และใครก็ตามที่อวดอ้างว่า รู้วันเวลาทุกคน ต่างเป็นคนเผยคำปลอมทั้งนั้น (เกิดมีคนแบบนี้มากมาย และทำให้คนไม่รู้พระคัมภีร์ต่างตื่นกลัวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา)
24:37-39  ตอนที่โนอาห์สร้างเรือ เขาได้เทศนาชักชวนให้คนกลับใจ แต่ผู้คนก็ขำ เห็นว่าโนอาห์โง่ที่สร้างเรือบนบก  พวกเขายังใช้ชีวิตสนุกสนานเหมือนเดิม และเมื่อน้ำมากวาดพวกเขาไป มันเกิดขึ้นอย่างฉับพลันราวกับน้ำที่ลงมาจากเทือกเขาหิมาลัยลงไปยังเนปาล
รวดเร็ว ไม่รู้ตัว ตายแบบไม่มีโอกาสที่จะคิดเลย… น่ากลัวมาก (ฮีบรู 11:7)
24:40-41  ดูเหมือนทุกคนจะจากโลกนี้ไป บางคนไปอยู่กับพระเจ้า บางคนก็เผชิญความตายโดยไร้พระเจ้า .. คนที่ถูกรับไปนั้น เป็นคนที่ตัดสินใจมาก่อนแล้วว่า  จะติดตามพระเจ้า  พระเจ้าทรงมาในเวลาใดก็ได้ อาจเป็นเวลาที่เรากำลังทำมาหากินอยู่ หรือรับใช้ หรือทำตัวโง่เขลาอย่างอุปมาเรื่องถัดไป ก็เป็นได้ 
24:42-44 การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับทุกคนที่วางใจ และติดตามพระองค์  แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องเข้าใจเรื่องของเวลาที่เราไม่รู้ว่าเมื่อไร เหตุการณ์ วิธีที่ทรงกลับมาเป็นอย่างไร เราพอรู้จากที่พระองค์ทรงอธิบาย  
ในเมื่อพระองค์กลับมาได้ทุกเมื่อ เราไม่รู้เวลา เราก็ต้องเตรียมตัวพร้อมสำหรับพระองค์ 
พระองค์ทรงให้เงื่อนงำกับเราไว้  เพราะจะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นทั้งเป็นขั้นตอน และซ้ำซ้อนกันอยู่     สิ่งที่เรารู้จะช่วยเตือนตัวเราเองให้ระวังตัวและไม่ประมาทในการรอคอยพระองค์ 

อุปมาเรื่องของผู้รับใช้สองคน
มัทธิว 24:45-51
 24:45-47
คนรับใช้ที่ซื่อสัตย์นั้น เขาทำหน้าที่ของเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง  เมื่อนายกลับมา เมื่อพระเยซูกลับมา เขากำลังทำหน้าที่ของเขาอยู่ นั่นทำให้เจ้านายพอใจ และจะให้รางวัลด้วยการเพิ่มตำแหน่ง  ให้ความไว้วางใจที่เขาจะทำงานได้กว้างขึ้น 
เรากำลังซื่อสัตย์ และรับใช้ด้วยสติปัญญา แรงกายทั้งหมดที่มีอยู่หรือเปล่า พระเยซูทรงสัญญาให้รางวัลกับความขยันที่ประกอบด้วยความซื่อสัตย์ ด้วยปัญญา และเมตตา
24:48-51 แตกต่างจากที่รับใช้อีกคน ที่มีความคิดว่า อีกนานกว่านายจะกลับมา  ไม่มาเร็วหรอก ไปตั้งไกล  เมื่อมีความคิดอย่างนี้จึงชะล่าใจ ทำตัวชั่วช้า  ทั้งทำร้าย  ข่มเหง รังแกคนรับใช้ที่มีตำแหน่งต่ำกว่าตัวเอง  แถมยังกินดื่มกับเพื่อนชั่วของเขาอีก
เมื่อนายกลับมาเห็นอย่างนั้น พระเยซูตรัสอย่างน่ากลัวว่า จะสับเขาและส่งไปนรก!!
การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ ไม่เป็นปัญหาสำหรับทุกคนที่วางใจในพระองค์  พระเยซูจะเสด็จกลับมาเมื่อไร? เราไม่ทราบเวลา  เสด็จกลับมาได้ทุกเมื่อ และเราควรเตรียมพร้อมสำหรับพระองค์เสมอ ในเมื่อพระองค์ตรัสว่าต้องมีสัญญาณบางอย่างเกิดขึ้นก่อน?  จากพระคำมัทธิว 24 นี้ เรารู้คำตอบบางอย่างที่พอเพียงสำหรับการรอคอยพระองค์

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 24
1* มาระโก 13:1
2* ลูกา 19:44
3* มาระโก 13:3
4* โคโลสี 2:8, 18
5* ยอห์น 5:43; มัทธิว 24:11
6* วิวรณ์ 6:2-4
7* ฮักกัย 2:22; วิวรณ์ 6:5-6
9* มัทธิว 10:17
11* 2 เปโตร 2:1; 1 ทิโมธี  4:1
12* 2 เธสะโลนิกา 2:3
13* มัทธิว 10:22
14* มัทธิว 14:23; โรม 10:18
15* มาระโก 13:14; ดาเนียล 9:27; 11:31; 12:11; 9:23



19* ลูกา 23:29
21* ดาเนียล 9:26
22* อิสยาห์ 65:8-9
23* ลูกา 17:23
24* 2 เธสะโลนิกา 2:9; 2 ทิโมธี 2:19
27* ลูกา 17:24
28* ลูกา 17:37
29* ดาเนียล 7:11; เอเสเคียล 32:7
30* ดาเนียล 7:13-14; เศคาริยาห์ 12:12; วิวรณ์ 1:7
31* 1 โครินธ์  15:52
32* ลูกา 21:29
33* ยากอบ 5:9

34* มัทธิว 10:23; 16:28; 23:36
35* ลูกา 21:33
36* กิจการ 1:7; เศคาริยาห์ 14:7
38* ปฐมกาล 6:3-5
40* ลูกา 17:34
42* มัทธิว 25:13
43* ลูกา 12:39
44* 1 เธสะโลนิกา  5:6
45* ลูกา 12:42-46
46* วิวรณ์ 16:15
47* มัทธิว 25:21, 23
48* 2 เปโตร 3:4-9
50* มาระโก 13:32
51* มัทธิว 8:12; 25:30

มัทธิว 23 บาปที่นำสู่วิบัติ!

1 แล้วพระเยซูตรัสกับประชาชนและศิษย์ของพระองค์ว่า
2 “พวกธรรมาจารย์ และฟาริสีนั่งอยู่บนที่นั่งของโมเสส 
(พวกเขาแปลบทบัญญัติของโมเสส)
3 ดังนั้นพวกเจ้าก็ควรที่จะเชื่อฟัง และรักษาบัญญัติตามที่เขาบอกเจ้า แต่อย่าไปทำตามอย่างการประพฤติของพวกเขา  เพราะเขาไม่ทำตามสิ่งที่ตัวเองสอน
4 พวกเขาสร้างกฎที่เข้มงวดให้คนทั้งหลายต้องแบก
บังคับให้คนเชื่อฟัง แต่พวกเขากลับไม่ยอมใช้สักนิ้วเดียวที่จะช่วยรับภาระนั้น 

5 “พวกเขาทำสิ่งดีเพื่ออวดให้คนได้เห็น เขาคาดกล่องที่บรรจุบัญญัติขนาดใหญ่ไว้ให้คนเห็น  ติดพู่ห้อยยาวที่เสื้อคลุม 
6 ฟาริสีและธรรมาจารย์เหล่านี้ ชอบที่นั่งที่มีเกียรติ ในงานเลี้ยง และในศาลาธรรม     
 

 

7  และยังชอบให้ผู้คนทักทายพวกเขาอย่างนอบน้อม และชอบให้คนเรียกเขาว่า รับบี (ท่านอาจารย์) 
8 “แต่สำหรับเจ้าแล้ว อย่าให้ใครเรียกว่า รับบีเลย เพราะเจ้ามีพระอาจารย์องค์เดียว และพวกเจ้าต่างก็เป็นพี่น้องกัน
9  และอย่าให้ใครเรียกผู้ใดในโลกว่า ‘คุณพ่อ’ เพราะเจ้ามีพระบิดาเพียงองค์เดียวผู้สถิตในสวรรค์  
10  และอย่าให้ใครมาเรียกว่า ‘พระครู’ เพราะเจ้ามีครูเพียงองค์เดียวคือ พระคริสต์ (พระเมสสิยาห์)
11 คนที่เป็นผู้รับใช้ของเจ้า คือผู้ที่ยิ่งใหญ่สุด 
12 ใครก็ตามที่ยกตัวเองขึ้น จะถูกกดให้ต่ำลง และใครที่ถ่อมตัวลงจะได้รับการยกย่อง

วิบัติแก่พวกเจ้า….ตามกันมาเป็นชุด
13 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เพราะเจ้าปิดทางเข้าแผ่นดินสวรรค์ไม่ให้ผู้คนเข้าไป เจ้าเองไม่เข้าไป และยังขัดขวางคนที่พยายามจะเข้าไปเสียด้วย
14 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เจ้าริบบ้านเรือนของพวกหญิงม่าย และอธิษฐานยืดยาว เพื่อว่าคนจะได้เห็น ดังนั้นเจ้าจะได้รับโทษอย่างหนัก 
15 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เจ้าเดินทางข้ามดินแดนข้ามทะเลไปเพื่อหาคนกลับใจมาเชื่อศาสนายิว เมื่อเขาเชื่อแล้ว ก็ทำให้เขาลงขุมนรกหนักกว่าเจ้าอีกสองเท่า  

16 “วิบัติแก่พวกเจ้า ! เจ้าเป็นคนนำทางที่ตาบอด เจ้ากล่าวว่า ‘คนที่สาบานโดยอ้างพระวิหาร ก็ไม่ต้องทำตามคำสาบาน แต่หากอ้างทองคำที่อยู่ในพระวิหาร ก็ต้องทำตามที่สาบาน’ 
17 เจ้าเป็นคนโง่ที่ตาบอด!  สิ่งใดสำคัญกว่า ทองคำหรือพระวิหารที่ทำให้ทองคำบริสุทธิ์?
18 และเจ้ากล่าวว่า ‘คนใดที่สาบานโดยอ้างถึงแท่นบูชา ก็ไม่ต้องทำตามคำสาบาน แต่หากอ้างของถวายบนแท่นบูชา ก็ต้องทำตามที่สาบาน’
19 เจ้าเป็นคนตาบอด! สิ่งใดสำคัญกว่ากัน ของถวายหรือแท่นบูชาที่ทำให้ของถวายนั้นบริสุทธิ์?
20 ผู้ที่สาบานโดยอ้างแท่นบูชาเท่ากับเขาอ้างทั้งแท่นบูชาและทุกสิ่งที่อยู่บนแท่นนั้น
21  และคนที่สาบานโดยอ้างพระวิหารก็เท่ากับสาบานโดยอ้างพระวิหารและพระองค์ผู้สถิตในพระวิหารนั้น  
22 ผู้ที่สาบานโดยอ้างฟ้าสวรรค์ก็เท่ากับสาบานโดยอ้างพระบัลลังก์ของพระเจ้า และพระองค์ผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์นั้นด้วย

23 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด เจ้าถวายสิบลดจากเครื่องเทศของเจ้า ทั้งสะระแหน่ ลูกผักชี และยี่หร่า แต่เจ้ากลับเฉยเมยต่อคำสอนในบทบัญญัติที่สำคัญกว่า นั่นก็คือ ความยุติธรรม  ความเมตตา และความจงรักภักดี (หรือความเชื่อ)  เหล่านี้เจ้าควรจะปฏิบัติโดยไม่ละเลยสิบลดด้วย 
24 เจ้าเป็นผู้นำทางผู้คน แต่เจ้ากลับตาบอด เจ้าเป็นเหมือนคนที่เอาตัวริ้นออกจากน้ำ แต่เจ้ากลับกลืนตัวอูฐเข้าไป  
 


25 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด!  เจ้าล้างถ้วยชามแค่ด้านนอก แต่ด้านในกลับเต็มด้วยความโลภ และ การตอบสนองกิเลสของตนเอง 
26 ฟาริสีทั้งหลาย เจ้าเป็นคนตาบอด!  จงล้างถ้วยชามภายในให้สะอาดเสียก่อนเพื่อว่าภายนอกจะได้สะอาดด้วย  

27 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด! เจ้าเป็นเหมือนถ้ำเก็บศพที่ฉาบปูนขาวไว้ ทำให้ภายนอกดูดี แต่ภายในเต็มด้วยกระดูกคนตาย และสิ่งที่สกปรกโสโครก  
28 ตัวเจ้าเองก็เช่นกัน เมื่อคนมองมาที่เจ้าก็เห็นว่าเป็นคนดี แต่ภายในใจของเจ้ากลับเต็มด้วยความหน้าซื่อใจคดและความชั่ว
29 “วิบัติแก่พวกเจ้า ธรรมาจารย์และฟาริสี เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด!   เจ้าได้สร้างที่เก็บศพให้กับผู้เผยพระดำรัส และตกแต่งหลุมศพของคนเที่ยงธรรม 
30  เจ้ากล่าวว่า ‘หากเรามีชีวิตอยู่ในสมัยบรรพบุรุษ  เราจะไม่มีส่วนในการฆ่าล้างผู้เผยพระดำรัสเลย’ 
31 แต่นี่เป็นการยืนยันว่า  เจ้าเป็นลูกหลานของคนที่สังหารผู้เผยพระดำรัส   
32 และเจ้าจงทำสิ่งที่บรรพบุรุษของเจ้าได้เริ่มทำ สืบต่อไปจนครบถ้วนเถิด 
33 “เจ้าเป็นงูร้าย! เป็นวงศ์วานงูพิษ!  เจ้าจะหนีจากการพิพากษาสู่นรกได้อย่างไรกันนี่?
34  เราได้ส่งผู้เผยพระดำรัส นักปราชญ์ ครูอาจารย์มาให้เจ้า เจ้าได้ฆ่าบางคน และจับตรึงที่ไม้กางเขน บางคนถูกเจ้าโบยตีในศาลาธรรม และตามล่าพวกเขาไปทั่วทุกเมือง
35 ดังนั้น เจ้าจึงจะความผิดเพราะความตายของคนเที่ยงธรรมที่ถูกสังหารบนโลกนี้ ตั้งแต่เลือดของอาเบลผู้เที่ยงธรรม ไปจนถึงคดีฆาตกรรมเศคาริยาห์ ลูกชายเบเรคิยาห์ ที่เจ้าได้ฆ่าระหว่างพระวิหารกับแท่นบูชา
36 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จะเกิดขึ้นกับคนในชั่วอายุนี้  

 พระทัยแท้ของพระเยซูคริสต์
37 “โอ เยรูซาเล็ม เยรูซาเล็ม!  เจ้าได้สังหารผู้เผยพระดำรัส และเอาหินขว้างคนที่ทรงส่งมาหาเจ้า  กี่ครั้งที่เราปรารถนาจะรวบรวมลูก ๆ ของเจ้า เหมือนกับแม่ไก่ที่กกลูกน้อยไว้ใต้ปีกของมัน แต่พวกเจ้าก็ไม่ยอมเลย 

38 ดูเถิด พระนิเวศของเจ้าจะถูกทิ้งร้างเปล่า
39 เพราะเราขอบอกเจ้าว่า เจ้าจะไม่ได้เห็นเราอีกจนกว่าเจ้าจะพูดว่า ‘ขอถวายพระพรแด่พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า’

อธิบายเพิ่มเติม

บทนี้มีสามสิบหกข้อที่พระเยซูตรัสถึงธรรมาจารย์และฟาริสี คนเหล่านี้ ไม่ใช่ปุโรหิตที่ต้องทำหน้าที่ในพระวิหาร แต่พวกเขาตั้งเป็นกลุ่มธรรมาจารย์ ในช่วงสี่ร้อยปีระหว่างมาลาคีกับมัทธิวนั่นเอง 
แคว้นยูเดีย ศตวรรษที่ 1 พวกสะดูสี และพวกฟาริสีเป็นสองกลุ่มศาสนาและการเมืองที่มีอำนาจและเป็นคู่แข่งกัน
สะดูสีเป็นเศรษฐี ควบคุมพระวิหารเป็นลูกหลานของปุโรหิต และร่วมมือกับโรม ในขณะที่พวกฟาริสีเป็นชนชั้นกลางที่มุ่งเน้นบังคับให้ผู้คนทำตามกฎในชีวิตประจำวันและประเพณีปากเปล่า พวกเขาเชื่อเรื่องการคืนชีพ เรื่องทูตสวรรค์  การพิพากษาของพระเจ้า
ทั้งสองกลุ่มตั้งหน้าตั้งตาต่อต้านพระเยซู ไม่ยอมให้ประชาชนเชื่อฟังพระองค์  อย่างที่พระเยซูตรัสในข้อ 13 และพวกเขายังร่วมมือกันกับปุโรหิตที่ดูแลพระวิหารด้วย

มัทธิว 23:1-4
คราวนี้ พระเยซูได้ตรัสว่า ฟาริสีเป็นคนที่ชัดเจนในเรื่องบัญญัติ​แต่พวกเขาเอาแต่บังคับคนอื่น  ไม่ยอมทำตาม ไม่ยอมช่วย ไม่มีความรักให้กับคนยากจน 
เราเองต้องยอมรับว่า ในชีวิตของเรามีเวลาที่วิญญาณ นิสัย แบบฟาริสีและธรรมาจารย์เข้ามาเป็นตัวเราเป็นจริงมาก จนน่ากลัว!  เราจึงต้องระวัง ตั้งใจฟังคำของพระเยซูให้ดีเพื่อเราจะเปลี่ยนชีวิต  ฟังคำของพระเยซูแล้วมาเปรียบเทียบกันตัวเรา อย่าคิดว่า บทนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน 

ช่วงเวลานี้ใกล้ ๆ กับเวลาที่พระเยซูกำลังจะถูกประหาร  พระองค์ไม่ได้รั้งพระองค์เองกับฟาริสีอีกต่อไป พระองค์ทรงเตือนศิษย์ของพระองค์ว่า พวกเขาจะเจอหมาป่าในร่างของแกะ พวกเขาจะต้องระวัง  ในบทนี้ พระเยซูทรงทำให้เห็นตัวอย่างของการที่จะต้องแก้ไขสิ่งที่ผิดอย่างกล้าหาญ  และพระดำรัสนี้ก็มีมาถึงพวกเราด้วย
ในข้อแรกพระเยซูตรัสว่า พวกเขานั่งในบทบาทของโมเสส (ทั้งที่เขาไม่เหมาะที่จะทำ   เขาได้เป็นใหญ่ทั้งที่ไม่สมควร)  พระเยซูทรงบอกทุกคนว่า ผู้คนควรรักษาบัญญัติ แต่อย่าทำตามพวกเขาเพราะพวกเขาไม่ได้ทำอย่างที่ตนเองสอน 

มัทธิว 23:5-12
หลังจากที่พระเยซูกับฟาริสี สะดูสี ปุโรหิต คนในพรรคเฮโรด ได้โต้ตอบกันมาหลายยก  เราก็พบว่า พวกเขาสมคบคิดกันที่จะกำจัดพระเยซู  พวกเขาไม่อาจทนพระองค์ได้ เพราะทรงเปิดเผยความจริงในใจ ทรงเปิดโปงความจริงของชีวิตพวกเขา ยังทรงไม่ไว้หน้าทั้งปุโรหิตและใครก็ตามที่มีผลประโยชน์ในพระวิหาร  ทรงเหวี่ยงพวกเขาต่อหน้าต่อตา   ไม่มีทางที่พวกเขาจะทนต่อพระองค์ต่อไป แต่ในวันนี้ พระเยซูทรงบอกอนาคตพวกเขาอย่างที่พวกเขาไม่คาดคิด ไม่น่าเชื่อว่า พระเยซูจะทรงกล้าขนาดนี้ 
จากข้อ 5-12 เป็นภาพของฟาริสีที่ยกตัวขึ้น และพระเยซูทรงแจกแจง
-ทำสิ่งดีเพื่ออวด ใส่เสื้อผ้าดูขลัง ศักดิ์สิทธิ์
-นั่งในที่มีเกียรติ  คนเห็นชัด  ต้องการให้คนนบนอบ 
-ต้องการให้คนเรียกว่า รับบี หรือท่านอาจารย์นั่นเอง  หรือเรียกอย่างนอบน้อมว่า คุณพ่อ หรือท่านครู  
จากพระคำตอนนี้เราเห็นว่า พระเยซูกำลังบอกกับผู้นำศาสนาว่า
อย่ามาทำตัวเทียบพระเจ้าโดยให้คนเรียกว่า คุณพ่อ  พระครู อาจารย์ (มีศาสนา มีลัทธิ มีนิกายต่าง ๆ ที่เขาทำกันอย่างนี้ …​ระวัง !!)

เราก็เห็นคนที่เป็นอย่างนี้มากมาย  เราอาจจะเป็นคนนั้นด้วยก็ได้  เรามีความรู้สึกอย่างไรเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คน  เมื่อคุยกับพี่น้อง เราอยากให้เขาเคารพเรา หรือเรามีน้ำใจที่จะเคารพเขา
เราถ่อมตัวลงหรือยกตัวขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ต้องสำรวจตัวเอง และเปลี่ยนทันทีเมื่อมองเห็นตัวเองไปในทางที่พระเยซูกำลังตำหนิ
ในข้อสิบเอ็ด พระเยซูยังทรงยืนยันชัดว่า คนที่ยิ่งใหญ่คือคนที่รับใช้จากหัวใจจริง 
คนหน้าซื่อใจคด (คำสำคัญของบทนี้)
มัทธิว 23:13-36
แล้วพระเยซูก็ทรงแจ้งให้พวกเขาทราบว่า พวกเขาคือคนหน้าซื่อใจคด ในภาษากรีกเรียกว่า ὑποκριταί    hypokritai คือหน้ากากที่คนเล่นละครกรีกโบราณ จะใช้ เมื่อเขาต้องการ พูดหรือสื่อถึงความทุกข์ ก็จะเอาหน้ากากที่ดูเป็นทุกข์ออกมาใส่ เมื่อต้องการสื่อความสุข ก็จะใช้หน้ากากที่ทำไว้แบบดูร่าเริงมาใส่เพื่อแสดงละคร  ข้างนอกเป็นหน้ากากที่อาจจะกำลังโกรธแต่คนแสดงกำลังขำอยู่ก็ได้

การเป็นคนหน้าซื่อใจคดที่พระเยซูทรงกล่าวถึงคือ การแสดงออกภายนอกว่าเป็นคนดี เที่ยงธรรม ยุติธรรม แต่ใจกลับซ่อนความชั่วร้ายไว้
 กระทำสิ่งใด ๆ อย่างโอ้อวด เช่น การอธิษฐาน การให้เงินทาน หรือการถือศีลอดอย่างเปิดเผย เพื่อให้คนอื่นสังเกตและยกย่อง การพูดเพื่อถวายเกียรติพระเจ้า แต่คำพูดเหล่านั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงจิตใจหรือชีวิตเลย  คนดังเด่น จำนวนมากที่ทำตัวเหมือนคนอุปถัมภ์มูลนิธิต่าง ๆ คนที่ออกไปช่วยเหลือคนยากไร้ (แค่เพื่อถ่ายทำวิดิโอ) มีมากมายในโลก  และปรากฏว่า คนที่ควรปกป้องประเทศ ประชาชน กลับกลายเป็นผู้เอาเปรียบอย่างน่าละอายที่สุด

พระเยซูทรงเรียกพวกเขาว่า คนหน้าซื่อใจคดถึงเจ็ดครั้ง ทรงบอกว่าพวกเขาเป็นผู้นำที่ตาบอด เป็นคนโง่ที่ตาบอด และเป็นงูร้าย วงศ์วานงูพิษ  พระเจ้าทรงชังลักษณะเช่นนี้ในตัวมนุษย์เป็นอย่างมาก

วิบัติแก่พวกเจ้า….ตามกันมาเป็นชุด
23:13-15
วิบัติแรก พวกเคร่งศาสนาบดบังข่าวประเสริฐ
ที่พวกเขาจะพบเป็นเพราะพวกเขากีดกั้นข่าวประเสริฐพยายามก่อหวอด คัดค้านพระเยซูตลอดเวลา หากใครมาเชื่อพระเยซูพวกเขาก็จะตัดสิทธิ์ในการเข้าไปในพระวิหาร  เป็นการตัดขาดพวกเขาจากสังคมที่เขาเคยชิน  พวกเขาไม่เชื่อข่าวประเสริฐของพระเยซู และยังขัดขวางไม่ให้คนอื่นเชื่อ … นี่เป็นบาปใหญ่


วิบัติที่สอง  ผู้นำศาสนาริบสมบัติคนยากไร้
พวกเขาทำบาปที่ใหญ่สองอย่างคือ การโลภเอาบ้านของหญิงม่ายที่ไม่มีทางสู้ ไม่มีผู้อุปถัมภ์ ขาดสามี  ไปริบบ้านของแม่ที่มีลูกกำพร้าพ่อ  พวกเขากล้าทำ ไม่อายเลย   แล้วในขณะเดียวกันกลับทำตัวเป็นคนใกล้ชิดพระเจ้า อธิษฐานยาว ๆ ที่ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่หัวใจคือ ต้องการให้คนเห็นว่า ตนเองบริสุทธิ์ … เมื่อมองดูแล้ว เราก็เป็นทุกข์ในใจเพราะว่า
ในคริสตจักรหลายแห่งยังมีอาจารย์ที่ทำตัวอย่างนี้อยู่ พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนสอนผิดอยู่แล้วด้วย

วิบัติที่สาม ผู้นำศาสนานำคนไปสู่นรก
พวกเขาเดินทางไปประกาศศาสนายิวให้คนเชื่อ .. แล้วจากนั้นสอนให้คนเชื่อใหม่ทำตามกฎเกณฑ์หยุมหยิมที่ตนเองตั้งขึ้นมา  แทนที่จะมีความสุข กลับกลายเป็นทุกข์หนักของคนที่เข้ามาเชื่อ
พวกเขาไม่ได้ต้องการให้คนรู้จักพระเจ้าจริง แต่ต้องการขยายกลุ่มของตนให้ใหญ่   ดูมีหน้าตา มีพลังมากขึ้น เป็นการซ่องสุมความชั่วช้ามากขึ้นไปอีก เราเห็นแล้วว่า ลัทธิใด ๆ ก็ตาม ต่างต้องการพลังของคนเข้ามารวมกับเงินทองของพวกเขาเพื่อมาปรนเปรอเหล่าผู้นำ

วิบัติที่สี่  (23:16-22)ผู้นำศาสนาสาบานอย่างหลอกลวง
  อพยพ 20:7 ทำให้เข้าใจที่พระเยซูตรัส นั่นคือ พวกเคร่งศาสนาเหล่านี้ ได้ยกพระนามของพระเจ้ามาอ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตน
“อย่ายกพระนามของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้ามาอ้างอย่างไม่สมควร เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงลงโทษผู้ที่อ้างพระนามของพระองค์เช่นนั้น

พระเยซูทรงกล่าวว่าพวกเขาเป็นผู้นำที่ไม่รู้อะไร ตาบอด เป็นคนโง่ที่ตาบอด นี่เป็นวิบัติที่เกิดขึ้นจากการสาบาน หรือการให้สัญญาโดยอ้างสิ่งต่าง ๆ เป็นผู้หนุนหลัง  พวกเขาสร้างระบบการสาบานที่บางอย่างต้องทำตาม บางอย่างก็ไม่ต้องทำตามคำสาบาน

 พวกเขาสอนให้คนเอาสิ่งต่าง ๆ มาอ้างในคำสาบานเพื่อประโยชน์ของตนเอง    โดยเอาพระนามพระเจ้ามาอ้างอย่างไม่สมควรเลย พระเยซูทรงชี้แจงให้พวกเขารู้ว่า หากอ้างพระวิหาร เท่ากับอ้างถึงพระเจ้า  หากสาบานอ้างถึงฟ้าสวรรค์ ก็เท่ากับอ้างถึงพระเจ้าเช่นกัน

ดีที่สุดคนไม่สาบาน แล้วทำตามคำพูดของตนเอง จะได้ไม่ผิดต่อพระเจ้าและผู้อื่น

มัทธิว 23:23-24
วิบัติที่ห้า พวกเคร่งศาสนาหมกมุ่นกับเรื่องเล็กน้อย ละเลยเรื่องสำคัญ
ความหน้าซื่อใจคน ความไม่ตรงไปตรงมาของพวกเขาคือ เอาใจใส่เครื่องถวายเครื่องเทศมากกว่า ความยุติธรรม ความเมตตา ความเชื่อ
พวกเขาไม่รักประชาชนที่พวกเขาสอน แต่สนใจจะเอาประโยชน์จากประชาชนเหล่านั้น (และพวกเขาได้ประโยชน์จากคนร่ำรวยที่จะให้เงินกับผู้ที่สอน เป็นธรรมเนียมของโลกโบราณ แต่อาจจะไม่ได้อะไรมากจากคนยากจน)
มีคนยากจนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างมากมายในสังคมโบราณนั้น แต่พวกเขาละเลยการเอาใจใส่ผู้คน พระเยซูทรงชี้ให้เขาเห็นตัวเองชัดขึ้น  

23:25-26 วิบัติที่หก
พวกเคร่งศาสนาเป็นคนข้างนอกดูเหมือนดี  แต่ สกปรกในใจ
พวกเขาทำพิธีต่าง ๆ ให้ดูศักดิ์สิทธิ์ เหมือนว่าตนเองเป็นคนบริสุทธิ์ พระเจ้าทรงชำระแล้ว
ด้านนอกบอกว่าเชื่อพระเจ้า เป็นคนดูดี แต่ใจกลับเน่าเหม็น โสโครก

แต่เราเอง ก็จำต้องสำรวจใจของตนว่า จริง ๆ แล้ว เราเห็นแก่ตัวไหม โลภไหม  ขโมยหรือเปล่า ใส่ร้ายใครบ้าง พระเยซูทรงเตือนให้ตรวจสอบและล้างใจของตนเองก่อน  ก่อนที่คนอื่นจะเห็น ก่อนที่จะออกไปสอนพระคำ  ไปประกาศ ไปนำนมัสการ ไปรับใช้ในเรื่องใด ๆ

23:27-28  วิบัติที่เจ็ด
ผู้นำศาสนาที่ใจสกปรกแต่ข้างนอกดูบริสุทธิ์
ก่อนเทศกาลปัสกา คนอิสราเอลจะฉาบปูนขาวที่หน้าถ้ำเก็บศพเพื่อไม่ให้ใครไปแตะต้อง จะได้ไม่เป็นมลทิน สามารถเข้าร่วมปัสกาได้  
พวกเคร่งศาสนาเป็นคนข้างนอกดูเหมือนดีแต่ข้างในตายไปแล้ว ไม่มีชีวิตฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า  แถมยังมีสิ่งสกปรก ระเกะระกะอยู่เต็ม  พระเยซูทรงเตือนพวกเขาว่า จริง ๆ แล้ว พระเจ้าทรงเห็นใจของเขาทุกซอกทุกมุม 

23:29-36 วิบัติที่แปด  
พวกเคร่งศาสนาทั้งกดขี่ ทำร้ายและประหารผู้เผยพระดำรัส
แต่ทำเป็นให้เกียรติผู้เผยพระดำรัสที่ตายไปก่อนหน้านี้   พวกเขากล่าวกันว่า ถ้าเป็นพวกเขาในสมัยก่อน จะไม่มีการฆ่าคนของพระเจ้า แต่ความจริงคือ พวกเขานี่แหละ คือคนที่สมคบคิดประหารพระเยซูบนไม้กางเขน  คำของพระองค์ในข้อ 32 เหมือนจะแนะให้เขาทำสิ่งที่เขาจะต้องทำในไม่กี่วันข้างหน้านี้ 

คนของพระเจ้าคนแรกที่ถูกฆ่าในพระคัมภีร์เดิมคือ อาเบล (ปฐมกาล 4:8)   คนสุดท้ายคือเศคาริยาห์  ( 2 พงศาวดาร 24:21)

มัทธิว 23:37-39
พระทัยแท้ของพระเยซูคริสต์
แม้ว่าพระเยซูจะทรงคาดโทษเหล่าธรรมาจารย์และฟาริสีไว้ เพราะบาปของพวกเขานั้นท่วมท้น พวกเขาควรจะเป็นคนนำให้ประชาชนได้พบ พระเจ้า แต่กลับกลายเป็นการนำคนให้ลงสู่ความตาย 
  แล้วพระเยซูกลับทรงคร่ำครวญด้วยพระทัยเป็นทุกข์กับพวกเขาที่ได้ทำร้ายผู้รับใช้ของพระเจ้ามาเนิ่นนาน  พระองค์ไม่ได้ทรงเกลียดชังพวกเขา แม้ว่าจะทรงปราม ตำหนิเขาอย่างรุนแรง ทรงปรารถนาให้พวกเขากลับใจใหม่เพื่อจะไม่ทำลายชีวิตของตนเอง คนเคร่งศาสนาเหล่านี้ เป็นตัวแทนของเราทุกคนที่ไม่ยอมกลับใจ ยังคิดว่าตัวเองดี คนอื่นแย่กว่า   

พระทัยของพระเยซูช่างงดงามล้ำลึก  ทรงปรารถนาที่จะให้พวกเขาได้รวบรวมกันเข้ามาเหมือนกับลูกไก่ตัวเล็ก ๆ ที่กรูกันเข้ามาหาแม่   บาปทั้งหลายของคนหน้าซื่อใจคดนั้น จะได้รับการอภัยหากพวกเขากลับมาหาพระเจ้าด้วยใจจริง

อีกไม่นานพระนิเวศไม่ใช่แค่ถูกทิ้งร้าง แต่จะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ไม่มีเหลือ ถูกโรมเผา…แล้วพระเยซูตรัสถึงการที่จะเสด็จกลับมาอีกครั้ง ในเวลานั้น คือ ยุคของเรานี้ อิสราเอลจะต้องกลับมาหาพระเจ้า  และพวกเขาจะกล่าวว่า ‘ขอถวายพระพรแด่พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า’! อิสราเอลจะสรรเสริญนมัสการพระเยซูคริสต์ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาปฏิเสธพระองค์มาตลอดสองพันกว่าปี

พระเยซูคริสต์ทรงมีความรู้สึกสงสารและเมตตาต่อคนจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับความรอด และความลับอันยิ่งใหญ่แห่งความพินาศของมนุษย์คือ เขาไม่มีพลังที่จะหันมาสู่ความเชื่อและอธิษฐานต่อพระเจ้าด้วยตนเอง  แต่กลับมีพลังอำนาจมากมายที่จะทำลายจิตวิญญาณของตนเอง  พระองค์ตรัสว่า แต่พวกเจ้าไม่ยอมเลย เช่นเดียวกับที่ตรัสว่า   “ท่านไม่ยอมมาหาเรา” พระคริสต์ตรัส “เพื่อท่านจะได้มีชีวิต” (ยอห์น 5:40)




 

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 23
2* เนหะมีย์ 8:4, 8
3* โรม  2:19
4* ลูกา 11:46
5* มัทธิว 5:1-6 (6-18)
6* ลูกา 11:43; 20:46
8* ยากอบ3:1
9* มาลาคี 1:6
11* มัทธิว 20:26-27
12* ลูกา 14:11; 18:14
13* ลูกา 11:52
14* มาระโก 12:40
16* มัทธิว 15:14; 23:24; 5:33-34
17* อพยพ 30:29
19* อพยพ 29:37




21* 1 พงศ์กษัตริย์ 8:13
22* มัทธิว 5:34
23* ลูกา 11:42; 18:12; โฮเชยา 6:6
25* ลูกา 11:39
27* กิจการ 23:3
29* ลูกา 11:47-48
31* กิจการ 7:51-52
32* 1 เธสะโลนิกา 2:16
33* มัทธิว 3:7; 12:34
34* ลูกา 11:49; กิจการ 7:54-60; 22:19; 2 โครินธ์11:24-25
35* วิวรณ์ 18:24; ปฐมกาล4:8; 2 พงศาวดาร 24
;20-21
37* ลูกา 13:34-35 ;2 พงศาวดาร 24:20-21; 36:15-16; เฉลยธรรมบัญญัติ  32:11-12 สดุดี 17:8; 91:4; อิสยาห์ 49:5
39* เยเรมีย์ 22:5; สดุดี 118:26