มัทธิว 17 พระวรกายแท้ของพระเยซู

พระกายมนุษย์เปลี่ยนสู่
พระกายเต็มด้วยพระสิริ
1  หกวันต่อมา พระเยซูทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นน้องชายยากอบขึ้นไปบนภูเขาสูงเพียงลำพัง  2 ขณะที่เขามองไปนั้น พระวรกายของพระเยซูก็เปลี่ยนไป พระพักตร์มีแสงฉายออกมาสว่างสุดใสดั่งดวงอาทิตย์  และฉลองพระองค์ก็ขาวเจิดจ้าดั่งความสว่าง  
3  แล้วโมเสสกับเอลียาห์ก็ปรากฏขึ้น ต่อหน้าพวกเขา ทั้งสองสนทนากับพระเยซู  
4 เปโตรทูลพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า ดีจริง ๆ ที่พวกเราได้มาอยู่ตรงนี้  หากพระองค์ทรงพอพระทัย ข้าพเจ้าจะสร้างพลับพลาขึ้นสามหลัง สำหรับพระองค์หนึ่งหลัง  อีกหลังสำหรับท่านโมเสส และอีกหลังสำหรับท่านเอลียาห์”



5 ขณะที่เปโตรกำลังพูดอยู่นั้น  ก็มีพระสุรเสียงดังขึ้นมาจากเมฆที่ปกคลุมพวกเขา “ผู้นี้ คือลูกชายเรารักมาก และเราพอใจเขามาก จงเชื่อฟังเขาเถิด”
6 เมื่อศิษย์ทั้งสามได้ยินเสียงนั้น พวกเขาก็ตกใจมากถึงกับล้มลงหน้าซบดิน 
7 แต่พระเยซูเสด็จมาหาและแตะต้องพวกเขา ตรัสว่า “ลุกขึ้นเถิด อย่ากลัวไปเลย” 
8  เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้นมา ก็ไม่เห็นใคร พระเยซูทรงอยู่เพียงผู้เดียว 
9 ขณะที่พวกเขากำลังลงมาจากภูเขา พระเยซูทรงกำชับไม่ให้พวกเขาบอกใครเรื่องสิ่งที่เห็น จนกว่า บุตรมนุษย์จะคืนชีพจากความตาย 



10  แล้วพวกศิษย์ทูลถามว่า
“เหตุใดธรรมาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า เอลียาห์ต้องมาก่อนพระเจ้าข้า?”
11 พระเยซูตรัสตอบว่า “พวกเขาพูดถูกแล้ว เอลียาห์ต้องมาก่อน และเขาจะทำให้ทุกสิ่งคืนสู่สภาพที่ควรจะเป็น
12 แต่เราขอบอกพวกเจ้าว่า เอลียาห์ได้มาแล้ว และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นท่าน พวกเขาทำกับท่านตามใจตนเอง  บุตรมนุษย์เองก็จะต้องทนทุกข์เพราะพวกเขาเช่นกัน
13 นั่นเองที่ทำให้ศิษย์ทั้งหลายเข้าใจว่า พระเยซูกำลังตรัสถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมา

พระเยซูทรงรักษาเด็กที่ถูกผีทำร้าย

14 เมื่อพระเยซูกลับมายังฝูงชนอีก มีชายคนหนึ่งมาคุกเข่ากราบลงต่อพระพักตร์
15  ทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอทรงเมตตาต่อลูกชายข้าพเจ้าด้วย เขาเป็นโรคลมชักที่ทรมานเขามาก เพราะเขาตกในกองไฟ และตกน้ำบ่อย ๆ
16 ข้าพเจ้าพาเขามาหาศิษย์ของพระองค์แล้ว แต่พวกเขารักษาลูกชายไม่ได้”
17 พระเยซูตรัสตอบว่า “เจ้าทั้งหลายในยุคที่ขาดความเชื่อและดื้อรั้น เราต้องอดทนต่อพวกเจ้านานเท่าไรกัน? ไป ไปพาลูกชายของเจ้ามาหาเราที่นี่”
18  แล้วพระเยซูทรงบัญชากำราบผีนั้น มันจึงออกมาจากเด็กชาย และเขาก็หายเป็นปกติทันที! 
19 แล้วพวกศิษย์ก็มาหาพระเยซูเมื่อพระองค์ทรงอยู่ลำพัง ทูลถามว่า “เหตุใดพวกเราจึงขับไล่ผีออกไม่ได้พระเจ้าข้า?”

20 “ก็เพราะพวกเจ้านั้น มีความเชื่อน้อยเหลือเกิน เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า หากเจ้ามีความเชื่อแค่ขนาดของเมล็ดมัสตาร์ด เจ้าก็จะสั่งภูเขานี้ว่า  ‘จงออกไปจากที่นี่ไปที่นั่น’  มันก็จะเคลื่อนไป ทุกอย่างจะเป็นไปได้สำหรับเจ้า (หรือไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นไปไม่ได้สำหรับเจ้า)
(21 ผีประเภทนี้ จะออกมาได้ก็ด้วยการอธิษฐานและอดอาหารเท่านั้น)

พระเยซูตรัสเรื่องการสิ้นพระชนม์
22 ขณะที่ศิษย์ของพระเยซูมาถึงกาลิลี พระเยซูตรัสว่า “บุตรมนุษย์จะถูกมอบให้กับมือมนุษย์”
23 พวกเขาจะประหารท่าน และท่านจะคืนชีพในวันที่สาม”  และพวกศิษย์ก็พากันโศกเศร้าเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

เรื่องภาษีพระวิหาร
24 เมื่อพระเยซูกับศิษย์ทั้งหลายมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมแล้ว  คนเก็บภาษีพระวิหารก็มาหาเปโตร ถามว่า “อาจารย์ของท่านไม่เสียภาษีพระวิหารหรือ? (เป็นเงิน 2 ดร๊าคมา จ่ายประจำปี อพยพ 30:13-16)

25 เปโตรตอบว่า “ท่านจ่ายสิ” เมื่อเปโตรเข้าไปในบ้าน แต่ก่อนที่เขาจะกล่าวอะไร พระเยซูตรัสว่า “ซีโมน เจ้าคิดอย่างไรหรือ? กษัตริย์ต้องเก็บภาษีจากใครกัน จากราชบุตรของท่านหรือจากคนอื่น?”

26 เปโตรตอบว่า “คนอื่นสิ พระเจ้าข้า” “นี่ก็หมายความว่า ราชบุตรของท่านรับการยกเว้นสินะ
27 แต่เราไม่ต้องการให้พวกเขาไม่สบายใจ ดังนั้นเจ้าจงไปตกเบ็ดที่ทะเล  จงเปิดปากปลาตัวแรกที่เจ้าจับขึ้นมานั้น เจ้าจะพบเหรียญหนึ่งสตาเต (มีค่าเท่ากับ สี่ดร๊าคมา)  ให้เอาเหรียญนั้นไปจ่ายภาษีพระวิหารสำหรับเจ้าและเรา”

อธิบายเพิ่มเติม

พระกายมนุษย์เปลี่ยนสู่พระกายเต็มด้วยพระสิริ
17:1-3 ภูเขาที่ขึ้นไปคือภูเขาเฮอร์โมน สูง 9400 ฟุตจากระดับน้ำทะเล พระเยซูทรงเลือกศิษย์สามคนคือ เปโตร ยากอบ และยอห์นขึ้นไปบนภูเขาสูงเพื่อให้พวกเขาได้เห็นความจริงบางอย่างที่ไม่คาดคิด
แล้วพระวรกายของพระเยซูก็เปลี่ยนไป เป็นพระเยซูที่มีแสงสว่างจ้าส่องออกมา ฉลองพระองค์ที่เป็นผ้าแบบพวกเขาก็กลับกลายเป็นเสื้อคลุมขาวเจิดจ้ามาก ตอนนั้นทั้งสามก็ตกใจพอสมควร
ที่ทำให้ตกใจขึ้นไปอีกคือ มีโมเสส กับเอลียาห์ยืนสนทนากับพระเยซูด้วย!
ศิษย์สามคนที่ขึ้นไปนั้น ได้เห็นโมเสสกับเอลียาห์ ซึ่งถ้าคิดให้ดีเท่ากับท่านทั้งสองเป็นตัวแทนของบทบัญญัติและผู้เผยพระดำรัสของพระเจ้า เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของท่านทั้งสองชี้มายังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระเมสสิยาห์คือองค์พระเยซูคริสต์อย่างชัดเจน

17:4 อีกแล้วที่เปโตรพูดเหมือนเป็นตัวแทนศิษย์ทุกคน เขากำลังกล่าวถึงพลับพลาในเทศกาลอยู่เพิงไหมนะ? เหมือนกับเขากำลังเอ่ยว่า เขาอยากจะกลับไปในบรรยากาศที่คนอิสราเอลเข้าไปอยู่ในเพิงในเทศกาลนั้น เพื่อระลึกถึงการเดินทางออกมาจากอียิปต์ แต่ในอีกแง่หนึ่ง เขากำลังเทียบพระเยซูเท่ากับผู้รับใช้ทั้งสองของพระเจ้าในอดีต ทั้งที่พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่ามากนัก
17:5 ครั้งนี้ พระเจ้าพระบิดาตรัสทั้งที่เปโตรยังพูดไม่เสร็จดี …​สิ่งสำคัญคือ การเชื่อฟังพระบุตรที่พระองค์ทรงรักมาก … ไม่ต้องมีความคิดอื่น ๆ จำได้ไหม พระบิดาเคยตรัสคำเช่นนี้มาก่อน ย้อนกลับไปดู มัทธิว 3:17; อิสยาห์ 42:1 ก็มีข้อความคล้ายคลึงกัน
พระเจ้าตรัสให้เชื่อฟังพระเยซู ตามหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 18:15 .. ท่านต้องรับฟังเขา


17:9 ขณะที่กำลังตกใจกลัวมาก ๆ พระเยซูตรัสห้ามไม่ให้พวกเขาบอกใครก่อนที่พระองค์จะเป็นขึ้นมาจากความตาย เหตุการณ์นี้ต้องเปลี่ยนความคิดของศิษย์ทั้งสามไปไม่น้อย
พวกเขาคงไม่เข้าใจการตรัสถึงการคืนพระชนม์ แม้พระองค์จะทรงบอกเขาก่อนมาล่วงหน้าหลายครั้งแล้วก็ตาม

17:10-13 แล้วก็เกิดความสงสัยขึ้นมา พวกเขาเห็นเอลียาห์กับโมเสส พูดคุยกับพระเยซูราวกับรู้จักกันมาก่อน ทำให้คิดถึงหนังสือมาลาคี 4:5-6 ที่กล่าวว่า เอลียาห์จะมาก่อนวันของพระเจ้า ซึ่งเหล่าธรรมาจารย์ก็คิดเช่นนั้น
พระเยซูทรงตอบชัดเจนว่า เอลียาห์ที่มาเตรียมทางให้นั้นมาแล้ว แต่เหล่าธรรมาจารย์ก็ไม่ได้รู้ว่า ท่านคือเอลียาห์ และทุกคนก็ข่มเหงยอห์นโดยไม่รู้ตัว ทำให้ศิษย์เข้าใจทันทีว่า เอลียาห์ที่มานั้น ก็คือ ยอห์นผู้ให้บัพติศมานั่นเอง

พระเยซูทรงรักษาเด็กที่ถูกผีทำร้าย
17:14- 16 หลังจากนั้น พระเยซูทรงกลับมาหาฝูงชน ปรากฏว่า มีคุณพ่อคนหนึ่งมาขอให้พระเยซูช่วยลูกที่เป็นลมชัก ตกในกองไฟ ตกน้ำเป็นประจำ พอเห็นอาการดังนี้ ก็รู้ได้ว่า เด็กถูกมารทำร้าย
เราจะเห็นจากบทก่อนหน้านี้ ศิษย์ของพระเยซูมีทั้งความเชื่อ และความสงสัยสลับกันไป ยังมีความไม่เข้าใจในหลาย ๆ เรื่อง หากเป็นเรา ตามพระเยซูไปเหมือนพวกเขา ก็คงยังไม่กระจ่างแจ้งเช่นกัน

17:17-18 พระเยซูตรัสว่า พวกเขาขาดความเชื่อ (ทรงกล่าวเช่นกันในมัทธิว 15:33, 8:26, 14:31,16:8, 17:20) จากคำตรัสของพระองค์ เราคิดออกไหมว่า อารมณ์ของพระองค์ตอนนั้นเป็นอย่างไร อำนาจของพระเจ้ามีอยู่แล้ว แต่การที่คนของพระองค์ไม่พร้อมที่จะใช้อำนาจนั้น ไม่เชื่อ ไม่เข้าใจ คนที่ถูกผีรังควาญ ก็จะไม่หลุดจากการรังควาญ
เมื่อเด็กคนนั้นมาถึงพระเยซู พระองค์ทรงบัญชากำราบผี มันก็ออกมาจากเขาทันที แค่พระองค์ตรัสกำราบมันก็ไปแล้ว

17:19-21 อย่าลืมว่า ครั้งที่พระเยซูทรงส่งพวกเขาออกไปเป็นคู่ ในมัทธิว 10:6-8 พวกเขาได้ทำการไล่ผีออกจากคนที่ถูกทรมาน พวกเขามีความเชื่อในเวลานั้น แต่ความสำเร็จครั้งนั้นไม่ได้ประกันว่า ครั้งต่อไปจะสำเร็จ
พระเยซูทรงบอกเหตุผลให้รู้คือ พวกเขาขาดความเชื่อ และในข้อ 21 บอกด้วยว่า ผีแบบนี้จะออกได้ด้วยการอธิษฐานและอดอาหารเท่านั้น ซึ่งทำให้เราประเมินได้ว่า ชีวิตจะต้องใกล้ชิดพระเจ้าเสมอ เพราะหน้างานที่เจอกับคนที่มีผีสิง จะมัวมาอธิษฐานอดอาหารก็ไม่ได้ แต่ต้องมีชีวิตประจำวันที่ใกล้ชิดกับพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์เหนือมารเหล่านี้

หันกลับมาข้อ 20 ความเชื่อที่พวกเขาต้องมีคือการยอมต่อพระเจ้า ความเชื่อเล็กน้อยแค่เมล็ดมัสตาร์ดซึ่งเล็กมาก ก็เท่ากับว่า มีความเชื่อในพระเจ้าแล้ว ที่พระเยซูตรัสถึงการสั่งภูเขาให้เคลื่อนไปนั้น บางท่านอาจคิดว่าต้องเป็นการอัศจรรย์ที่ได้เดี๋ยวนั้น แต่ในชีวิตจริง ความเชื่อบางกรณีอาจได้ทันที และบางเรื่องอาจใช้เวลาในการอธิษฐาน จนกระทั่งพระเจ้าให้สำเร็จได้ เวลาในการอยู่กับพระเจ้า และเข้าเฝ้านั้นจะทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้ โดยที่สิ่งเหล่านั้นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่แล้ว .. (1 ยอห์น 5:14)
เราเห็นผู้รับใช้ที่ใกล้ชิดพระเจ้าในปัจจุบันไล่ผีออกได้จริง แต่คน ๆ นั้นเขามีความใกล้ชิดกับพระเจ้าทุกวัน ต่อเนื่อง ผลที่ได้คือความเชื่อที่ช่วยให้คนพ้นจากอำนาจมาร
ภูเขาที่พระเยซูตรัสถึงนั้นคืออุปสรรคทั้งหลายที่ขัดขวางน้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิตเรา เราอธิษฐานให้ คนในครอบครัวหรือเพื่อนที่หัวรั้นมารู้จักพระเจ้าเราอาจใช้เวลาหลายปีก็ได้ แต่ภูเขาแห่งความดื้อด้าน ท้าทายพระเจ้านั้นจะเคลื่อนออกไปแน่

เรื่องภาษีพระวิหาร
ผู้ชายอายุ 20 ปีขึ้นไป จะเสียภาษีพระวิหารปีละ สองดร๊าคมา (เท่ากับค่าจ้างรายวันสองวัน) เพื่อช่วยดูแล บำรุงพระวิหาร (อพยพ 30:13-14) แต่ถ้าคิดตามความจริงแล้ว พระบิดาทรงเป็นเจ้าของพระวิหาร พระองค์ย่อมไม่เก็บภาษีจากพระบุตร แต่เพื่อให้ไม่มีปัญหา พระเยซูทรงให้เปโตรไปหาเงินด้วยการตกเบ็ด แล้วจะได้เงินจากปากปลาสี่ดร๊าคมา เพื่อจ่ายเป็นภาษีของพระองค์เและเปโตร
ตรงนี้ดูเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ในโลกปัจจุบัน คนที่เรียกร้องสิทธิ์ หรือเอาสิทธิของคนอื่นมาทำประโยชน์เพื่อตนเองมีดาษดื่น พระเยซูทรงทำให้เราเห็นว่า พระองค์ทรงยอมเสียสิทธิ์ของพระองค์ทั้งเรื่องเล็ก ไม่ให้ผู้คนครหา ไม่ให้เกิดเรื่อง และเรื่องใหญ่ ๆ ที่ทรงยอมเสียสิทธิ์ของพระองค์ในฐานะบุตรมนุษย์ที่ไม่เคยทำบาป แต่กลับไปรับโทษบาปของทุกคนบนไม้กางเขน
พระคำตอนนี้ทำให้เราเห็นพระนิสัยอันอ่อนโยนของพระองค์ในอีกแง่อย่างไม่คาดฝัน ส่วนเรื่องปลานั้นก็เป็นเรื่องการอัศจรรย์ที่ไม่ได้ใหญ่โต แต่ชัดเจนว่า พระองค์ทรงสั่งได้ทุกอย่างในโลกนี้!

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 17
1*มาระโก 9:2-8
2* 2 เปโตร 1:17; มาระโก 1:11; มัทธิว 3:17; 12:18;
เฉลยธรรมบัญญัติ  18:15, 19
6* 2 เปโตร 1:18
7* ดาเนียล 8:18
10* มาลาคี 4:5
11* มาลาคี 4:6
12* มาระโก 9:12-13;มัทธิว 14:3, 10; 16:21




13* มัทธิว 11:14
14* มาระโก 9:14-28
17* ฟีลิปปี 2:15
18* ลูกา 4:41
20* ลูกา 17:6
22* มาระโก 8:31
23* มาระโก 15:37; กิจการ 10:40; ยอห์น 16:6; 19:30
24* มาระโก 9:33
25* อิสยาห์

มัทธิว 16 แบกกางเขน ตามเรามา!

ขอหมายสำคัญ

1  พวกฟาริสีและสะดูสีมาหาพระเยซู เพราะต้องการทดสอบเพื่อกับดักพระองค์ พวกเขาขอให้พระองค์แสดงหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ (จากพระเจ้า) 
2 พระเยซูตรัสตอบว่า “ในเวลาเย็นพวกเจ้าพูดว่า ‘อากาศจะปลอดโปร่งเพราะฟ้าเป็นสีแดง’
3 และเวลาเช้าก็ว่า ‘วันนี้จะมีพายุ เพราะฟ้าเป็นสีแดงครึ้มฟ้าครึ้มฝน’ พวกเจ้าสามารถบอกได้ว่าอากาศจะเป็นอย่างไรแค่ดูสภาพของท้องฟ้า  และยังรู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่สำหรับหมายสำคัญที่เราทำนั้น พวกเจ้ากลับแปลความหมายไม่ออก

4 คนในยุคที่ชั่วร้ายและทรยศต่อพระเจ้า ตามหา ขอหมายสำคัญ  แต่จะไม่ได้รับหมายสำคัญใด ๆ นอกจากหมายสำคัญของโยนาห์” แล้วพระเยซูก็ทรงจากพวกเขาไป 

 ระวังเชื้อคำสอนของฟาริสีและสะดูสี
5 เหล่าศิษย์ของพระเยซูลงเรือข้ามไปอีกฟาก และพบว่า พวกเขาลืมเอาขนมปังมาด้วย
6 พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “พวกเจ้า จงระวังเชื้อของฟวกฟาริสีและสะดูสีด้วย”
7 พวกเขาก็คุยกันว่า ที่พระองค์ตรัสนั้นเป็นเพราะ”พวกเราลืมเอาขนมปังมา”
8 พระเยซูทรงทราบว่า เขาพูดอะไรกัน ทรงถามว่า
“เหตุใดเจ้าจึงพูดกันเรื่องไม่มีขนมปัง พวกเจ้านี่ช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง

9 เจ้ายังไม่เข้าใจหรือ? จำไม่ได้หรือว่า ตอนที่เลี้ยงห้าพันคนนั้น เก็บขนมปังที่เหลือได้เต็มกี่ตะกร้า?
10 หรือตอนที่เลี้ยงคนสี่พันคน พวกเจ้าเก็บขนมปังเหลือได้กี่ตะกร้าใหญ่?
11  เจ้าไม่เข้าใจเลยหรือว่า เราไม่ได้พูดกับเจ้าเรื่องตัวขนมปัง? แต่เรากำลังบอกให้เจ้าระวังเชื้อของพวกฟาริสีและสะดูสี”

12  แล้วพวกเขาจึงเข้าใจว่า พระองค์ไม่ได้กล่าวถึงการต้องระวังเชื้อขนมแต่ให้ระวังคำสอนของพวกฟาริสีและสะดูสี

เปโตรรับว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)
 13  เมื่อพระเยซูทรงเข้ามาถึงเขตซีซาริยาฟิลิปปี ​พระองค์ตรัสถามพวกศิษย์ว่า “ประชาชนเขากล่าวกันว่า บุตรมนุษย์เป็นใคร?”
14 พวกเขาตอบว่า “บางคนว่า ท่านเป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมา บางคนว่า ท่านเป็นเอลียาห์ และยังมีคนที่ว่าท่านเป็นเยเรมีย์ หรือ ผู้เผยพระดำรัสคนใดคนหนึ่งขอรับ”
15 แล้วพระเยซูตรัสถามเข้าว่า “แต่เจ้าล่ะ ว่าเราเป็นใคร?”
16 ซีโมน เปโตรตอบว่า “พระองค์ท่านคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ขอร้บ”
 
17  พระเยซูตรัสตอบว่า “ซีโมน ลูกชายโยนาห์เอ๋ย
เจ้าเป็นสุขจริง  เพราะไม่มีมนุษย์คนใดบอกเรื่องนี้แก่เจ้า  แต่เป็นพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ทรงเปิดเผยให้ทราบว่า เราเป็นใคร

18  เราขอบอกเจ้าว่า เจ้าคือเปโตร (กรีกว่า เพทรอส หมายถึงหิน) บนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราขึ้น และประตูแห่งแดนตายไม่อาจจะเอาชนะคริสตจักรนี้ได้ 

19 เราจะมอบกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ให้แก่เจ้า  เจ้าผูกมัดสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกผูกมัดในแผ่นดินสวรรค์  ท่านอนุญาตสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกอนุญาตในแผ่นดินสวรรค์” 
20 แล้วพระเยซูทรงเตือนกำชับพวกเขาไม่ให้บอกใคร ๆ ว่า พระองค์คือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)

พระเยซูทรงแจ้งว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์
21 จากนั้นเป็นต้นมา พระเยซูก็ทรงเริ่มทำให้ศิษย์เข้าใจชัดว่า พระองค์จะต้องเสด็จไปยังนครเยรูซาเล็ม 
ณ ที่นั้น พระองค์จะต้องทนทุกข์หลายอย่างจากพวกผู้ใหญ่ยิว  มหาปุโรหิต และธรรมาจารย์  จะทรงถูกประหาร และจากนั้นคืนชีพจากความตายในวันที่สาม
22 เปโตรเลี่ยงเอาพระองค์ออกไป และทูลติพระองค์ว่า “ขอพระเจ้าทรงห้ามไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับพระองค์นะขอรับ สิ่งเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นกับพระองค์” 

23 พระเยซูทรงหันมาตรัสกับเปโตรว่า “จงถอยออกไป เจ้าซาตาน! เจ้าคือหินสะดุด เพราะเจ้าไม่ได้คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์!”

รับกางเขนของตนเอง
24 แล้วพระเยซูตรัสกับพวกศิษย์ว่า “ใครก็ตามที่ต้องการตามเรามา  เขาต้องล้มเลิกสิ่งที่ตนเองต้องการ (คือปฏิเสธตัวเอง)  เขาต้องเต็มใจที่จะรับกางเขนของตน แบก และตามเรามา
25 คนที่ต้องการเอาชีวิตของตนรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต  แต่คนใดที่ยอมเสียชีวิตของตนเพื่อเห็นแก่เรา ก็จะรักษาชีวิตนั้นไว้ได้
26 เป็นการเสียเปล่าที่จะได้ทั้งโลกมาเป็นของตน แต่กลับเสียจิตวิญญาณของตนไป ใครคนหนึ่งจะเอาสิ่งใดมาแลกจิตวิญญาณของตนเอง(คืนไป)ได้เล่า?


27 ด้วยว่า บุตรมนุษย์จะเสด็จมาอีกด้วยพระเกียรติยิ่งใหญ่ของพระบิดา  พร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์  เวลานั้น พระองค์จะทรงให้รางวัลแก่ทุกคนตามการกระทำของเขา
28 เราขอบอกความจริงแก่เจ้าว่า บางคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ จะยังไม่ตายจนกว่าเขา ได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาพร้อมกับแผ่นดินของพระองค์” (ดาเนียล 17:1-8)

ขอหมายสำคัญ
16:1-4
เหล่าฟาริสีกับสะดูสี เป็นธรรมาจารย์ที่อยู่กันคนละสำนัก มีความเชื่อแตกต่างกัน แต่ร่วมมือกันเพื่อจะจับผิดพระเยซู จึงมาขอให้พระองค์ทรงทำหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ซึ่งน่าจะเป็นการอัศจรรย์อย่างเอลียาห์  หรือโมเสส แต่พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์ หมายสำคัญมากมายอยู่แล้ว พวกเขาไม่สนใจ การอัศจรรย์เหล่านั้น แต่ต้องการอัศจรรย์แบบที่เขาวางกับดักเอาไว้ 
พระเยซูทรงรู้ใจพวกเขาดี  ทรงบอกพวกเขาตรง ๆ ว่าพวกเขาชั่วร้าย ต่อต้านพระเจ้า  แต่พระองค์จะไม่ทรงให้หมายสำคัญแก่เขาเลย  ไม่ทำการอัศจรรย์ใด ๆ ทั้งสิ้นตามที่พวกเขาขอ  หมายสำคัญของโยนาห์ที่พระองค์จะทรงให้คือ การคืนพระชนม์นั่นเอง และพวกเขาก็ต้องรอ แล้วพระองค์ก็ไม่ทรงสนทนาต่อความ หรือแก้ความเข้าใจผิด แต่ดำเนินออกจากพวกเขา เหมือนอย่างที่ทรงทำใน 12:15; 14:13; 15:21 

ระวังเชื้อคำสอนของฟาริสีและสะดูสี
16:5-10  เมื่อก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงอยู่ที่แคว้น มักดาลา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบกาลิลี ดังนั้น คำว่าอีกฟากในที่นี้ หมายถึง ด้านตะวันออก เป็นพื้นที่ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ

16:11-12  เมื่อพระคัมภีร์กล่าวถึงเชื้อ ก็มีความหมายถึงสิ่งไม่ดี ดังนั้น เชื้อของฟาริสีและสะดูสี ก็คือ ความเกลียดชัง  หน้าซื่อใจคด  ยึดถือกฎบัญญัติอย่างเคร่งครัด   ความดื้อด้านฝ่ายวิญญาณ  ฉวยโอกาสเพื่ออำนาจทางการเมือง  ที่พระเยซูทรงเตือนพวกศิษย์ก็เพราะพวกเขาท้าทายขอหมายสำคัญที่ไม่ได้จำเป็น แต่เป็นเพียงเพื่อต้องการจับผิดพระเยซูเท่านั้น
พระเยซูไม่ทรงอธิบายซ้ำ แต่ทรงย้ำให้พวกศิษย์ได้คิดเรื่องเชื้อเลวร้ายนี้ด้วยตัวเอง และในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจว่า ที่ทรงกล่าวถึงเชื้อนั้นคือ คำสอน วิถีชีวิต การควบคุมผู้คนด้วยกฎต่าง ๆ ของพวกฟาริสี และสะดูสีนั่นเอง   



เปโตรรับว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)
16:13-14  เขตซีซาริยา ฟีลิปปี ผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เป็นพื้นที่ทางเหนือของทะเลสาปกาลิลี  ผู้ที่สร้างชุมชนนี้ คือเฮโรด ฟิลิป ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่พยายามฆ่าพระเยซูตอนที่ยังเป็นทารกอยู่  พื้นที่แถบนี้ เป็นทางราบลงมาจากภูเขาเฮอร์โมน  คนสมัยก่อนหน้านั้น จะเข้าไปกราบนมัสการเทวรูปต่าง ๆ  ทำให้มีกองหิน วางอยู่เป็นระเบียบเพื่อทำพิธีของพวกเขา  ทำให้พระเยซูทรงใช้คำว่า ศิลา เมื่อตรัสถึงการสร้างคริสตจักรของพระองค์  
แล้วพระเยซูทรงถามศิษย์ของพระองค์ว่า พวกเขาคิดว่า พระองค์คือใคร  แทนที่จะตอบตรง ๆ กลับบอกพระองค์ว่า คนนั้นคิดอย่างนั้น คนนี้คิดอย่างนี้  

16:15-17 พระองค์ทรงถามศิษย์ทุกคน มีคนเดียวตอบถูกคือเปโตร เขาบอกว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ซึ่งหมายถึงพระองค์ที่พระเจ้าทรงเจิมให้มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด 

พวกเขามีความเห็นที่เกิดจากความเข้าใจมากขึ้นจากประสบการณ์ที่อยู่กับพระเยซู จำได้ไหม พวกเขาถูกเรียกว่า คนมีความเชื่อน้อย (ข้อ 8  ) และ พระเยซูทรงตำหนิพวกเขา เนื่องจากความที่ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ (16:21-23)  

ใน 14:33 พวกศิษย์กล่าวกันว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง ๆ (เป็นความเข้าใจประกอบด้วยความเกรงกลัว)
16:17 เปโตรว่า พระองค์ท่านคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์”  (เป็นความเข้าใจประกอบด้วยความมั่นใจ)  และแล้ว ในที่สุดพระเยซูทรงเปิดเผยว่า พระบิดาเป็นผู้ทรงบอกความจริงนี้แก่เปโตร


16:18 
คริสตจักรในที่นี้ พระเยซูทรงหมายถึง ผู้ที่ถูกเรียกออกมา  เป็นชุมชนผู้ติดตามพระคริสต์ ที่ได้รับการไถ่โดยพระเยซูคริสต์  พวกเขาเป็นชุมชนแห่ง พันธสัญญาใหม่ของพระเยซูคริสต์ (26:28)    ตอนนี้ยังไม่มีคริสตจักร แต่พระเยซูทรงสัญญาจะสร้างขึ้นมา พวกศิษย์ยังไม่เข้าใจว่า คริสตจักรนี้จะเป็นชุมชนที่คนยิวหรือคนต่างชาติมีความเท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้า ไม่มีอคติของเชื้อชาติอีกต่อไป และคนที่อยู่ในชุมชนนี้คือคนที่เชื่อในพระบุตรของพระเจ้าเชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ความตายจะไม่ชนะพวกเขา เพราะพวกเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์จากพระเยซู  

16:19-20
พระเยซูทรงมอบกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ให้แก่คนที่ทรงเรียกออกมาเป็นคนของพระองค์ เป็นชุมชนของพระองค์ที่จะขยายอาณาจักรของพระองค์บนโลก 
ผู้คนเหล่านี้ เป็นผู้รับใช้ที่พระองค์ทรงไว้ใจให้ถือกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ เขามีสิทธิจะปิด หรือเปิดประตูของอาณาจักรนี้
ศิษย์ของพระองค์ทุกคน ได้รับคำสั่งให้ออกไปประกาศพระนามทั่วแผ่นดิน  ให้มนุษย์ได้รับรู้ว่า โดยการรับด้วยปาก เชื่อด้วยใจในพระเยซูเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์
เมื่อศิษย์ของพระองค์ประกาศผูกมัด หรือปลดปล่อยสิ่งใดในพระนามพระเยซูคริสต์ สิ่งนั้นจะถูกผูกมัดหรือปลดปล่อยในสวรรค์เช่นกัน   ณ ที่นี้ พระเยซูกำลังประทานทั้งความรับผิดชอบ หน้าที่ สิทธิอำนาจ และฤทธิ์ทำการอัศจรรย์เพื่อขยาย และทำให้อาณาจักรของพระองค์เติบโต
16:20  ที่พระองค์ทรงห้ามไม่ให้พวกเขาไปบอกใคร ๆ ว่า พระองค์คือพระคริสต์เป็นเพราะยังไม่ถึงเวลา  ใครจะคิดอย่างไรก็ไม่สำคัญ เวลาของพระองค์ยังไม่ใช่ตอนนี้ 

พระเยซูทรงแจ้งว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์
16:21พระเยซูทรงเตือนศิษย์ให้รู้ว่า พระองค์จะทรงไปเยรูซาเล็ม และจะต้องเผชิญกับศัตรูร้ายคือ ยิว ปุโรหิต ธรรมาจารย์
สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือจะทรงถูกประหารและคืนชีพในวันที่สาม  แต่ดูเหมือนเปโตรไม่ได้ยินคำว่า จะทรงคืนชีพ จึงห้ามพระองค์ว่า สิ่งร้าย ๆ นี้จะไม่เกิดกับพระองค์  ยิ่งรู้ว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรพระเจ้า เขายิ่งไม่ต้องการให้พระองค์ถูกประหาร  ส่วนพระเยซูเองทรงรู้แน่ว่า การสิ้นพระชนม์นั้นเพื่อลบบาปของมนุษย์ และพระองค์จะไม่ต่อต้านแผนการของพระเจ้าในเรื่องนี้ (อ่านยอห์น 12:32-34; 23-28 ทรงกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ที่จะทำให้ทุกคนมาหาพระองค์ และการที่ทรงเป็นดั่งเมล็ดที่ต้องเน่าเปื่อยเพื่อจะเกิดผลงดงาม)

16:22-23
แต่เปโตรรับเรื่องนี้ไม่ได้ กลับติเตียนพระองค์ (ภาษากรีกว่า epitimaō ซึ่งหมายถึงการติว่าอย่างรุนแรง)  พระองค์ทรงหันมาและกล่าวว่าเขาเป็นซาตาน เป็นหินสะดุดที่ไม่คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์  
เปโตรกลายเป็นอุปสรรคของพระเยซู ไม่ช่วยแต่ยังขวาง เมื่อสักครู่เขายังตอบได้ชัดด้วยการเปิดเผยของพระเจ้าว่า พระเยซูคือผู้ใด  แต่ตอนนี้เขากลับคิดแบบคน ไม่คิดอย่างพระเจ้า  เห็นตัวอย่างนี้ ทำให้เรารู้ว่า เราต้องระวังในความคิด การกระทำ คำพูดเสมอ   เพราะเราอาจจะเดี๋ยวอยู่ฝ่ายพระเจ้า เดี๋ยวอยู่ฝ่ายตัวเอง พลิกไปพลิกมาได้ 

รับกางเขนของตนเอง
16:24-26 หลังจากที่พระเยซูตรัสว่า จะทรงสิ้นพระชนม์  ซึ่งเป้าหมายของพระบิดาและพระองค์คือเพื่อโลกจะไม่พินาศ พระองค์ ก็ทรงแจ้งให้ศิษย์ทราบว่า  จะตามพระองค์มาก็ต้องรับกางเขนของตน แบก และตามพระองค์ (ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์กำลังจะทรงทำ) 
เห็นไหม พระเยซูทรงทำเป็นตัวอย่างให้เห็นชัดเจน   การปฏิเสธตัวเองตรงนี้คือ การยอมให้กับพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตเรา 
การแบกกางเขนในโลกโบราณนั้น รวมไปถึงการถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม ความอับอาย  ทุกคนที่ได้ยินพระเยซูตรัส ก็ไม่มีใครอยากที่จะต้องพบกับประสบการณ์เช่นนั้น  การปฏิเสธตัวเองเป็นวินัยของคนที่ต้องต่อสู้ในสงครามอย่างทหาร แต่หากรวมไปถึงความตาย มันก็น่ากลัวขึ้นอีกระดับเลย
คนที่จะติดตามพระเยซูจึงต้องยอมต่อพระองค์ทุกอย่างเพื่อจะตามพระองค์ได้จริง…

16:27-28
แล้วพระเยซูทรงสัญญาว่า จะเสด็จกลับมาด้วยสง่าราศียิ่งใหญ่ของพระบิดา (มัทธิว 26:64 พระองค์ตรัสในบ้านของมหาปุโรหิต ; ยอห์น 17:1-5 ทรงอธิษฐานก่อนถูกจับกุม) และประทานรางวัลแก่ทุกคน ตามการกระทำ 

16:28 มีหลายคนให้ความเห็นว่า  คนที่ได้เห็นพระเยซูเสด็จมาพร้อมกับแผ่นดินของพระองค์ คือสามคนที่ได้เห็นพระองค์จำแลงพระกายในบทต่อไป  แต่ก็ยังมีความเห็นอื่น ๆ ที่ยังไม่ลงตัว บางคนถึงกับคิดว่า ท่านยอห์นเป็นคนที่ยังอยู่ในโลกจนทุกวันนี้ แต่เราไม่ทราบว่าท่านอยู่ที่ไหน …
เรื่องบางอย่างในพระคัมภีร์ก็ยังเป็นความลึกลับที่เราสรุปไม่ได้

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 16
1* มาระโก 8:11
4* มัทธิว 12:39
5* มาระโก 8:14
6* ลูกา 12:1
9* มัทธิว 14:15-21
10* มัทธิว 15:32-38
13* ลูกา 9:18


14* มัทธิว 1:42; 21:11
15* ยอห์น 6:67
16* กิจการ 8:37; 9:20
17* เอเฟซัส 2:8; กาลาเทีย 1:16
18* ยอห์น 1:42; กิจการ 2:41, 47; เอเฟซัส 2:20; อิสยาห์ 38:10
19* มัทธิว 18:18
20* ลูกา 9:21

21* ลูกา 9:22; 18:31; 24:46;
กิจการ 10:40; 1โครินธ์ 15:4
23* มัทธิว 4:10; โรม  8:7
24* 2 ทิโมธี 3:12; 1 เปโตร 2:21
25* ยอห์น 12:25
26* ลูกา 12:20-21; สดุดี 49:7-8
27* มาระโก 8:38; ดาเนียล 7:10; โรม 2:6
28* ลูกา 9:27

โรม 16 ฝากความคิดถึง

โรม 16:1-2 
ข้าขอแนะนำน้องสาวของเราคือ เฟบี เธอเป็นผู้ดูแลจัดการงานในคริสตจักรเมืองเคนเครีย ขอให้ท่านได้ต้อนรับเธอไว้ในฐานะที่เป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้าตามที่วิสุทธิชนของพระเจ้าควรได้รับ ขอให้ท่านช่วยเหลือเธอในสิ่งที่จำเป็นเพราะเธอได้ช่วยคนมากมายรวมทั้งตัวข้า

โรม 16:3-4
ขอฝากความคิดถึงมายังปริสคาและอาควิลลา ผู้ทำงานร่วมกับข้าในองค์พระเยซูคริสต์  ทั้งสองได้เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยชีวิตข้า ข้ารู้สึกขอบคุณทั้งสองมากไม่ใช่แค่ข้าเท่านั้น แต่รวมถึงคริสตจักรต่างชาติก็ขอบคุณเขาเช่นกัน

โรม 16:5-6
ขอฝากความคิดถึงไปยังคริสตจักรที่ประชุมกันในบ้านของเขาด้วย ฝากคิดถึงเพื่อนรักคือ เอเปนทัสซึ่งเป็นคนแรกในเอเชียที่รับเชื่อพระคริสต์  ขอฝากความคิดถึงมายังมารีย์
ผู้ที่ทำงานหนักเพื่อท่าน

โรม 16:7-8
ฝากความคิดถึงมายังอันโดรนิคัสและยูเนีย เพื่อนยิวของข้าซึ่งเคยถูกจำจองด้วยกัน พวกเขาเป็นที่รู้จักดีในหมู่อัครทูต  และเป็นผู้เชื่อมาก่อนข้า ขอฝากความคิดถึงมายังอัมพลีอาทัส
เพื่อนที่รักในองค์พระผู้เป็นเจ้า

โรม 16:9-10
ฝากความคิดถึงมายังอูรบานัส ผู้ทำงานเพื่อพระคริสต์ร่วมกับเรา และฝากความคิดถึงมายังเพื่อนรักคือ สทาคิส ฝากความคิดถึงมายังอาเปลเลสผู้ที่ได้รับการทดสอบและพิสูจน์ตนว่า เขารักพระคริสต์อย่างแท้จริง ฝากความคิดถึงมายังทุกคนในครอบครัวของอาริสโทบูลัส

โรม 16:11-12
ขอฝากความคิดถึงมายังเพื่อนชาวยิวของข้าคือเฮโรดิอิน  และฝากทักทายมายังครอบครัวของนาซิลสัสซึ่งอยู่ในองค์พระผู้เป็นเจ้า ขอฝากความคิดถึงมายังตรีเฟนา และตรีโฟสาเพื่อนร่วมงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า  ขอฝากความคิดถึงมายังเปอร์ซิสเพื่อนรัก ผู้ที่ทำงานรับใช้พระเจ้าอย่างบากบั่น

โรม 16:13-14
ฝากความคิดถึงมายังรูฟัส ซึ่งเป็นคนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือก  และคุณแม่ของเขาซึ่งเป็นเหมือนแม่ของข้าด้วย 
ขอฝากความคิดถึงมายัง อาสินครีทัส ฟเลโกน เฮอร์เมส
ปัทโทรบาสเฮอร์มาสและพี่น้องชายหญิงที่อยู่ด้วยกัน

โรม 16:15-16
ขอฝากความคิดถึงมายังฟีโลโลกัสและยูเลีย เนเรอัสกับน้องสาวของเขา และโอลิมปัสกับเหล่าพี่น้องชายหญิงผู้เชื่อที่อยู่กับเขา จงทักทายกันด้วยการจูบแก้มอย่างบริสุทธิ์ คริสตจักรทุกแห่งของพระคริสต์ฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลายด้วย 

โรม 16:17
พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ข้าขอให้ท่านระมัดระวังคนที่พยายามก่อให้เกิดการแตกแยก และคนที่ทำให้พี่น้องหลงไปจากความเชื่อ พวกเขาต่อต้านคำสอนแท้จริงที่ท่านได้เรียนรู้มา ดังนั้นขออยู่
ห่างจากพวกเขา

โรม 16:18
เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้รับใช้พระคริสต์เจ้าของเรา แต่ทำสิ่งที่ตนเองพอใจเพื่อปากท้องตนเองเท่านั้น  พวกเขาใช้คำหวานและคำประจบประแจงเพื่อหลอกล่อคนอ่อนต่อโลก

โรม 16:19
ผู้เชื่อทั้งหลายได้ยินมาว่าท่านเชื่อฟังเป็นอย่างดี 
และข้าเองก็ยินดีเพราะพวกท่านแต่ข้าอยากให้ท่านเป็นคนฉลาดทำดีและไร้ตำหนิจากสิ่งที่ชั่วร้าย

โรม 16:20 
พระเจ้าผู้ทรงนำสันติสุขมาจะทรงปราบซาตานโดย
ขยี้มันให้อยู่ใต้เท้าของท่าน! 
ขอพระคุณของพระเยซูคริสต์เจ้าของเราอยู่กับท่านเถิด

โรม 16:21-22
ทิโมธี ผู้ร่วมงานของข้า ส่งความคิดถึงมาด้วย รวมทั้งลูสิอัส ยาโสน และโสสิปาเทอร์ซึ่งเป็นเพื่อนชาวยิวของข้าก็ฝากความคิดถึงมาเช่นกัน ข้าเทร์ทิอัส ผู้เขียนจดหมายตามคำบอกของท่านเปาโล ขอฝากความคิดถึงมายังท่านทั้งหลายในองค์พระผู้เป็นเจ้า

โรม 16:23-24
กายอัส ได้ให้ข้าพเจ้าและทั้งคริสตจักรใช้บ้านของเขาประชุม เขาก็ส่งความคิดถึงมายังท่าน รวมทั้งเอรัสทัส เจ้าหน้าที่คลังของเมือง และควาร์ทัส พี่น้องของเราฝากความคิดถึงมายังท่านด้วย(ขอพระคุณแห่งพระเยซูคริสต์เจ้าทรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด อาเมน)

โรม 16:25 
แด่พระเจ้าผู้ทรงสามารถทำให้ท่านมีความเชื่อเข้มแข็งในข่าวประเสริฐของข้า และเรื่องพระเยซูคริสต์ที่ได้ประกาศออกไป เป็นการเปิดเผยความลี้ลับที่ถูกปิดบังมานานตั้งแต่ก่อนโลกเริ่มต้น


โรม 16:26
แต่มาบัดนี้ได้เปิดเผยแก่ชาติต่าง ๆทั้งสิ้นผ่านคำเขียนของผู้เผยพระดำรัสตามพระบัญชาของพระเจ้าองค์นิรันดร์ เพื่อคนทุกชาติจะได้เชื่อและปฏิบัติตามพระคำของพระองค์

โรม 16:27
ขอถวายพระเกียรตินิรันดร์ แด่องค์
พระเจ้าผู้ทรงปัญญาแต่เพียงผู้เดียว
ผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์! อาเมน

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 16:1-2 
จดหมายของท่านเปาโลจบอย่างงดงามในบทสุดท้ายนี้ แม้จะมีความเห็นว่าเป็นจดหมายอีกฉบับ แต่เราได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของท่านเปาโลกับพี่น้องชายหญิงที่ร่วมกันรับใช้พระเจ้า คนแรกที่ท่านกล่าวถึงคือเฟบี ซึ่งชื่อของเธอนั้นทำให้รู้ว่าเธอน่าจะเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาเชื่อพระเจ้า  ท่านเปาโลแจ้งให้พี่น้องทราบว่าเธอเป็นคนที่ช่วยเหลือคนอื่น และดูแลพี่น้อง ดังนั้น พี่น้องในคริสตจักรโรมควรต้อนรับ ดูแลเธอให้สมเกียรติ

โรม 16:3-4
ปริสคาและอาควิลลา เป็นคู่สามีภรรยาที่ทำงานร่วมกับท่านเปาโลในการดูแลพี่น้องคริสเตียน โดยที่ท่านพบทั้งสองในเมืองโครินธ์ และท่านพาทั้งคู่ไปยังเมืองเอเฟซัส และรับใช้ที่นั่น มีการเดินทางกลับไปโรม ซึ่งเป็นบ้านเดิมของทั้งสอง และต่อมาก็กลับมายังเอเฟซัสอีก   ปริสคาและอาควิลลาเป็นคนที่ซื่อสัตย์ในการรับใช้เป็นที่พึ่งของคนจำนวนมาก  ท่านเปาโลแจ้งให้ทุกคนรู้ว่าทั้งสองเสี่ยงชีวิตเพื่อท่านมาก่อน

โรม 16:5-6
คริสตจักรยุคแรกนั้น ประชุมกันตามบ้านเป็นหลัก การตั้งเป็นคริสตจักรแยกออกจากบ้านนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง   แล้วท่านยังจำได้ถึงคนแรกในเอเชียที่รับเชื่อ เป็นชายชื่อเอเปนทัส  ท่านยังจำได้ถึงมารีย์ที่รับใช้พระเจ้าอย่างซื่อสัตย์ ทำงานหนักมาก ท่านเปาโลไม่ได้มีใจที่จะแบ่งแยกชายหญิงเลย ท่านมีความรู้สึกดี ๆ กับผู้รับใช้ ไม่เหมือนคนในสมัยของท่าน
ที่เหยียดผู้หญิงเป็นเพศที่ต่ำกว่า 

โรม 16:7-8
ถ้าเราอ่านชีวิตของท่านเปาโลในหนังสือกิจการเราจะพบว่า ท่านถูกทำร้าย ถูกให้ร้ายป้ายสี และถูกจำจอง ถูกคนจ้องฆ่าด้วย และในช่วงเวลาเหล่านั้นที่ท่านได้พบเพื่อนดี ๆ หลายคน  ท่านได้ไปพบเจอกับเพื่อนคริสเตียนที่ถูกจำจองในคุก ซึ่งเรื่องนี้แทนที่จะเป็นเรื่องที่เอามาเล่าแบบเจ็บใจ ท่านกลับดีใจที่มีเพื่อนจากเรือนจำด้วย   เวลาท่านกล่าวถึงเพื่อนคริสเตียนด้วยกัน เรารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากมิตรภาพนั้นจริง ๆ 

โรม 16:9-10
อูรบานัส เป็นคนที่ทำงานรับใช้ด้วยกัน ส่วนสทาคิสเป็นเพื่อนรัก อาเปลเลสคงจะโดนการทดสอบแบบหนักหน่วง ทำให้ท่านเปาโลได้กล่าวว่า เขาได้พิสูจน์ตนว่ารักพระคริสต์จริง ๆ ด้วยความอดทนอย่างสูง ส่วนคนในครอบครัวของอาริสโทบูลัสนั้น เป็นคนที่ท่านเปาโลรู้จักแทบทุกคน  แต่ท่านไม่ได้กล่าวคำคิดถึงชายคนนี้โดยตรง ดังนั้น จึงมีความเห็นว่าเขาอาจเป็นแค่นายไม่ได้เป็นผู้เชื่อ ถึงอย่างนั้น คน
ในครอบครัว คงจะอธิษฐานเผื่อเขาจนเปาโลรู้จัก
โรม 16:11-12
แม้จะเขียนถึงชาวต่างชาติ แต่ยังคิดถึงเพื่อนชาวยิวที่อยู่ในโรมคือเฮโรดิอิน ครอบครัวคริสเตียนของนาซิลสัส ส่วนตรีเฟนา ตรีโฟสาน่าจะเป็นพี่น้องหญิง  ท่านยังจำได้ถึงเปอร์ซิสที่ทำงานรับใช้อย่างตั้งอกตั้งใจ สิ่งที่เราเห็นจากรายชื่อต่าง ๆ เหล่านี้แม้ว่าเราจะไม่รู้จักเขาเลย เราได้เห็นความเอาใจใส่ของเปาโลที่มีต่อพี่น้อง การรับใช้พระเจ้าไม่ได้หมายความว่าเอาแค่สอน เทศนา แต่นี่เป็นการรับใช้อย่างใกล้ชิด และรู้จักกันเป็นส่วนตัว

โรม 16:13-14
ความสนิทสนมของพี่น้องกับท่านเปาโลมีชัดขึ้นตรงที่ท่านบอกว่า ฝากคิดถึงคุณแม่ของรูฟัส ซึ่งท่านนับเป็นเหมือนคุณแม่ของท่านด้วย  นี่เป็นภาพของคนที่รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง รูฟัสเป็นห่วงแม่ของเขาอย่างไร ท่านเปโตรก็เป็นเช่นนั้นรายชื่อต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งในการอธิษฐานของท่านเปาโล ท่านน่าจะอธิษฐานเผื่อพี่น้องตามรายชื่อต่าง ๆ เหล่านี้ และยังมีพี่น้องในคริสตจักรเมืองอื่น ๆ ที่ท่านอธิษฐานเผื่อเป็นรายตัว

โรม 16:15-16
สองคนแรกน่าจะเป็นสามีภรรยาเพราะท่านเปาโลพูดถึงคู่กัน  ส่วนเนเรอัสมีน้องสาวที่เชื่อพระเจ้าโอลิมปัสก็ยังมีพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้เชื่อซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน  ท่านขอให้พวกเขาทักทายกันด้วยการจูบแก้มอย่างบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นการทักทายแบบตะวันออกกลางจะมีการเอาแก้มชนกันทีละข้างคริสตจักรที่ท่านเปาโลอยู่ได้ฝากความคิดถึงมาด้วยแสดงว่ามีการรู้จักกันบ้างบางส่วนในหมู่พี่น้อง

โรม 16:17
เนื่องจากในโลกโบราณ มักจะมีคนเดินทางท่องไปในที่ต่าง ๆ และอ้างว่าตนเป็นครู อาจารย์ เข้ามาขอสอนในคริสตจักร หรือแม้แต่พี่น้องในหมู่ผู้เชื่อมีบางคนที่สอนไม่ตรงกับที่ท่านเปาโล หรือเหล่าอัครทูตได้สอนไว้ พวกนั้น พยายามให้เกิดการแตกแยก เพื่อจะได้แย่งพี่น้องเหล่านั้นไป   จึงต้องระวัง และอยู่ให้ห่าง ๆ ไม่เป็นเพื่อนกับคนเหล่านี้พวกเขาพยายามทำลายความสามัคคีในหมู่พี่น้อง
(กาลาเทีย 1:8-9)

โรม 16:18
เหตุผลที่คนเหล่านี้ขอเข้ามาสอน และแย่งพี่น้องไปก็เพราะพวกเขาต้องการเงินนั่นเอง  คนพวกนี้เป็นคนที่พูดเก่ง สามารถล่อลวงผู้เชื่อใหม่ ๆ ที่ยังไม่ค่อยรู้พระคำหรือวิถีคริสเตียนเท่าไรนักตามประเพณีสมัยก่อนของตะวันออก กลางนั้น เมื่อมีคนเข้ามาสอนผู้เรียนก็จะให้เงินกับคนที่สอนยิ่งรู้สึกว่าสอนดี เป็นที่พอใจก็จะยิ่งให้มาก  ดังนั้นคนเหล่านี้จะใช้คำที่เรียกภาษาเราว่าอวย คือยกย่องพี่น้องเกินจริงเพื่อประโยชน์ของตัวเอง  

โรม 16:19
แล้วท่านเปาโลก็จบด้วยว่า ได้ยินถึงการเชื่อฟังในเรื่องเหล่านี้ แสดงว่าพี่น้องคริสตจักรโรมก็รู้ตัวและมีการระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้พอสมควรทำให้ท่านเปาโลรู้สึกสบายใจ ยินดีกับพวกเขา สิ่งที่ท่านขอเพิ่มเติมจากพวกเขาก็คือ  พวกเขาต้องยืนหยัด และสามารถต่อสู้กับความชั่วร้ายที่คืบคลานเข้ามาในคริสตจักรได้ ท่านปรารถนาให้เขาทั้งเก่งทำดี ไร้มลทินจากบาปทั้งปวง 


โรม 16:20 
จากนั้น ท่านกล่าวถึงสิ่งที่พระเจ้าจะทรงทำเพื่อ
พี่น้องซึ่งไม่ใช่กับพวกเขาในสมัยก่อนเท่านั้น แต่สำหรับเราในสมัยนี้ด้วยอ  พระเจ้าทรงปราบซาตานใต้พระบาทพระเยซูที่ไม้กางเขนตามที่ทรงสัญญาไว้ในปฐมกาล 3:15  ดังนั้น จะทรงปราบเหล่าครูที่เข้ามาหลอกลวงคนของพระองค์ และทุกคนที่ไม่เชื่อฟังและยอมตามพวกเขา  อย่าลืมว่า ไม่ใช่เราที่ปราบ แต่เป็นพระเจ้าทรงกระทำการที่ยิ่งใหญ่นี้ด้วยพระองค์เอง  

โรม 16:21-22
พบแล้ว! เราได้รู้แล้วว่า ท่านเปาโลเป็นผู้บอกคำเขียนในจดหมายให้เทร์ทิอัสเป็นผู้เขียน ซึ่งเขาก็ขอฝากความคิดถึงมายังพี่น้องพร้อมกับทิโมธีซึ่งเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดของท่านเปาโล
เราเคยได้ยินเรื่องของยาโสนในหนังสือกิจการเป็นคนนำท่านเปาโลเข้าไปในเมืองเธสะโลนิกา ลองกลับไปอ่านดู เขาเป็นคนที่ซื่อตรงต่อพระราชกิจของพระเจ้า ค้นหาคนเหล่านี้ได้ใน กิจการ16:1; 13:1: 17:5: 20:4 

โรม 16:23-24
กายอัสผู้นี้ เป็นคนจากเมืองโครินธ์ 1 โครินธ์ 1:14 เป็นคนที่ต้อนรับท่านเปาโลในบ้านของเขา และยังให้พี่น้องได้มาร่วมประชุมกันในบ้านของเขาด้วย ส่วนเอรัสทัสนั้น น่าจะเป็นคนที่ท่านเปาโลได้เลือกส่งไปรับใช้พระเจ้าพร้อมกับทิโมธีในมาซิโดเนีย(กิจการ 19:22)ส่วนควาร์ทัสนั้น เราไม่ได้พบชื่อของเขาในที่อื่นใด  เราได้เห็นว่า คนของพระเจ้ารักการรับใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นคริสตจักร 

โรม 16:25 แผนการแห่งความรอดของพระเจ้าโดยการสิ้นพระชนม์และคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์นั้น ถูกปิดบังมานานหลายพันปี พระเจ้าได้ทรงสำแดงให้ท่านเปาโลได้ทราบถึงแผนการนี้อย่างชัดเจนมากกว่าใคร ๆ  ท่านได้รับหน้าที่อธิบายความหมายของความรอดโดยพระเยซูคริสต์ ความหมายของคริสตจักรซึ่งเป็นพระกาย เจ้าสาวของพระคริสต์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่มีใครรู้ชัด จดหมายต่าง ๆ ของท่านเปาโลช่วยให้เราเข้าใจทุกอย่าง

โรม 16:26
ผู้เผยพระดำรัสในสมัยโบราณ ได้กล่าวคำของ
พระเจ้าตามที่พระองค์ทรงบัญชา แต่พวกเขาก็ไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างที่พวกเราเข้าใจกันในสมัยนี้  หลายอย่างยังเป็นปริศนาสำหรับพวกเขา การกลับไปอ่านพระคัมภีร์เดิม จะทำให้เรามีความเข้าใจในแผนการของพระเจ้าชัดขึ้นเพราะพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาทำให้ทุกอย่างที่พวกเขาได้กล่าวล่วงหน้าตามที่พระเจ้าทรงสั่งนั้นเกิดขึ้นจริง 

โรม 16:27
สุดท้ายของจดหมายทั้งเล่มถึงคริสตจักรโรม จบลงด้วยการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าพระบิดาและองค์พระเยซูคริสต์  แผนงานของความรอดโดยส่งพระบุตรไปสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ดูเหมือนความพ่ายแพ้ แต่แล้วความตายไม่อาจยึดพระองค์ไว้ได้ พระเยซูทรงเอาชนะศัตรู ทรงประจานและพิชิตศัตรูด้วยไม้กางเขน ทรงคืนพระชนม์ซึ่งเป็นสิ่งที่ศัตรูคาดไม่ถึง นี่เป็นชัยชนะที่หักมุมโดยพระปัญญาของพระเจ้าที่ท่านเปาโลยกย่องสุดใจ

พระคำเชื่อมโยง

โรม 16
1* กิจการ 18:18
2* ฟีลิปปี 2:29; 1:27
3* กิจการ 18:2, 18, 26
5* 1 โครินธ์ 16:19; 15
7* กิจการ 1:13, 26; กาลาเทีย 1:22
13* 2 ยอห์น 1




16* 1 โครินธ์  16:20
17* กิจการ 15:1; 1 โครินธ์  5:9
18* ฟีลิปปี 3:19; โคโลสี 2:4
19* โรม 1:8; มัทธิว 10:16
20* โรม 15:33; ปฐมกาล 3:15; 1 โครินธ์  16:23

21* กิจการ 16:1; 13:1; 17:5; 20:4
23* 1 โครินธ์  1:14; กิจการ 19:22
24* 1 เธสะโลนิกา 5:28
25* เอเฟซัส 3:20; โรม 2:16; เอเฟซัส 1:9; โคโลสี 1:26; 2:2; 4:3
26* เอเฟซัส 1:9; โรม 1:5
27* ยูดา 25