
ผู้ที่ใหญ่สุดในสวรรค์
1 เวลานั้น ศิษย์ของพระองค์มาทูลถามว่า “ใครเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสวรรค์ พระเจ้าข้า?”
2 พระเยซูทรงเรียกเด็กเล็กคนหนึ่งมาหาพระองค์ และทรงให้เด็กยืนต่อหน้าพวกศิษย์ของพระองค์
ความถ่อมตนกับความยิ่งใหญ่
3 แล้วพระองค์ตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า ถ้าเจ้าไม่หันกลับไปเป็นเหมือนเด็กเล็กแล้วละก็ เจ้าไม่อาจจะเข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ได้เลย
4 คนที่ใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์นั้น คือคนที่ถ่อมตนเหมือนเด็กเล็กคนนี้
5 และผู้ใดที่ต้อนรับเด็กคนหนึ่งในนามของเรา เท่ากับว่าได้ต้อนรับเราด้วย
คนที่เป็นหินสะดุด
6 หากผู้ใดเป็นต้นเหตุให้คนหนึ่งในหมู่เด็กเล็ก ๆ ที่เชื่อในเราให้หลงผิด สะดุดไป ก็ให้เอาหินโม่ผูกคอผู้นั้นแล้วโยนเขาลงในทะเลลึก นั่นจะเป็นการดีกว่า”
7 วิบัติจงมีแก่คนในโลก เนื่องจากสิ่งที่เป็นเหตุให้พวกเขาทำบาป แม้สิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้น แต่วิบัติมีแก่ผู้ที่เป็นต้นเหตุให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น (คนที่เป็นหินสะดุดให้คนอื่น )
8 หากมือหรือเท้าของเจ้าเป็นเหตุให้เจ้าทำบาป ก็จงตัดมันทิ้งไป เพราะเป็นการดีสำหรับเจ้าที่จะเสียบางส่วนของร่างกายแต่ได้มีชีวิตนิรันดร์ แทนที่จะมีมือเท้าทั้งสองข้างแต่กลับถูกโยนลงในบึงไฟที่เผาไหม้เป้นนิตย์
9 หากตาของเจ้าทำให้เจ้าหลงทำบาป จงควักออกทิ้งเสีย เพราะเป็นการดีสำหรับเจ้าที่จะมีเพียงตาดวงเดียวและได้มีชีวิตนิรันดร์ แทนที่จะมีตาสองข้างแต่ถูกโยนลงในบึงไฟ
แกะหลงหาย
10 “จงระวังตัวว่าเจ้าจะไม่ดูหมิ่นดูแคลนคนเล็กน้อยเหล่านี้สักคน เพราะเราบอกเจ้าว่า พวกเขามีทูตสวรรค์ประจำตัวที่เฝ้าอยู่ต่อพระพักตร์พระบิดาของเราในสวรรค์
(11 เพราะบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อช่วยคนที่หลงหายไปให้รอด)
12 เจ้าคิดเห็นอย่างไรหรือ? หากชายคนหนึ่งมีแกะหนึ่งร้อยตัว แต่ตัวหนึ่งหายไป เขาจะไม่ทิ้งเก้าสิบเก้าตัวไว้บนเนินเขา และออกไปตามหาตัวที่หายไปนั้นหรือ?
13 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า หากเขาได้พบมัน เขาก็มีความยินดีกับแกะหายที่กลับมา มากกว่าเก้าสิบเก้าตัวที่ไม่เคยหายไปไหน
14 เช่นเดียวกัน พระบิดาของเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหลงหายไป

เมื่อพี่น้องทำผิดต่อเรา
15 “หากพี่น้องของเจ้าทำบาปต่อเจ้า ก็จงไปแจ้งเขาว่าเขาทำผิดอะไรเป็นการส่วนตัว หากเขาฟังเจ้า เจ้าก็ได้ช่วยให้ผู้นั้นกลับคืนมาเป็นพี่น้องของเจ้าอีก
16 แต่หากเขาไม่รับฟัง ก็กลับไปหาเขาอีกและนำอีกคนสองคนไปด้วย เพราะ ‘ทุกข้อกล่าวหาจะต้องมีพยานยืนยันสองสามปาก’
17 หากเขายังไม่ยอมรับฟังอีก ก็ให้แจ้งแก่ชุมชนผู้เชื่อ หากเขาไม่ฟังชุมชนผู้เชื่อ ก็ให้ปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับคนที่ไม่ได้เชื่อพระเจ้า หรือเหมือนกับคนเก็บภาษี
18 “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า สิ่งใดที่เจ้าห้ามในโลก ก็จะเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงห้ามในสวรรค์ และสิ่งที่เจ้าอนุญาตในโลก จะเป็นสิ่งที่เจ้าอนุญาตในสวรรค์ด้วย
19 “และขอบอกด้วยว่า หากเจ้าสองสามคนเห็นชอบพร้อมใจในสิ่งใด และอธิษฐานขอ พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จะทรงกระทำสิ่งนั้นให้เจ้า
20 นี่เป็นความจริงเพราะว่า หากสองสามคนมารวมตัวกันในนามของเรา เราก็จะอยู่ท่ามกลางพวกเขาที่นั่น

ผู้รับใช้ใจร้าย
21 แล้วเปโตรเข้ามาหาพระเยซู ทูลถามว่า “พระองค์เจ้าข้า เมื่อพี่น้องทำบาปต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าควรจะยกโทษให้เขาสักกี่ครั้ง ควรจะยกโทษให้เขาเจ็ดครั้งหรือ?”
22 พระเยซูตรัสว่า “เราขอบอกเจ้านะว่า ไม่ใช่แค่เจ็ดครั้ง แต่เป็นเจ็ดสิบ เจ็ดครั้ง (มีความหมายว่าไม่มีการจำกัด)
23 ดังนั้น แผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่งที่ทรงประสงค์จะตรวจบัญชี สะสางหนี้ที่ทาสรับใช้เป็นหนี้พระองค์
24 เมื่อเริ่มตรวจบัญชี ก็พบคนหนึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์ (เงินเป็นจำนวนมากขนาดหลายสิบล้านบาท แค่หนึ่งตะลันท์มีค่าเท่ากับค่าจ้างการทำงานหกพันวัน นี่เป็นหนี้ที่ไม่อาจใช้หมดได้) จึงนำตัวมาเฝ้า
25 เป็นเพราะเขาไม่อาจใช้หนี้คืนได้ องค์กษัตริย์จึงทรงบัญชาให้เอาตัวเขาและภรรยา พร้อมลูก ๆ และสมบัติทั้งสิ้นที่มีไปขาย เพื่อนำมาใช้หนี้
26 ทาสคนนั้น คุกเข่าลง ทูลวิงวอนว่า ‘ขอทรงเมตตาด้วยพระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะใช้หนี้ให้จนครบ’
27 องค์กษัตริย์ก็ทรงมีพระทัยสงสารทาสคนนี้ จึงทรงปล่อยเขาไป และยังยกหนี้ให้หมดด้วย
28 เมื่อออกมา ทาสคนนี้ก็ไปเจอเพื่อนทาสด้วยกัน คนนี้เป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเหรียญเดนาริอัน (เท่ากับค่าแรงทำงานหนึ่งร้อยวัน) เขาจึงกระชากเพื่อนที่คอ และกล่าวว่า ‘เอาเงินที่เจ้าเป็นหนี้ คืนข้ามา!’
29 ชายที่เป็นหนี้ ก็คุกเข่าลงและขอร้องเขา “ขอเพื่อนเห็นใจด้วย ยังไง ๆ เราก็จะคืนให้เพื่อนทั้งหมด”
30 แต่ทาสคนแรกนั้นไม่ยอม กลับนำเพื่อนทาสของเขาไปจำ
คุกจนกว่าจะใช้หนี้จนครบ

31 เมื่อทาสคนอื่น ๆ เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ต่างรู้สึกเศร้าสลดกัน จึงพากันไปเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์ ทูลรายงานถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด
32 องค์กษัตริย์จึงทรงเรียกทาสคนแรกนั้นมา ตรัสว่า “เจ้าทาสชั่ว เพราะเจ้าได้อ้อนวอนขอร้องเรา เราก็ยกหนี้ให้เจ้าทั้งหมด
33 เจ้าควรจะแสดงความเมตตาต่อเพื่อนทาสด้วยกัน เหมือนอย่างที่เราได้เมตตาต่อเจ้า
34 องค์กษัตริย์ทรงพิโรธมาก และส่งทาสคนนั้นเข้าคุกให้เจ้าพัศดีไปทรมานจนกว่าเขาจะใช้หนี้สินจนครบ
35พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ของเราจะทรงทำแก่เจ้าแบบนั้น หากเจ้าไม่ยกโทษพี่น้องจากใจจริง”
อธิบายเพิ่มเติม
มัทธิวบทนี้ มีหลายเรื่องที่เราเองต้องเรียนรู้ไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเรา เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ต้องระวังมาก
ผู้ที่ใหญ่สุดในสวรรค์
มัทธิว 18:1-2
ศิษย์ของพระเยซูยังสนใจสิ่งหนึ่ง ทั้งที่ยังเพิ่งเสียใจอยู่หยก ๆ ว่า พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ อาจเป็นเพราะเห็นว่า พระเยซูมักเอาสามคนไปด้วยเป็นส่วนตัว คือ เปโตร ยอห์น ยากอบ ดังนั้นต้องถามให้แน่ใจว่า ใครเป็นใหญ่ในสวรรค์? พวกเขาไม่ค่อยมีความมั่นคงสักเท่าไร แต่คำตอบของพระเยซูกลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิดในใจ พระองค์ทรงเอาเด็กเล็กคนหนึ่งมายืนต่อหน้าพวกเขา
ความถ่อมตนกับความยิ่งใหญ่
มัทธิว 18:3-4
“จงหันกลับไปเป็นเหมือนเด็ก” เมื่อใครคนหนึ่งจะกลับใจมาหาพระเจ้า เขาจะต้องเข้าใจว่า ทุกอย่างที่เขามี ทุกอย่างที่เขาเป็นยังด้อยกว่าองค์พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่มากนัก การกลับใจมาพร้อมกับการถ่อมใจ
พระเยซูทรงเอาเด็กมาเป็นตัวอย่างซึ่งเป็นเรื่องง่ายที่เราจะเข้าใจได้ เด็กต้องพึ่งความช่วยเหลือจากพ่อแม่ เหมือนกับที่เราต้องพึ่งพระเจ้า เด็กถ่อมตน รู้ว่าตัวเองรู้ไม่เท่าผู้ใหญ่ เด็กไม่สนใจว่าฉันจะต้องเป็นใหญ่ในสังคม
ทรงกล่าวถึงการถ่อมใจแบบเด็ก ไม่ใช่การทำตัวไม่รู้ประสีประสาแบบเด็ก เด็กมีความไว้วางใจและพึ่งพาพ่อแม่ ผู้ใหญ่เต็มที่ เราจึงควรที่จะวางใจพระเจ้า พึ่งพาพระองค์เต็มที่เช่นกัน
คนที่เป็นหินสะดุด
มัทธิว 18:5-7
การเป็นเหตุให้หลงผิดที่พระเยซูตรัส คือการวางกับดักให้คนอื่นต้องหลงทาง ทำผิดต่อตัวเอง ต่อพระเจ้า เป็นความต้ังใจอันเลวร้าย
คำว่าเด็กเล็กที่เชื่อในเรา รวมไปถึงผู้ที่เชื่อแล้วยังไม่แข็งแรง เพิ่งเกิดใหม่ อย่าให้มีใครไปกดขี่ ทำร้าย หรือหลอกลวงเขา เขาจนเขาต้องเลิกเชื่อ หรือหลงไปทำบาป ใครก็ตามที่ทำเช่นนั้น พวกเขาจะโดนโทษจากพระเจ้าอย่างที่พระเยซูตรัสไว้ นี่ทำให้เราทุกคนต้องสำรวจตัวเองด้วยว่า เราทำเช่นนั้นกับใครมาบ้าง ถ้ามี ก็ต้องรีบหาทางแก้ไขด่วน
ม้ทธิว 18:8-9
การทำบาป ในสายพระเนตรของพระเจ้าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะบาปของเรานั่นเอง ที่พระบุตรของพระเจ้าทรงลงมารับโทษบาปเหล่านั้น
หลายคนอาจไม่เชื่อเรื่องนรก แต่พระเยซูทรงชัดเจนว่า นรกมีจริง!
แกะหลงหาย
มัทธิว 18:10-14
พระเยซูทรงบอกให้รู้ว่า เราไม่ควรดูหมิ่นใครก็ตาม แต่นิสัยที่ช่างดูถูกคนอื่น คิดว่าตัวเองเก่งกว่าใครนี้ มันเป็นนิสัยที่ระบาดในโลกใหม่นี้มากกว่าสมัยก่อนมากมายนัก การที่คนหนึ่งรู้วิธีหาความรู้โดยใช่เอไอ ทำให้เขาคิดว่า เขามีทักษะในเรื่องเหล่านั้น ทั้ง ๆ ที่การปฏิบัติจริงอาจจะไม่เป็นเลย แต่ก็ทำให้หลงตัวคิดว่าตัวเองเก่งได้..
พระเยซูทรงบอกเราชัดเจนว่า พระเจ้าทรงห่วงใยคนที่เล็กน้อย คนต่ำต้อย คนที่โลกไม่เห็นคุณค่า พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ใครสักคนต้องหลงหายไปจากทางของพระองค์เลย
คนใดก็ตามที่พระบิดาประทานให้กับพระองค์แล้ว พระองค์จะทรงตามหาเขาและรักษาเขาไว้ (ยอห์น 18:9) อุปมาเรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าทรงห่วงใยคนที่เล็กน้อยซึ่งหลงทางไปมากเพียงใด
เมื่อพี่น้องทำผิดต่อเรา
มัทธิว 18:15-17
พระเยซูทรงวางหลักการในการคืนดี และการอยู่ร่วมกัน พระเยซูทรงใช้คำว่าพี่น้อง… เป็นการจัดการปัญหาระหว่างพี่น้องในหมู่ผู้เชื่อ
เป็นระเบียบที่หากมีปัญหาจะได้ใช้วิธีนี้แก้ปัญหา
1 หากนายพจน์ (ชื่อสมมติ) ทำผิดต่อนายกริช นายกริชจะต้องไปคุยให้รู้เรื่องกันเป็นส่วนตัว และให้อภัยนายพจน์ให้เรียบร้อย มีการคืนดีกัน และเริ่มต้นกันใหม่อย่างที่ผู้เชื่อควรทำต่อกัน (พระเยซูไม่ได้ทรงบอกว่าเป็นความผิดใด แต่เรารู้ว่า ในโลกความเป็นจริงนั้น มีผิดที่เล็กน้อย และผิดที่หนักหนาสาหัส เรื่องนี้ต้องใหญ่มากเพราะสุดท้ายแล้วหากไม่มีการกลับใจ ทั้งสองฝ่ายจะอยู่ใกล้กันไม่ได้เลย)
2 แต่หากนายพจน์ไม่ยอมรับผิด ไม่รับฟัง ยังดึงดันว่าตัวเองถูกต้อง นายกริชก็ต้องหาเพื่อนสองสามคนไปเพื่ออธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน พยานก็น่าจะช่วยพูดให้เกิดการยอมรับ ขอโทษ คืนดี
3แต่หากนายพจน์ไม่ยอมรับฟังอีก ก็ต้องไปแจ้งชุมชนผู้เชื่อให้พิจารณาที่จะปฎิบัติต่อนายพจน์เหมือนกับเขายังไม่เชื่อ
ทั้งหมดนี้ พระเยซูให้ทำส่วนตัวก่อน ยังไม่ต้องไปแจ้งให้ทุกคนรู้ ไม่ต้องไปซุบซิบนินทา แต่พยายามแก้ปัญหาให้เสร็จระหว่างสองคน
แต่ในที่สุด หากทำแล้วไม่ได้ผล ชุมชนผู้เชื่อก็ต้องรับรู้และปฏิบัติต่อเขาอย่างสมควร ซึ่งถ้าเป็นบาปที่ส่งผลร้ายมาก อาจหมายถึงการลงโทษ หรือการตัดขาดไปเลย ชุมชนผู้เชื่อต้องมีมาตรฐานที่สูงในเรื่องการจัดการกับบาป และข้อต่อไปก็ยังอยู่ในบริบทนี้
มัทธิว 18:18
พระคำตอนนี้เหมือนกับ มัทธิว 16:19 พระเยซูทรงกล่าวถึงอาณาจักรสวรรค์ ชุมชนของพระเจ้าต้องมีความถ่อมใจ แม้ว่าจำต้องตัดสินใจถอดบางคนออกจากชุมชน พวกเขาจะต้องทำอย่างระมัดระวัง พวกเขาต้องแน่ใจว่า พระเจ้าทรงให้ทำเช่นนั้น เราจะเห็นว่า พระคำตอนนี้มีความจำเป็นมาก เพราะคริสตจักรจะต้องไม่แปดเปื้อนด้วยบาปต่าง ๆ จะยอมให้บาปตั้งเด่นในชุมชนของพระเจ้าไม่ได้ เราพบว่า ในปัจจุบัน มีผู้นำที่ทำผิดต่อพี่น้องและไม่ยอมรับ ไม่ยอมขอโทษ ยังมีการให้คนที่ถูกกระทำออกไปจากคริสตจักรอีก เป็นการทำผิดซ้อนผิดต่อพี่น้อง
สองสามคนในพระนาม
มัทธิว 18:18-20
การที่สองคนรวมตัวกันในพระนามพระเยซูนั้น มีความหมายว่า เห็นด้วยอย่างเดียวกัน เหมือนกับเล่นดนตรีในเพลงเดียวกัน คีย์เดียวกัน
พระคำตอนนี้มีความหมายถึงเรื่องที่พระเยซูกำลังกล่าวถึงมาก่อนหน้านี้ คำว่า พร้อมใจกันขอสิ่งใด เป็นการขอเรื่องความเข้าใจ เรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์จะทรงทำการชำระชุมชนผู้เชื่อให้กับผู้ที่ทูลขอต่อพระองค์
พระเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังการตัดสินลักษณะนี้ เมื่อคนของพระองค์ต้องตัดสินใจ พระองค์จะทรงนั่งบนบัลลังก์เพื่อตัดสินความ (สดุดี 82:1)
สำหรับคนยิวโดยทั่วไป กว่าจะตั้งศาลาธรรมได้สักแห่งต้องมีสิบคนขึ้นไป พระเยซูทรงวางพื้นฐานการอธิษฐานต่อพระเจ้าในเรื่องความไม่เป็นธรรม หรือความผิดในหมู่ผู้เชื่อด้วยคนจำนวนสองสามคนขึ้นไปที่มีใจเดียวกัน
ในข้อยี่สิบ พระเยซูทรงเป็นองค์อิมมานูเอล ทรงอยู่ด้วยกับคนของพระองค์ แม้ว่าพระองค์สถิตในสวรรค์ พระวิญญาณของพระเจ้าก็ทรงอยู่กับเราเสมอ
ผู้รับใช้ใจร้าย
มัทธิว 18:21-35
แล้วเปโตรก็มาหาพระเยซู เขาสงสัยจริง ๆ ว่าควรจะยกโทษให้สักเจ็ดครั้งใช่ไหม เพราะนั่นก็มากอยู่แล้ว ในศาสนายิวเดิมแค่ยกโทษสักสามครั้งก็เป็นสิ่งที่สมควรจะทำ ไม่ต้องเกินไปกว่านั้น
แต่พระเยซูกลับบอกเขาว่า การยกโทษนั้นไม่ได้จำกัดแค่จำนวน แต่ไม่มีการจำกัดจำนวน ด้วยการตรัสว่า ให้ยกโทษขนาด 70 เจ็ดครั้ง !!
แล้วพระองค์ก็เล่าเรื่องอุปมาที่เราจะย่อว่า
กษัตริย์องค์หนึ่ง ทรงสะสางหนี้ให้กับคนหนึ่งที่เป็นหนี้มากมาย ชายคนนี้อาจเป็นเจ้าเมือง อาจจะไม่ได้ส่งภาษี อาจจะมาขอยืมเอาไปพัฒนาเมืองก็เป็นได้ เพราะเป็นหนี้มากมายเหลือเกิน เราจะให้ชื่อว่านายบุรี
แล้วนายบุรีขอองค์กษัตริย์ผ่อนผัน โดยสัญญาว่าจะใช้หนี้จนครบ
แต่ยิ่งกว่านั้นทรงปล่อยเขาเป็นอิสระ และยกหนี้ให้ทั้งหมด (เหมือนกับที่พระเยซูได้ทรงชำระหนี้บาปเราทั้งสิ้น และทรงปล่อยเราให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสมาร)
นายบุรีออกมา เจอเพื่อนทาสด้วยกัน คนนี้น่าจะเป็นคนธรรมดาที่มาขอยืมเงินไปใช้ในครอบครัว ชื่อว่านายหมู่
นายบุรีคาดคั้นให้นายหมู่คืนเงินทั้งหมด แม้ว่านายหมู่จะสัญญาว่าจะคืนเงิน นายบุรีกลับไม่ยอม เอานายหมู่ไปจำคุกจนกว่าจะใช้หนี้ให้ครบ
(ช่างเหมือนกับเราที่ไม่ยอมยกโทษให้คนอื่น ขนาดเขาขอร้องก็ยังไม่อาจทำใจยกโทษให้ได้ และยังทำให้เขารู้ว่า โทษนั้นเป็นสิ่งที่เขาต้องชดใช้คืนเสียด้วย )
ทาสทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์ ทำอะไรไม่ได้ จึงเข้าไปรายงานกษัตรย์
นายบุรีถูกเรียกตัวมาอีกครั้ง และองค์กษัตริย์ทรงส่งไปทรมาน จนกว่าเขาจะหาทางใช้หนี้ให้ครบ (เมื่อเราไม่ยกโทษให้ใคร พระเจ้าจะไม่ทรงยกโทษให้เราเช่นกัน)
เรื่องราวนี้ เมื่อปรับนำมาเข้ากับตัวเราแล้ว เราก็ไม่มีข้อแก้ตัวที่จะถือโทษใครเลย เรามีโอกาสที่ทำตัวเป็นนายบุรี นายหมู่ หรือทาสคนอื่น ๆ ที่ไปรายงานได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ ทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชา
พระคำเชื่อมโยง
มัทธิว 18
1* ลูกา 9:46-48; 22:24-27
2* มัทธิว 19:14
3* ลูกา 18:16
4* มัทธิว 20:27; 23:11
5* มัทธิว 10:42
6* มาระโก 9:42
7* 1 โครินธ์ 11:19 ; มัทธิว 26:24;27:4-5
8* มัทธิว 5:29-30
10* ฮีบรู 1:14; ลูกา 1:19
11* ลูกา 9:56
12* ลูกา 15:4-7
14* 1 ทิโมธี 2:4
15* เลวีนิติ 19:17; ยากอบ 5:20
16*เฉลยธรรมบัญญัติ 17:6; 19:15
17* 2 เธสะโลนิกา 3:6, 14
18* ยอห์น 20:22-23
19* 1 โครินธ์ 1:10; 1 ยอห์น 3:22; 5:14
20* กิจการ 20:7
21* ลูกา 17:4
22* โคโลสี 3:13
25* 2 พงศ์กษัตริย์ 4:1
32* ลูกา 7:41-43
35* ยากอบ 2:13


























