มัทธิว 18 การยกโทษจากใจจริง

ผู้ที่ใหญ่สุดในสวรรค์
1 เวลานั้น ศิษย์ของพระองค์มาทูลถามว่า “ใครเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสวรรค์ พระเจ้าข้า?” 
2 พระเยซูทรงเรียกเด็กเล็กคนหนึ่งมาหาพระองค์ และทรงให้เด็กยืนต่อหน้าพวกศิษย์ของพระองค์
ความถ่อมตนกับความยิ่งใหญ่
3 แล้วพระองค์ตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า ถ้าเจ้าไม่หันกลับไปเป็นเหมือนเด็กเล็กแล้วละก็ เจ้าไม่อาจจะเข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ได้เลย
4 คนที่ใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์นั้น คือคนที่ถ่อมตนเหมือนเด็กเล็กคนนี้
5 และผู้ใดที่ต้อนรับเด็กคนหนึ่งในนามของเรา เท่ากับว่าได้ต้อนรับเราด้วย

คนที่เป็นหินสะดุด
6 หากผู้ใดเป็นต้นเหตุให้คนหนึ่งในหมู่เด็กเล็ก ๆ ที่เชื่อในเราให้หลงผิด สะดุดไป ก็ให้เอาหินโม่ผูกคอผู้นั้นแล้วโยนเขาลงในทะเลลึก นั่นจะเป็นการดีกว่า”
7 วิบัติจงมีแก่คนในโลก เนื่องจากสิ่งที่เป็นเหตุให้พวกเขาทำบาป แม้สิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้น  แต่วิบัติมีแก่ผู้ที่เป็นต้นเหตุให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น (คนที่เป็นหินสะดุดให้คนอื่น )
8 หากมือหรือเท้าของเจ้าเป็นเหตุให้เจ้าทำบาป ก็จงตัดมันทิ้งไป เพราะเป็นการดีสำหรับเจ้าที่จะเสียบางส่วนของร่างกายแต่ได้มีชีวิตนิรันดร์ แทนที่จะมีมือเท้าทั้งสองข้างแต่กลับถูกโยนลงในบึงไฟที่เผาไหม้เป้นนิตย์
9 หากตาของเจ้าทำให้เจ้าหลงทำบาป จงควักออกทิ้งเสีย เพราะเป็นการดีสำหรับเจ้าที่จะมีเพียงตาดวงเดียวและได้มีชีวิตนิรันดร์ แทนที่จะมีตาสองข้างแต่ถูกโยนลงในบึงไฟ 

แกะหลงหาย
10 “จงระวังตัวว่าเจ้าจะไม่ดูหมิ่นดูแคลนคนเล็กน้อยเหล่านี้สักคน เพราะเราบอกเจ้าว่า พวกเขามีทูตสวรรค์ประจำตัวที่เฝ้าอยู่ต่อพระพักตร์พระบิดาของเราในสวรรค์
(11 เพราะบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อช่วยคนที่หลงหายไปให้รอด)
12 เจ้าคิดเห็นอย่างไรหรือ? หากชายคนหนึ่งมีแกะหนึ่งร้อยตัว แต่ตัวหนึ่งหายไป  เขาจะไม่ทิ้งเก้าสิบเก้าตัวไว้บนเนินเขา และออกไปตามหาตัวที่หายไปนั้นหรือ?
 13 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า หากเขาได้พบมัน เขาก็มีความยินดีกับแกะหายที่กลับมา มากกว่าเก้าสิบเก้าตัวที่ไม่เคยหายไปไหน
14 เช่นเดียวกัน พระบิดาของเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนหลงหายไป

เมื่อพี่น้องทำผิดต่อเรา

15 “หากพี่น้องของเจ้าทำบาปต่อเจ้า ก็จงไปแจ้งเขาว่าเขาทำผิดอะไรเป็นการส่วนตัว หากเขาฟังเจ้า เจ้าก็ได้ช่วยให้ผู้นั้นกลับคืนมาเป็นพี่น้องของเจ้าอีก
16 แต่หากเขาไม่รับฟัง ก็กลับไปหาเขาอีกและนำอีกคนสองคนไปด้วย เพราะ ‘ทุกข้อกล่าวหาจะต้องมีพยานยืนยันสองสามปาก’
  17 หากเขายังไม่ยอมรับฟังอีก ก็ให้แจ้งแก่ชุมชนผู้เชื่อ  หากเขาไม่ฟังชุมชนผู้เชื่อ ก็ให้ปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับคนที่ไม่ได้เชื่อพระเจ้า หรือเหมือนกับคนเก็บภาษี

18 “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า สิ่งใดที่เจ้าห้ามในโลก ก็จะเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงห้ามในสวรรค์ และสิ่งที่เจ้าอนุญาตในโลก จะเป็นสิ่งที่เจ้าอนุญาตในสวรรค์ด้วย
19 “และขอบอกด้วยว่า หากเจ้าสองสามคนเห็นชอบพร้อมใจในสิ่งใด และอธิษฐานขอ พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จะทรงกระทำสิ่งนั้นให้เจ้า 
20 นี่เป็นความจริงเพราะว่า หากสองสามคนมารวมตัวกันในนามของเรา เราก็จะอยู่ท่ามกลางพวกเขาที่นั่น



ผู้รับใช้ใจร้าย
21 แล้วเปโตรเข้ามาหาพระเยซู ทูลถามว่า “พระองค์เจ้าข้า เมื่อพี่น้องทำบาปต่อข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าควรจะยกโทษให้เขาสักกี่ครั้ง ควรจะยกโทษให้เขาเจ็ดครั้งหรือ?”
22 พระเยซูตรัสว่า “เราขอบอกเจ้านะว่า ไม่ใช่แค่เจ็ดครั้ง แต่เป็นเจ็ดสิบ เจ็ดครั้ง  (มีความหมายว่าไม่มีการจำกัด)
23 ดังนั้น แผ่นดินสวรรค์เป็นเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่งที่ทรงประสงค์จะตรวจบัญชี สะสางหนี้ที่ทาสรับใช้เป็นหนี้พระองค์ 
24  เมื่อเริ่มตรวจบัญชี ก็พบคนหนึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์ 
(เงินเป็นจำนวนมากขนาดหลายสิบล้านบาท แค่หนึ่งตะลันท์มีค่าเท่ากับค่าจ้างการทำงานหกพันวัน นี่เป็นหนี้ที่ไม่อาจใช้หมดได้) จึงนำตัวมาเฝ้า
 25 เป็นเพราะเขาไม่อาจใช้หนี้คืนได้ องค์กษัตริย์จึงทรงบัญชาให้เอาตัวเขาและภรรยา พร้อมลูก ๆ และสมบัติทั้งสิ้นที่มีไปขาย เพื่อนำมาใช้หนี้
26 ทาสคนนั้น คุกเข่าลง ทูลวิงวอนว่า ‘ขอทรงเมตตาด้วยพระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะใช้หนี้ให้จนครบ’
27 องค์กษัตริย์ก็ทรงมีพระทัยสงสารทาสคนนี้ จึงทรงปล่อยเขาไป และยังยกหนี้ให้หมดด้วย
28 เมื่อออกมา ทาสคนนี้ก็ไปเจอเพื่อนทาสด้วยกัน คนนี้เป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเหรียญเดนาริอัน (เท่ากับค่าแรงทำงานหนึ่งร้อยวัน) เขาจึงกระชากเพื่อนที่คอ และกล่าวว่า   ‘เอาเงินที่เจ้าเป็นหนี้ คืนข้ามา!’
29 ชายที่เป็นหนี้ ก็คุกเข่าลงและขอร้องเขา “ขอเพื่อนเห็นใจด้วย ยังไง ๆ เราก็จะคืนให้เพื่อนทั้งหมด”
30 แต่ทาสคนแรกนั้นไม่ยอม กลับนำเพื่อนทาสของเขาไปจำ
คุกจนกว่าจะใช้หนี้จนครบ


31  เมื่อทาสคนอื่น ๆ เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ต่างรู้สึกเศร้าสลดกัน จึงพากันไปเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์  ทูลรายงานถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด
32  องค์กษัตริย์จึงทรงเรียกทาสคนแรกนั้นมา ตรัสว่า “เจ้าทาสชั่ว  เพราะเจ้าได้อ้อนวอนขอร้องเรา เราก็ยกหนี้ให้เจ้าทั้งหมด
33 เจ้าควรจะแสดงความเมตตาต่อเพื่อนทาสด้วยกัน  เหมือนอย่างที่เราได้เมตตาต่อเจ้า
34 องค์กษัตริย์ทรงพิโรธมาก และส่งทาสคนนั้นเข้าคุกให้เจ้าพัศดีไปทรมานจนกว่าเขาจะใช้หนี้สินจนครบ
35พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ของเราจะทรงทำแก่เจ้าแบบนั้น หากเจ้าไม่ยกโทษพี่น้องจากใจจริง”

อธิบายเพิ่มเติม

มัทธิวบทนี้ มีหลายเรื่องที่เราเองต้องเรียนรู้ไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเรา เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ต้องระวังมาก
ผู้ที่ใหญ่สุดในสวรรค์
มัทธิว 18:1-2
ศิษย์ของพระเยซูยังสนใจสิ่งหนึ่ง ทั้งที่ยังเพิ่งเสียใจอยู่หยก ๆ ว่า พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ อาจเป็นเพราะเห็นว่า พระเยซูมักเอาสามคนไปด้วยเป็นส่วนตัว คือ เปโตร ยอห์น ยากอบ ดังนั้นต้องถามให้แน่ใจว่า ใครเป็นใหญ่ในสวรรค์? พวกเขาไม่ค่อยมีความมั่นคงสักเท่าไร แต่คำตอบของพระเยซูกลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิดในใจ พระองค์ทรงเอาเด็กเล็กคนหนึ่งมายืนต่อหน้าพวกเขา
ความถ่อมตนกับความยิ่งใหญ่
มัทธิว 18:3-4
“จงหันกลับไปเป็นเหมือนเด็ก” เมื่อใครคนหนึ่งจะกลับใจมาหาพระเจ้า เขาจะต้องเข้าใจว่า ทุกอย่างที่เขามี ทุกอย่างที่เขาเป็นยังด้อยกว่าองค์พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่มากนัก การกลับใจมาพร้อมกับการถ่อมใจ
พระเยซูทรงเอาเด็กมาเป็นตัวอย่างซึ่งเป็นเรื่องง่ายที่เราจะเข้าใจได้ เด็กต้องพึ่งความช่วยเหลือจากพ่อแม่ เหมือนกับที่เราต้องพึ่งพระเจ้า เด็กถ่อมตน รู้ว่าตัวเองรู้ไม่เท่าผู้ใหญ่ เด็กไม่สนใจว่าฉันจะต้องเป็นใหญ่ในสังคม
ทรงกล่าวถึงการถ่อมใจแบบเด็ก ไม่ใช่การทำตัวไม่รู้ประสีประสาแบบเด็ก เด็กมีความไว้วางใจและพึ่งพาพ่อแม่ ผู้ใหญ่เต็มที่ เราจึงควรที่จะวางใจพระเจ้า พึ่งพาพระองค์เต็มที่เช่นกัน

คนที่เป็นหินสะดุด
มัทธิว 18:5-7
การเป็นเหตุให้หลงผิดที่พระเยซูตรัส คือการวางกับดักให้คนอื่นต้องหลงทาง ทำผิดต่อตัวเอง ต่อพระเจ้า เป็นความต้ังใจอันเลวร้าย
คำว่าเด็กเล็กที่เชื่อในเรา รวมไปถึงผู้ที่เชื่อแล้วยังไม่แข็งแรง เพิ่งเกิดใหม่ อย่าให้มีใครไปกดขี่ ทำร้าย หรือหลอกลวงเขา เขาจนเขาต้องเลิกเชื่อ หรือหลงไปทำบาป ใครก็ตามที่ทำเช่นนั้น พวกเขาจะโดนโทษจากพระเจ้าอย่างที่พระเยซูตรัสไว้ นี่ทำให้เราทุกคนต้องสำรวจตัวเองด้วยว่า เราทำเช่นนั้นกับใครมาบ้าง ถ้ามี ก็ต้องรีบหาทางแก้ไขด่วน
ม้ทธิว 18:8-9
การทำบาป ในสายพระเนตรของพระเจ้าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะบาปของเรานั่นเอง ที่พระบุตรของพระเจ้าทรงลงมารับโทษบาปเหล่านั้น
หลายคนอาจไม่เชื่อเรื่องนรก แต่พระเยซูทรงชัดเจนว่า นรกมีจริง!

แกะหลงหาย
มัทธิว 18:10-14
พระเยซูทรงบอกให้รู้ว่า เราไม่ควรดูหมิ่นใครก็ตาม แต่นิสัยที่ช่างดูถูกคนอื่น คิดว่าตัวเองเก่งกว่าใครนี้ มันเป็นนิสัยที่ระบาดในโลกใหม่นี้มากกว่าสมัยก่อนมากมายนัก การที่คนหนึ่งรู้วิธีหาความรู้โดยใช่เอไอ ทำให้เขาคิดว่า เขามีทักษะในเรื่องเหล่านั้น ทั้ง ๆ ที่การปฏิบัติจริงอาจจะไม่เป็นเลย แต่ก็ทำให้หลงตัวคิดว่าตัวเองเก่งได้..
พระเยซูทรงบอกเราชัดเจนว่า พระเจ้าทรงห่วงใยคนที่เล็กน้อย คนต่ำต้อย คนที่โลกไม่เห็นคุณค่า พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ใครสักคนต้องหลงหายไปจากทางของพระองค์เลย
คนใดก็ตามที่พระบิดาประทานให้กับพระองค์แล้ว พระองค์จะทรงตามหาเขาและรักษาเขาไว้ (ยอห์น 18:9) อุปมาเรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่า พระเจ้าทรงห่วงใยคนที่เล็กน้อยซึ่งหลงทางไปมากเพียงใด

เมื่อพี่น้องทำผิดต่อเรา
มัทธิว 18:15-17
พระเยซูทรงวางหลักการในการคืนดี และการอยู่ร่วมกัน พระเยซูทรงใช้คำว่าพี่น้อง… เป็นการจัดการปัญหาระหว่างพี่น้องในหมู่ผู้เชื่อ
เป็นระเบียบที่หากมีปัญหาจะได้ใช้วิธีนี้แก้ปัญหา
1 หากนายพจน์ (ชื่อสมมติ) ทำผิดต่อนายกริช นายกริชจะต้องไปคุยให้รู้เรื่องกันเป็นส่วนตัว และให้อภัยนายพจน์ให้เรียบร้อย มีการคืนดีกัน และเริ่มต้นกันใหม่อย่างที่ผู้เชื่อควรทำต่อกัน (พระเยซูไม่ได้ทรงบอกว่าเป็นความผิดใด แต่เรารู้ว่า ในโลกความเป็นจริงนั้น มีผิดที่เล็กน้อย และผิดที่หนักหนาสาหัส เรื่องนี้ต้องใหญ่มากเพราะสุดท้ายแล้วหากไม่มีการกลับใจ ทั้งสองฝ่ายจะอยู่ใกล้กันไม่ได้เลย)
2 แต่หากนายพจน์ไม่ยอมรับผิด ไม่รับฟัง ยังดึงดันว่าตัวเองถูกต้อง นายกริชก็ต้องหาเพื่อนสองสามคนไปเพื่ออธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน พยานก็น่าจะช่วยพูดให้เกิดการยอมรับ ขอโทษ คืนดี
3แต่หากนายพจน์ไม่ยอมรับฟังอีก ก็ต้องไปแจ้งชุมชนผู้เชื่อให้พิจารณาที่จะปฎิบัติต่อนายพจน์เหมือนกับเขายังไม่เชื่อ
ทั้งหมดนี้ พระเยซูให้ทำส่วนตัวก่อน ยังไม่ต้องไปแจ้งให้ทุกคนรู้ ไม่ต้องไปซุบซิบนินทา แต่พยายามแก้ปัญหาให้เสร็จระหว่างสองคน
แต่ในที่สุด หากทำแล้วไม่ได้ผล ชุมชนผู้เชื่อก็ต้องรับรู้และปฏิบัติต่อเขาอย่างสมควร ซึ่งถ้าเป็นบาปที่ส่งผลร้ายมาก อาจหมายถึงการลงโทษ หรือการตัดขาดไปเลย ชุมชนผู้เชื่อต้องมีมาตรฐานที่สูงในเรื่องการจัดการกับบาป และข้อต่อไปก็ยังอยู่ในบริบทนี้
มัทธิว 18:18
พระคำตอนนี้เหมือนกับ มัทธิว 16:19 พระเยซูทรงกล่าวถึงอาณาจักรสวรรค์ ชุมชนของพระเจ้าต้องมีความถ่อมใจ แม้ว่าจำต้องตัดสินใจถอดบางคนออกจากชุมชน พวกเขาจะต้องทำอย่างระมัดระวัง พวกเขาต้องแน่ใจว่า พระเจ้าทรงให้ทำเช่นนั้น เราจะเห็นว่า พระคำตอนนี้มีความจำเป็นมาก เพราะคริสตจักรจะต้องไม่แปดเปื้อนด้วยบาปต่าง ๆ จะยอมให้บาปตั้งเด่นในชุมชนของพระเจ้าไม่ได้ เราพบว่า ในปัจจุบัน มีผู้นำที่ทำผิดต่อพี่น้องและไม่ยอมรับ ไม่ยอมขอโทษ ยังมีการให้คนที่ถูกกระทำออกไปจากคริสตจักรอีก เป็นการทำผิดซ้อนผิดต่อพี่น้อง

สองสามคนในพระนาม
มัทธิว 18:18-20
การที่สองคนรวมตัวกันในพระนามพระเยซูนั้น มีความหมายว่า เห็นด้วยอย่างเดียวกัน เหมือนกับเล่นดนตรีในเพลงเดียวกัน คีย์เดียวกัน ​
พระคำตอนนี้มีความหมายถึงเรื่องที่พระเยซูกำลังกล่าวถึงมาก่อนหน้านี้ คำว่า พร้อมใจกันขอสิ่งใด เป็นการขอเรื่องความเข้าใจ เรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์จะทรงทำการชำระชุมชนผู้เชื่อให้กับผู้ที่ทูลขอต่อพระองค์



พระเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังการตัดสินลักษณะนี้ เมื่อคนของพระองค์ต้องตัดสินใจ พระองค์จะทรงนั่งบนบัลลังก์เพื่อตัดสินความ (สดุดี 82:1)
สำหรับคนยิวโดยทั่วไป กว่าจะตั้งศาลาธรรมได้สักแห่งต้องมีสิบคนขึ้นไป พระเยซูทรงวางพื้นฐานการอธิษฐานต่อพระเจ้าในเรื่องความไม่เป็นธรรม หรือความผิดในหมู่ผู้เชื่อด้วยคนจำนวนสองสามคนขึ้นไปที่มีใจเดียวกัน
ในข้อยี่สิบ พระเยซูทรงเป็นองค์อิมมานูเอล ทรงอยู่ด้วยกับคนของพระองค์ แม้ว่าพระองค์สถิตในสวรรค์ พระวิญญาณของพระเจ้าก็ทรงอยู่กับเราเสมอ

ผู้รับใช้ใจร้าย
มัทธิว 18:21-35
แล้วเปโตรก็มาหาพระเยซู เขาสงสัยจริง ๆ ว่าควรจะยกโทษให้สักเจ็ดครั้งใช่ไหม เพราะนั่นก็มากอยู่แล้ว ในศาสนายิวเดิมแค่ยกโทษสักสามครั้งก็เป็นสิ่งที่สมควรจะทำ ไม่ต้องเกินไปกว่านั้น
แต่พระเยซูกลับบอกเขาว่า การยกโทษนั้นไม่ได้จำกัดแค่จำนวน แต่ไม่มีการจำกัดจำนวน ด้วยการตรัสว่า ให้ยกโทษ​ขนาด 70 เจ็ดครั้ง !!
แล้วพระองค์ก็เล่าเรื่องอุปมาที่เราจะย่อว่า
กษัตริย์องค์หนึ่ง ทรงสะสางหนี้ให้กับคนหนึ่งที่เป็นหนี้มากมาย ชายคนนี้อาจเป็นเจ้าเมือง อาจจะไม่ได้ส่งภาษี อาจจะมาขอยืมเอาไปพัฒนาเมืองก็เป็นได้ เพราะเป็นหนี้มากมายเหลือเกิน เราจะให้ชื่อว่านายบุรี
แล้วนายบุรีขอองค์กษัตริย์ผ่อนผัน โดยสัญญาว่าจะใช้หนี้จนครบ
แต่ยิ่งกว่านั้นทรงปล่อยเขาเป็นอิสระ และยกหนี้ให้ทั้งหมด (เหมือนกับที่พระเยซูได้ทรงชำระหนี้บาปเราทั้งสิ้น และทรงปล่อยเราให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสมาร)
นายบุรีออกมา เจอเพื่อนทาสด้วยกัน คนนี้น่าจะเป็นคนธรรมดาที่มาขอยืมเงินไปใช้ในครอบครัว ชื่อว่านายหมู่
นายบุรีคาดคั้นให้นายหมู่คืนเงินทั้งหมด แม้ว่านายหมู่จะสัญญาว่าจะคืนเงิน นายบุรีกลับไม่ยอม เอานายหมู่ไปจำคุกจนกว่าจะใช้หนี้ให้ครบ
(ช่างเหมือนกับเราที่ไม่ยอมยกโทษให้คนอื่น ขนาดเขาขอร้องก็ยังไม่อาจทำใจยกโทษให้ได้ และยังทำให้เขารู้ว่า โทษนั้นเป็นสิ่งที่เขาต้องชดใช้คืนเสียด้วย )
ทาสทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์ ทำอะไรไม่ได้ จึงเข้าไปรายงานกษัตรย์
นายบุรีถูกเรียกตัวมาอีกครั้ง และองค์กษัตริย์ทรงส่งไปทรมาน จนกว่าเขาจะหาทางใช้หนี้ให้ครบ (เมื่อเราไม่ยกโทษให้ใคร พระเจ้าจะไม่ทรงยกโทษให้เราเช่นกัน)
เรื่องราวนี้ เมื่อปรับนำมาเข้ากับตัวเราแล้ว เราก็ไม่มีข้อแก้ตัวที่จะถือโทษใครเลย เรามีโอกาสที่ทำตัวเป็นนายบุรี นายหมู่ หรือทาสคนอื่น ๆ ที่ไปรายงานได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ ทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชา

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 18
1* ลูกา 9:46-48; 22:24-27
2* มัทธิว 19:14
3* ลูกา 18:16
4* มัทธิว 20:27; 23:11
5* มัทธิว 10:42
6* มาระโก 9:42
7* 1 โครินธ์ 11:19 ; มัทธิว 26:24;27:4-5








8* มัทธิว 5:29-30
10* ฮีบรู 1:14; ลูกา 1:19
11* ลูกา 9:56
12* ลูกา 15:4-7
14* 1 ทิโมธี 2:4
15* เลวีนิติ 19:17; ยากอบ 5:20
16*เฉลยธรรมบัญญัติ 17:6; 19:15
17* 2 เธสะโลนิกา 3:6, 14

18* ยอห์น 20:22-23
19* 1 โครินธ์ 1:10; 1 ยอห์น 3:22; 5:14
20* กิจการ 20:7
21* ลูกา 17:4
22* โคโลสี 3:13
25* 2 พงศ์กษัตริย์ 4:1
32* ลูกา 7:41-43
35* ยากอบ 2:13

มัทธิว 17 พระวรกายแท้ของพระเยซู

พระกายมนุษย์เปลี่ยนสู่
พระกายเต็มด้วยพระสิริ
1  หกวันต่อมา พระเยซูทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นน้องชายยากอบขึ้นไปบนภูเขาสูงเพียงลำพัง  2 ขณะที่เขามองไปนั้น พระวรกายของพระเยซูก็เปลี่ยนไป พระพักตร์มีแสงฉายออกมาสว่างสุดใสดั่งดวงอาทิตย์  และฉลองพระองค์ก็ขาวเจิดจ้าดั่งความสว่าง  
3  แล้วโมเสสกับเอลียาห์ก็ปรากฏขึ้น ต่อหน้าพวกเขา ทั้งสองสนทนากับพระเยซู  
4 เปโตรทูลพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า ดีจริง ๆ ที่พวกเราได้มาอยู่ตรงนี้  หากพระองค์ทรงพอพระทัย ข้าพเจ้าจะสร้างพลับพลาขึ้นสามหลัง สำหรับพระองค์หนึ่งหลัง  อีกหลังสำหรับท่านโมเสส และอีกหลังสำหรับท่านเอลียาห์”



5 ขณะที่เปโตรกำลังพูดอยู่นั้น  ก็มีพระสุรเสียงดังขึ้นมาจากเมฆที่ปกคลุมพวกเขา “ผู้นี้ คือลูกชายเรารักมาก และเราพอใจเขามาก จงเชื่อฟังเขาเถิด”
6 เมื่อศิษย์ทั้งสามได้ยินเสียงนั้น พวกเขาก็ตกใจมากถึงกับล้มลงหน้าซบดิน 
7 แต่พระเยซูเสด็จมาหาและแตะต้องพวกเขา ตรัสว่า “ลุกขึ้นเถิด อย่ากลัวไปเลย” 
8  เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้นมา ก็ไม่เห็นใคร พระเยซูทรงอยู่เพียงผู้เดียว 
9 ขณะที่พวกเขากำลังลงมาจากภูเขา พระเยซูทรงกำชับไม่ให้พวกเขาบอกใครเรื่องสิ่งที่เห็น จนกว่า บุตรมนุษย์จะคืนชีพจากความตาย 



10  แล้วพวกศิษย์ทูลถามว่า
“เหตุใดธรรมาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า เอลียาห์ต้องมาก่อนพระเจ้าข้า?”
11 พระเยซูตรัสตอบว่า “พวกเขาพูดถูกแล้ว เอลียาห์ต้องมาก่อน และเขาจะทำให้ทุกสิ่งคืนสู่สภาพที่ควรจะเป็น
12 แต่เราขอบอกพวกเจ้าว่า เอลียาห์ได้มาแล้ว และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นท่าน พวกเขาทำกับท่านตามใจตนเอง  บุตรมนุษย์เองก็จะต้องทนทุกข์เพราะพวกเขาเช่นกัน
13 นั่นเองที่ทำให้ศิษย์ทั้งหลายเข้าใจว่า พระเยซูกำลังตรัสถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมา

พระเยซูทรงรักษาเด็กที่ถูกผีทำร้าย

14 เมื่อพระเยซูกลับมายังฝูงชนอีก มีชายคนหนึ่งมาคุกเข่ากราบลงต่อพระพักตร์
15  ทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอทรงเมตตาต่อลูกชายข้าพเจ้าด้วย เขาเป็นโรคลมชักที่ทรมานเขามาก เพราะเขาตกในกองไฟ และตกน้ำบ่อย ๆ
16 ข้าพเจ้าพาเขามาหาศิษย์ของพระองค์แล้ว แต่พวกเขารักษาลูกชายไม่ได้”
17 พระเยซูตรัสตอบว่า “เจ้าทั้งหลายในยุคที่ขาดความเชื่อและดื้อรั้น เราต้องอดทนต่อพวกเจ้านานเท่าไรกัน? ไป ไปพาลูกชายของเจ้ามาหาเราที่นี่”
18  แล้วพระเยซูทรงบัญชากำราบผีนั้น มันจึงออกมาจากเด็กชาย และเขาก็หายเป็นปกติทันที! 
19 แล้วพวกศิษย์ก็มาหาพระเยซูเมื่อพระองค์ทรงอยู่ลำพัง ทูลถามว่า “เหตุใดพวกเราจึงขับไล่ผีออกไม่ได้พระเจ้าข้า?”

20 “ก็เพราะพวกเจ้านั้น มีความเชื่อน้อยเหลือเกิน เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า หากเจ้ามีความเชื่อแค่ขนาดของเมล็ดมัสตาร์ด เจ้าก็จะสั่งภูเขานี้ว่า  ‘จงออกไปจากที่นี่ไปที่นั่น’  มันก็จะเคลื่อนไป ทุกอย่างจะเป็นไปได้สำหรับเจ้า (หรือไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นไปไม่ได้สำหรับเจ้า)
(21 ผีประเภทนี้ จะออกมาได้ก็ด้วยการอธิษฐานและอดอาหารเท่านั้น)

พระเยซูตรัสเรื่องการสิ้นพระชนม์
22 ขณะที่ศิษย์ของพระเยซูมาถึงกาลิลี พระเยซูตรัสว่า “บุตรมนุษย์จะถูกมอบให้กับมือมนุษย์”
23 พวกเขาจะประหารท่าน และท่านจะคืนชีพในวันที่สาม”  และพวกศิษย์ก็พากันโศกเศร้าเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

เรื่องภาษีพระวิหาร
24 เมื่อพระเยซูกับศิษย์ทั้งหลายมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมแล้ว  คนเก็บภาษีพระวิหารก็มาหาเปโตร ถามว่า “อาจารย์ของท่านไม่เสียภาษีพระวิหารหรือ? (เป็นเงิน 2 ดร๊าคมา จ่ายประจำปี อพยพ 30:13-16)

25 เปโตรตอบว่า “ท่านจ่ายสิ” เมื่อเปโตรเข้าไปในบ้าน แต่ก่อนที่เขาจะกล่าวอะไร พระเยซูตรัสว่า “ซีโมน เจ้าคิดอย่างไรหรือ? กษัตริย์ต้องเก็บภาษีจากใครกัน จากราชบุตรของท่านหรือจากคนอื่น?”

26 เปโตรตอบว่า “คนอื่นสิ พระเจ้าข้า” “นี่ก็หมายความว่า ราชบุตรของท่านรับการยกเว้นสินะ
27 แต่เราไม่ต้องการให้พวกเขาไม่สบายใจ ดังนั้นเจ้าจงไปตกเบ็ดที่ทะเล  จงเปิดปากปลาตัวแรกที่เจ้าจับขึ้นมานั้น เจ้าจะพบเหรียญหนึ่งสตาเต (มีค่าเท่ากับ สี่ดร๊าคมา)  ให้เอาเหรียญนั้นไปจ่ายภาษีพระวิหารสำหรับเจ้าและเรา”

อธิบายเพิ่มเติม

พระกายมนุษย์เปลี่ยนสู่พระกายเต็มด้วยพระสิริ
17:1-3 ภูเขาที่ขึ้นไปคือภูเขาเฮอร์โมน สูง 9400 ฟุตจากระดับน้ำทะเล พระเยซูทรงเลือกศิษย์สามคนคือ เปโตร ยากอบ และยอห์นขึ้นไปบนภูเขาสูงเพื่อให้พวกเขาได้เห็นความจริงบางอย่างที่ไม่คาดคิด
แล้วพระวรกายของพระเยซูก็เปลี่ยนไป เป็นพระเยซูที่มีแสงสว่างจ้าส่องออกมา ฉลองพระองค์ที่เป็นผ้าแบบพวกเขาก็กลับกลายเป็นเสื้อคลุมขาวเจิดจ้ามาก ตอนนั้นทั้งสามก็ตกใจพอสมควร
ที่ทำให้ตกใจขึ้นไปอีกคือ มีโมเสส กับเอลียาห์ยืนสนทนากับพระเยซูด้วย!
ศิษย์สามคนที่ขึ้นไปนั้น ได้เห็นโมเสสกับเอลียาห์ ซึ่งถ้าคิดให้ดีเท่ากับท่านทั้งสองเป็นตัวแทนของบทบัญญัติและผู้เผยพระดำรัสของพระเจ้า เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของท่านทั้งสองชี้มายังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระเมสสิยาห์คือองค์พระเยซูคริสต์อย่างชัดเจน

17:4 อีกแล้วที่เปโตรพูดเหมือนเป็นตัวแทนศิษย์ทุกคน เขากำลังกล่าวถึงพลับพลาในเทศกาลอยู่เพิงไหมนะ? เหมือนกับเขากำลังเอ่ยว่า เขาอยากจะกลับไปในบรรยากาศที่คนอิสราเอลเข้าไปอยู่ในเพิงในเทศกาลนั้น เพื่อระลึกถึงการเดินทางออกมาจากอียิปต์ แต่ในอีกแง่หนึ่ง เขากำลังเทียบพระเยซูเท่ากับผู้รับใช้ทั้งสองของพระเจ้าในอดีต ทั้งที่พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่ามากนัก
17:5 ครั้งนี้ พระเจ้าพระบิดาตรัสทั้งที่เปโตรยังพูดไม่เสร็จดี …​สิ่งสำคัญคือ การเชื่อฟังพระบุตรที่พระองค์ทรงรักมาก … ไม่ต้องมีความคิดอื่น ๆ จำได้ไหม พระบิดาเคยตรัสคำเช่นนี้มาก่อน ย้อนกลับไปดู มัทธิว 3:17; อิสยาห์ 42:1 ก็มีข้อความคล้ายคลึงกัน
พระเจ้าตรัสให้เชื่อฟังพระเยซู ตามหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ 18:15 .. ท่านต้องรับฟังเขา


17:9 ขณะที่กำลังตกใจกลัวมาก ๆ พระเยซูตรัสห้ามไม่ให้พวกเขาบอกใครก่อนที่พระองค์จะเป็นขึ้นมาจากความตาย เหตุการณ์นี้ต้องเปลี่ยนความคิดของศิษย์ทั้งสามไปไม่น้อย
พวกเขาคงไม่เข้าใจการตรัสถึงการคืนพระชนม์ แม้พระองค์จะทรงบอกเขาก่อนมาล่วงหน้าหลายครั้งแล้วก็ตาม

17:10-13 แล้วก็เกิดความสงสัยขึ้นมา พวกเขาเห็นเอลียาห์กับโมเสส พูดคุยกับพระเยซูราวกับรู้จักกันมาก่อน ทำให้คิดถึงหนังสือมาลาคี 4:5-6 ที่กล่าวว่า เอลียาห์จะมาก่อนวันของพระเจ้า ซึ่งเหล่าธรรมาจารย์ก็คิดเช่นนั้น
พระเยซูทรงตอบชัดเจนว่า เอลียาห์ที่มาเตรียมทางให้นั้นมาแล้ว แต่เหล่าธรรมาจารย์ก็ไม่ได้รู้ว่า ท่านคือเอลียาห์ และทุกคนก็ข่มเหงยอห์นโดยไม่รู้ตัว ทำให้ศิษย์เข้าใจทันทีว่า เอลียาห์ที่มานั้น ก็คือ ยอห์นผู้ให้บัพติศมานั่นเอง

พระเยซูทรงรักษาเด็กที่ถูกผีทำร้าย
17:14- 16 หลังจากนั้น พระเยซูทรงกลับมาหาฝูงชน ปรากฏว่า มีคุณพ่อคนหนึ่งมาขอให้พระเยซูช่วยลูกที่เป็นลมชัก ตกในกองไฟ ตกน้ำเป็นประจำ พอเห็นอาการดังนี้ ก็รู้ได้ว่า เด็กถูกมารทำร้าย
เราจะเห็นจากบทก่อนหน้านี้ ศิษย์ของพระเยซูมีทั้งความเชื่อ และความสงสัยสลับกันไป ยังมีความไม่เข้าใจในหลาย ๆ เรื่อง หากเป็นเรา ตามพระเยซูไปเหมือนพวกเขา ก็คงยังไม่กระจ่างแจ้งเช่นกัน

17:17-18 พระเยซูตรัสว่า พวกเขาขาดความเชื่อ (ทรงกล่าวเช่นกันในมัทธิว 15:33, 8:26, 14:31,16:8, 17:20) จากคำตรัสของพระองค์ เราคิดออกไหมว่า อารมณ์ของพระองค์ตอนนั้นเป็นอย่างไร อำนาจของพระเจ้ามีอยู่แล้ว แต่การที่คนของพระองค์ไม่พร้อมที่จะใช้อำนาจนั้น ไม่เชื่อ ไม่เข้าใจ คนที่ถูกผีรังควาญ ก็จะไม่หลุดจากการรังควาญ
เมื่อเด็กคนนั้นมาถึงพระเยซู พระองค์ทรงบัญชากำราบผี มันก็ออกมาจากเขาทันที แค่พระองค์ตรัสกำราบมันก็ไปแล้ว

17:19-21 อย่าลืมว่า ครั้งที่พระเยซูทรงส่งพวกเขาออกไปเป็นคู่ ในมัทธิว 10:6-8 พวกเขาได้ทำการไล่ผีออกจากคนที่ถูกทรมาน พวกเขามีความเชื่อในเวลานั้น แต่ความสำเร็จครั้งนั้นไม่ได้ประกันว่า ครั้งต่อไปจะสำเร็จ
พระเยซูทรงบอกเหตุผลให้รู้คือ พวกเขาขาดความเชื่อ และในข้อ 21 บอกด้วยว่า ผีแบบนี้จะออกได้ด้วยการอธิษฐานและอดอาหารเท่านั้น ซึ่งทำให้เราประเมินได้ว่า ชีวิตจะต้องใกล้ชิดพระเจ้าเสมอ เพราะหน้างานที่เจอกับคนที่มีผีสิง จะมัวมาอธิษฐานอดอาหารก็ไม่ได้ แต่ต้องมีชีวิตประจำวันที่ใกล้ชิดกับพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์เหนือมารเหล่านี้

หันกลับมาข้อ 20 ความเชื่อที่พวกเขาต้องมีคือการยอมต่อพระเจ้า ความเชื่อเล็กน้อยแค่เมล็ดมัสตาร์ดซึ่งเล็กมาก ก็เท่ากับว่า มีความเชื่อในพระเจ้าแล้ว ที่พระเยซูตรัสถึงการสั่งภูเขาให้เคลื่อนไปนั้น บางท่านอาจคิดว่าต้องเป็นการอัศจรรย์ที่ได้เดี๋ยวนั้น แต่ในชีวิตจริง ความเชื่อบางกรณีอาจได้ทันที และบางเรื่องอาจใช้เวลาในการอธิษฐาน จนกระทั่งพระเจ้าให้สำเร็จได้ เวลาในการอยู่กับพระเจ้า และเข้าเฝ้านั้นจะทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้ โดยที่สิ่งเหล่านั้นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่แล้ว .. (1 ยอห์น 5:14)
เราเห็นผู้รับใช้ที่ใกล้ชิดพระเจ้าในปัจจุบันไล่ผีออกได้จริง แต่คน ๆ นั้นเขามีความใกล้ชิดกับพระเจ้าทุกวัน ต่อเนื่อง ผลที่ได้คือความเชื่อที่ช่วยให้คนพ้นจากอำนาจมาร
ภูเขาที่พระเยซูตรัสถึงนั้นคืออุปสรรคทั้งหลายที่ขัดขวางน้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิตเรา เราอธิษฐานให้ คนในครอบครัวหรือเพื่อนที่หัวรั้นมารู้จักพระเจ้าเราอาจใช้เวลาหลายปีก็ได้ แต่ภูเขาแห่งความดื้อด้าน ท้าทายพระเจ้านั้นจะเคลื่อนออกไปแน่

เรื่องภาษีพระวิหาร
ผู้ชายอายุ 20 ปีขึ้นไป จะเสียภาษีพระวิหารปีละ สองดร๊าคมา (เท่ากับค่าจ้างรายวันสองวัน) เพื่อช่วยดูแล บำรุงพระวิหาร (อพยพ 30:13-14) แต่ถ้าคิดตามความจริงแล้ว พระบิดาทรงเป็นเจ้าของพระวิหาร พระองค์ย่อมไม่เก็บภาษีจากพระบุตร แต่เพื่อให้ไม่มีปัญหา พระเยซูทรงให้เปโตรไปหาเงินด้วยการตกเบ็ด แล้วจะได้เงินจากปากปลาสี่ดร๊าคมา เพื่อจ่ายเป็นภาษีของพระองค์เและเปโตร
ตรงนี้ดูเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ในโลกปัจจุบัน คนที่เรียกร้องสิทธิ์ หรือเอาสิทธิของคนอื่นมาทำประโยชน์เพื่อตนเองมีดาษดื่น พระเยซูทรงทำให้เราเห็นว่า พระองค์ทรงยอมเสียสิทธิ์ของพระองค์ทั้งเรื่องเล็ก ไม่ให้ผู้คนครหา ไม่ให้เกิดเรื่อง และเรื่องใหญ่ ๆ ที่ทรงยอมเสียสิทธิ์ของพระองค์ในฐานะบุตรมนุษย์ที่ไม่เคยทำบาป แต่กลับไปรับโทษบาปของทุกคนบนไม้กางเขน
พระคำตอนนี้ทำให้เราเห็นพระนิสัยอันอ่อนโยนของพระองค์ในอีกแง่อย่างไม่คาดฝัน ส่วนเรื่องปลานั้นก็เป็นเรื่องการอัศจรรย์ที่ไม่ได้ใหญ่โต แต่ชัดเจนว่า พระองค์ทรงสั่งได้ทุกอย่างในโลกนี้!

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 17
1*มาระโก 9:2-8
2* 2 เปโตร 1:17; มาระโก 1:11; มัทธิว 3:17; 12:18;
เฉลยธรรมบัญญัติ  18:15, 19
6* 2 เปโตร 1:18
7* ดาเนียล 8:18
10* มาลาคี 4:5
11* มาลาคี 4:6
12* มาระโก 9:12-13;มัทธิว 14:3, 10; 16:21




13* มัทธิว 11:14
14* มาระโก 9:14-28
17* ฟีลิปปี 2:15
18* ลูกา 4:41
20* ลูกา 17:6
22* มาระโก 8:31
23* มาระโก 15:37; กิจการ 10:40; ยอห์น 16:6; 19:30
24* มาระโก 9:33
25* อิสยาห์

มัทธิว 16 แบกกางเขน ตามเรามา!

ขอหมายสำคัญ

1  พวกฟาริสีและสะดูสีมาหาพระเยซู เพราะต้องการทดสอบเพื่อกับดักพระองค์ พวกเขาขอให้พระองค์แสดงหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ (จากพระเจ้า) 
2 พระเยซูตรัสตอบว่า “ในเวลาเย็นพวกเจ้าพูดว่า ‘อากาศจะปลอดโปร่งเพราะฟ้าเป็นสีแดง’
3 และเวลาเช้าก็ว่า ‘วันนี้จะมีพายุ เพราะฟ้าเป็นสีแดงครึ้มฟ้าครึ้มฝน’ พวกเจ้าสามารถบอกได้ว่าอากาศจะเป็นอย่างไรแค่ดูสภาพของท้องฟ้า  และยังรู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่สำหรับหมายสำคัญที่เราทำนั้น พวกเจ้ากลับแปลความหมายไม่ออก

4 คนในยุคที่ชั่วร้ายและทรยศต่อพระเจ้า ตามหา ขอหมายสำคัญ  แต่จะไม่ได้รับหมายสำคัญใด ๆ นอกจากหมายสำคัญของโยนาห์” แล้วพระเยซูก็ทรงจากพวกเขาไป 

 ระวังเชื้อคำสอนของฟาริสีและสะดูสี
5 เหล่าศิษย์ของพระเยซูลงเรือข้ามไปอีกฟาก และพบว่า พวกเขาลืมเอาขนมปังมาด้วย
6 พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “พวกเจ้า จงระวังเชื้อของฟวกฟาริสีและสะดูสีด้วย”
7 พวกเขาก็คุยกันว่า ที่พระองค์ตรัสนั้นเป็นเพราะ”พวกเราลืมเอาขนมปังมา”
8 พระเยซูทรงทราบว่า เขาพูดอะไรกัน ทรงถามว่า
“เหตุใดเจ้าจึงพูดกันเรื่องไม่มีขนมปัง พวกเจ้านี่ช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง

9 เจ้ายังไม่เข้าใจหรือ? จำไม่ได้หรือว่า ตอนที่เลี้ยงห้าพันคนนั้น เก็บขนมปังที่เหลือได้เต็มกี่ตะกร้า?
10 หรือตอนที่เลี้ยงคนสี่พันคน พวกเจ้าเก็บขนมปังเหลือได้กี่ตะกร้าใหญ่?
11  เจ้าไม่เข้าใจเลยหรือว่า เราไม่ได้พูดกับเจ้าเรื่องตัวขนมปัง? แต่เรากำลังบอกให้เจ้าระวังเชื้อของพวกฟาริสีและสะดูสี”

12  แล้วพวกเขาจึงเข้าใจว่า พระองค์ไม่ได้กล่าวถึงการต้องระวังเชื้อขนมแต่ให้ระวังคำสอนของพวกฟาริสีและสะดูสี

เปโตรรับว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)
 13  เมื่อพระเยซูทรงเข้ามาถึงเขตซีซาริยาฟิลิปปี ​พระองค์ตรัสถามพวกศิษย์ว่า “ประชาชนเขากล่าวกันว่า บุตรมนุษย์เป็นใคร?”
14 พวกเขาตอบว่า “บางคนว่า ท่านเป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมา บางคนว่า ท่านเป็นเอลียาห์ และยังมีคนที่ว่าท่านเป็นเยเรมีย์ หรือ ผู้เผยพระดำรัสคนใดคนหนึ่งขอรับ”
15 แล้วพระเยซูตรัสถามเข้าว่า “แต่เจ้าล่ะ ว่าเราเป็นใคร?”
16 ซีโมน เปโตรตอบว่า “พระองค์ท่านคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ขอร้บ”
 
17  พระเยซูตรัสตอบว่า “ซีโมน ลูกชายโยนาห์เอ๋ย
เจ้าเป็นสุขจริง  เพราะไม่มีมนุษย์คนใดบอกเรื่องนี้แก่เจ้า  แต่เป็นพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ทรงเปิดเผยให้ทราบว่า เราเป็นใคร

18  เราขอบอกเจ้าว่า เจ้าคือเปโตร (กรีกว่า เพทรอส หมายถึงหิน) บนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราขึ้น และประตูแห่งแดนตายไม่อาจจะเอาชนะคริสตจักรนี้ได้ 

19 เราจะมอบกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ให้แก่เจ้า  เจ้าผูกมัดสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกผูกมัดในแผ่นดินสวรรค์  ท่านอนุญาตสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกอนุญาตในแผ่นดินสวรรค์” 
20 แล้วพระเยซูทรงเตือนกำชับพวกเขาไม่ให้บอกใคร ๆ ว่า พระองค์คือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)

พระเยซูทรงแจ้งว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์
21 จากนั้นเป็นต้นมา พระเยซูก็ทรงเริ่มทำให้ศิษย์เข้าใจชัดว่า พระองค์จะต้องเสด็จไปยังนครเยรูซาเล็ม 
ณ ที่นั้น พระองค์จะต้องทนทุกข์หลายอย่างจากพวกผู้ใหญ่ยิว  มหาปุโรหิต และธรรมาจารย์  จะทรงถูกประหาร และจากนั้นคืนชีพจากความตายในวันที่สาม
22 เปโตรเลี่ยงเอาพระองค์ออกไป และทูลติพระองค์ว่า “ขอพระเจ้าทรงห้ามไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับพระองค์นะขอรับ สิ่งเหล่านี้จะต้องไม่เกิดขึ้นกับพระองค์” 

23 พระเยซูทรงหันมาตรัสกับเปโตรว่า “จงถอยออกไป เจ้าซาตาน! เจ้าคือหินสะดุด เพราะเจ้าไม่ได้คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์!”

รับกางเขนของตนเอง
24 แล้วพระเยซูตรัสกับพวกศิษย์ว่า “ใครก็ตามที่ต้องการตามเรามา  เขาต้องล้มเลิกสิ่งที่ตนเองต้องการ (คือปฏิเสธตัวเอง)  เขาต้องเต็มใจที่จะรับกางเขนของตน แบก และตามเรามา
25 คนที่ต้องการเอาชีวิตของตนรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต  แต่คนใดที่ยอมเสียชีวิตของตนเพื่อเห็นแก่เรา ก็จะรักษาชีวิตนั้นไว้ได้
26 เป็นการเสียเปล่าที่จะได้ทั้งโลกมาเป็นของตน แต่กลับเสียจิตวิญญาณของตนไป ใครคนหนึ่งจะเอาสิ่งใดมาแลกจิตวิญญาณของตนเอง(คืนไป)ได้เล่า?


27 ด้วยว่า บุตรมนุษย์จะเสด็จมาอีกด้วยพระเกียรติยิ่งใหญ่ของพระบิดา  พร้อมกับเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์  เวลานั้น พระองค์จะทรงให้รางวัลแก่ทุกคนตามการกระทำของเขา
28 เราขอบอกความจริงแก่เจ้าว่า บางคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ จะยังไม่ตายจนกว่าเขา ได้เห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาพร้อมกับแผ่นดินของพระองค์” (ดาเนียล 17:1-8)

ขอหมายสำคัญ
16:1-4
เหล่าฟาริสีกับสะดูสี เป็นธรรมาจารย์ที่อยู่กันคนละสำนัก มีความเชื่อแตกต่างกัน แต่ร่วมมือกันเพื่อจะจับผิดพระเยซู จึงมาขอให้พระองค์ทรงทำหมายสำคัญจากฟ้าสวรรค์ซึ่งน่าจะเป็นการอัศจรรย์อย่างเอลียาห์  หรือโมเสส แต่พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์ หมายสำคัญมากมายอยู่แล้ว พวกเขาไม่สนใจ การอัศจรรย์เหล่านั้น แต่ต้องการอัศจรรย์แบบที่เขาวางกับดักเอาไว้ 
พระเยซูทรงรู้ใจพวกเขาดี  ทรงบอกพวกเขาตรง ๆ ว่าพวกเขาชั่วร้าย ต่อต้านพระเจ้า  แต่พระองค์จะไม่ทรงให้หมายสำคัญแก่เขาเลย  ไม่ทำการอัศจรรย์ใด ๆ ทั้งสิ้นตามที่พวกเขาขอ  หมายสำคัญของโยนาห์ที่พระองค์จะทรงให้คือ การคืนพระชนม์นั่นเอง และพวกเขาก็ต้องรอ แล้วพระองค์ก็ไม่ทรงสนทนาต่อความ หรือแก้ความเข้าใจผิด แต่ดำเนินออกจากพวกเขา เหมือนอย่างที่ทรงทำใน 12:15; 14:13; 15:21 

ระวังเชื้อคำสอนของฟาริสีและสะดูสี
16:5-10  เมื่อก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงอยู่ที่แคว้น มักดาลา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบกาลิลี ดังนั้น คำว่าอีกฟากในที่นี้ หมายถึง ด้านตะวันออก เป็นพื้นที่ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ

16:11-12  เมื่อพระคัมภีร์กล่าวถึงเชื้อ ก็มีความหมายถึงสิ่งไม่ดี ดังนั้น เชื้อของฟาริสีและสะดูสี ก็คือ ความเกลียดชัง  หน้าซื่อใจคด  ยึดถือกฎบัญญัติอย่างเคร่งครัด   ความดื้อด้านฝ่ายวิญญาณ  ฉวยโอกาสเพื่ออำนาจทางการเมือง  ที่พระเยซูทรงเตือนพวกศิษย์ก็เพราะพวกเขาท้าทายขอหมายสำคัญที่ไม่ได้จำเป็น แต่เป็นเพียงเพื่อต้องการจับผิดพระเยซูเท่านั้น
พระเยซูไม่ทรงอธิบายซ้ำ แต่ทรงย้ำให้พวกศิษย์ได้คิดเรื่องเชื้อเลวร้ายนี้ด้วยตัวเอง และในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจว่า ที่ทรงกล่าวถึงเชื้อนั้นคือ คำสอน วิถีชีวิต การควบคุมผู้คนด้วยกฎต่าง ๆ ของพวกฟาริสี และสะดูสีนั่นเอง   



เปโตรรับว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์)
16:13-14  เขตซีซาริยา ฟีลิปปี ผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เป็นพื้นที่ทางเหนือของทะเลสาปกาลิลี  ผู้ที่สร้างชุมชนนี้ คือเฮโรด ฟิลิป ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่พยายามฆ่าพระเยซูตอนที่ยังเป็นทารกอยู่  พื้นที่แถบนี้ เป็นทางราบลงมาจากภูเขาเฮอร์โมน  คนสมัยก่อนหน้านั้น จะเข้าไปกราบนมัสการเทวรูปต่าง ๆ  ทำให้มีกองหิน วางอยู่เป็นระเบียบเพื่อทำพิธีของพวกเขา  ทำให้พระเยซูทรงใช้คำว่า ศิลา เมื่อตรัสถึงการสร้างคริสตจักรของพระองค์  
แล้วพระเยซูทรงถามศิษย์ของพระองค์ว่า พวกเขาคิดว่า พระองค์คือใคร  แทนที่จะตอบตรง ๆ กลับบอกพระองค์ว่า คนนั้นคิดอย่างนั้น คนนี้คิดอย่างนี้  

16:15-17 พระองค์ทรงถามศิษย์ทุกคน มีคนเดียวตอบถูกคือเปโตร เขาบอกว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ซึ่งหมายถึงพระองค์ที่พระเจ้าทรงเจิมให้มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด 

พวกเขามีความเห็นที่เกิดจากความเข้าใจมากขึ้นจากประสบการณ์ที่อยู่กับพระเยซู จำได้ไหม พวกเขาถูกเรียกว่า คนมีความเชื่อน้อย (ข้อ 8  ) และ พระเยซูทรงตำหนิพวกเขา เนื่องจากความที่ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ (16:21-23)  

ใน 14:33 พวกศิษย์กล่าวกันว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง ๆ (เป็นความเข้าใจประกอบด้วยความเกรงกลัว)
16:17 เปโตรว่า พระองค์ท่านคือพระเมสสิยาห์ (พระคริสต์) พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์”  (เป็นความเข้าใจประกอบด้วยความมั่นใจ)  และแล้ว ในที่สุดพระเยซูทรงเปิดเผยว่า พระบิดาเป็นผู้ทรงบอกความจริงนี้แก่เปโตร


16:18 
คริสตจักรในที่นี้ พระเยซูทรงหมายถึง ผู้ที่ถูกเรียกออกมา  เป็นชุมชนผู้ติดตามพระคริสต์ ที่ได้รับการไถ่โดยพระเยซูคริสต์  พวกเขาเป็นชุมชนแห่ง พันธสัญญาใหม่ของพระเยซูคริสต์ (26:28)    ตอนนี้ยังไม่มีคริสตจักร แต่พระเยซูทรงสัญญาจะสร้างขึ้นมา พวกศิษย์ยังไม่เข้าใจว่า คริสตจักรนี้จะเป็นชุมชนที่คนยิวหรือคนต่างชาติมีความเท่าเทียมกันในสายพระเนตรพระเจ้า ไม่มีอคติของเชื้อชาติอีกต่อไป และคนที่อยู่ในชุมชนนี้คือคนที่เชื่อในพระบุตรของพระเจ้าเชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ความตายจะไม่ชนะพวกเขา เพราะพวกเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์จากพระเยซู  

16:19-20
พระเยซูทรงมอบกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ให้แก่คนที่ทรงเรียกออกมาเป็นคนของพระองค์ เป็นชุมชนของพระองค์ที่จะขยายอาณาจักรของพระองค์บนโลก 
ผู้คนเหล่านี้ เป็นผู้รับใช้ที่พระองค์ทรงไว้ใจให้ถือกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ เขามีสิทธิจะปิด หรือเปิดประตูของอาณาจักรนี้
ศิษย์ของพระองค์ทุกคน ได้รับคำสั่งให้ออกไปประกาศพระนามทั่วแผ่นดิน  ให้มนุษย์ได้รับรู้ว่า โดยการรับด้วยปาก เชื่อด้วยใจในพระเยซูเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาได้เข้าไปในแผ่นดินสวรรค์
เมื่อศิษย์ของพระองค์ประกาศผูกมัด หรือปลดปล่อยสิ่งใดในพระนามพระเยซูคริสต์ สิ่งนั้นจะถูกผูกมัดหรือปลดปล่อยในสวรรค์เช่นกัน   ณ ที่นี้ พระเยซูกำลังประทานทั้งความรับผิดชอบ หน้าที่ สิทธิอำนาจ และฤทธิ์ทำการอัศจรรย์เพื่อขยาย และทำให้อาณาจักรของพระองค์เติบโต
16:20  ที่พระองค์ทรงห้ามไม่ให้พวกเขาไปบอกใคร ๆ ว่า พระองค์คือพระคริสต์เป็นเพราะยังไม่ถึงเวลา  ใครจะคิดอย่างไรก็ไม่สำคัญ เวลาของพระองค์ยังไม่ใช่ตอนนี้ 

พระเยซูทรงแจ้งว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์
16:21พระเยซูทรงเตือนศิษย์ให้รู้ว่า พระองค์จะทรงไปเยรูซาเล็ม และจะต้องเผชิญกับศัตรูร้ายคือ ยิว ปุโรหิต ธรรมาจารย์
สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือจะทรงถูกประหารและคืนชีพในวันที่สาม  แต่ดูเหมือนเปโตรไม่ได้ยินคำว่า จะทรงคืนชีพ จึงห้ามพระองค์ว่า สิ่งร้าย ๆ นี้จะไม่เกิดกับพระองค์  ยิ่งรู้ว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรพระเจ้า เขายิ่งไม่ต้องการให้พระองค์ถูกประหาร  ส่วนพระเยซูเองทรงรู้แน่ว่า การสิ้นพระชนม์นั้นเพื่อลบบาปของมนุษย์ และพระองค์จะไม่ต่อต้านแผนการของพระเจ้าในเรื่องนี้ (อ่านยอห์น 12:32-34; 23-28 ทรงกล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ที่จะทำให้ทุกคนมาหาพระองค์ และการที่ทรงเป็นดั่งเมล็ดที่ต้องเน่าเปื่อยเพื่อจะเกิดผลงดงาม)

16:22-23
แต่เปโตรรับเรื่องนี้ไม่ได้ กลับติเตียนพระองค์ (ภาษากรีกว่า epitimaō ซึ่งหมายถึงการติว่าอย่างรุนแรง)  พระองค์ทรงหันมาและกล่าวว่าเขาเป็นซาตาน เป็นหินสะดุดที่ไม่คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์  
เปโตรกลายเป็นอุปสรรคของพระเยซู ไม่ช่วยแต่ยังขวาง เมื่อสักครู่เขายังตอบได้ชัดด้วยการเปิดเผยของพระเจ้าว่า พระเยซูคือผู้ใด  แต่ตอนนี้เขากลับคิดแบบคน ไม่คิดอย่างพระเจ้า  เห็นตัวอย่างนี้ ทำให้เรารู้ว่า เราต้องระวังในความคิด การกระทำ คำพูดเสมอ   เพราะเราอาจจะเดี๋ยวอยู่ฝ่ายพระเจ้า เดี๋ยวอยู่ฝ่ายตัวเอง พลิกไปพลิกมาได้ 

รับกางเขนของตนเอง
16:24-26 หลังจากที่พระเยซูตรัสว่า จะทรงสิ้นพระชนม์  ซึ่งเป้าหมายของพระบิดาและพระองค์คือเพื่อโลกจะไม่พินาศ พระองค์ ก็ทรงแจ้งให้ศิษย์ทราบว่า  จะตามพระองค์มาก็ต้องรับกางเขนของตน แบก และตามพระองค์ (ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์กำลังจะทรงทำ) 
เห็นไหม พระเยซูทรงทำเป็นตัวอย่างให้เห็นชัดเจน   การปฏิเสธตัวเองตรงนี้คือ การยอมให้กับพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตเรา 
การแบกกางเขนในโลกโบราณนั้น รวมไปถึงการถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม ความอับอาย  ทุกคนที่ได้ยินพระเยซูตรัส ก็ไม่มีใครอยากที่จะต้องพบกับประสบการณ์เช่นนั้น  การปฏิเสธตัวเองเป็นวินัยของคนที่ต้องต่อสู้ในสงครามอย่างทหาร แต่หากรวมไปถึงความตาย มันก็น่ากลัวขึ้นอีกระดับเลย
คนที่จะติดตามพระเยซูจึงต้องยอมต่อพระองค์ทุกอย่างเพื่อจะตามพระองค์ได้จริง…

16:27-28
แล้วพระเยซูทรงสัญญาว่า จะเสด็จกลับมาด้วยสง่าราศียิ่งใหญ่ของพระบิดา (มัทธิว 26:64 พระองค์ตรัสในบ้านของมหาปุโรหิต ; ยอห์น 17:1-5 ทรงอธิษฐานก่อนถูกจับกุม) และประทานรางวัลแก่ทุกคน ตามการกระทำ 

16:28 มีหลายคนให้ความเห็นว่า  คนที่ได้เห็นพระเยซูเสด็จมาพร้อมกับแผ่นดินของพระองค์ คือสามคนที่ได้เห็นพระองค์จำแลงพระกายในบทต่อไป  แต่ก็ยังมีความเห็นอื่น ๆ ที่ยังไม่ลงตัว บางคนถึงกับคิดว่า ท่านยอห์นเป็นคนที่ยังอยู่ในโลกจนทุกวันนี้ แต่เราไม่ทราบว่าท่านอยู่ที่ไหน …
เรื่องบางอย่างในพระคัมภีร์ก็ยังเป็นความลึกลับที่เราสรุปไม่ได้

พระคำเชื่อมโยง

มัทธิว 16
1* มาระโก 8:11
4* มัทธิว 12:39
5* มาระโก 8:14
6* ลูกา 12:1
9* มัทธิว 14:15-21
10* มัทธิว 15:32-38
13* ลูกา 9:18


14* มัทธิว 1:42; 21:11
15* ยอห์น 6:67
16* กิจการ 8:37; 9:20
17* เอเฟซัส 2:8; กาลาเทีย 1:16
18* ยอห์น 1:42; กิจการ 2:41, 47; เอเฟซัส 2:20; อิสยาห์ 38:10
19* มัทธิว 18:18
20* ลูกา 9:21

21* ลูกา 9:22; 18:31; 24:46;
กิจการ 10:40; 1โครินธ์ 15:4
23* มัทธิว 4:10; โรม  8:7
24* 2 ทิโมธี 3:12; 1 เปโตร 2:21
25* ยอห์น 12:25
26* ลูกา 12:20-21; สดุดี 49:7-8
27* มาระโก 8:38; ดาเนียล 7:10; โรม 2:6
28* ลูกา 9:27