
วันที่เจ็ด พระเจ้าทรงพัก
1 ดังนั้น ฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลกและสรรพสิ่งที่อยู่ในที่เหล่านั้น จึงสร้างสำเร็จครบถ้วน
2 เมื่อถึงวันที่เจ็ด พระเจ้าทรงเสร็จราชกิจการทรงสร้างทั้งสิ้น และในวันที่เจ็ดนี้ ทรงหยุดพักจากราชกิจการทรงสร้างทั้งปวง
3 และพระเจ้าทรงอวยพรวันที่เจ็ด และทรงตั้งให้เป็นวัน บริสุทธิ์ เพราะในวันนั้น พระองค์ทรงหยุดพักจากราชกิจการทรงสร้างทั้งสิ้น
การสร้างมนุษย์
4 ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวการทรงสร้าง ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
ในวันที่พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า (พระยาห์เวห์ เอโลฮิม) ทรงเริ่มสร้างแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์นั้น
5 เวลานั้น ยังไม่มีพืชบนแผ่นดิน ไม่มีอะไรงอกขึ้นมาในทุ่งโลง เพราะว่า พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ยังไม่ได้ทรงให้ฝนตกลงมาบนแผ่นดิน ยังไม่มีใครทำหน้าที่ไถพรวนดิน
6 แต่จะมีละอองไอน้ำพลุ่งขึ้นมาให้ความชุ่มชื้นรดทั้งแผ่นดิน
7 แล้ว พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงปั้นมนุษย์ขึ้นจากผงดิน พระองค์ทรงระบายลมหายใจแห่งชีวิตเข้าไปทางจมูกของเขา มนุษย์จึงมีชีวิตขึ้นมา (อาดัมแปลว่ามนุษย์ อาดามาแปลว่าพื้นดิน)
สวนที่ทรงปลูก
8 แล้ว พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงปลูก สร้างสวนแห่งหนึ่งทางตะวันออก ในที่ ๆ เรียกว่า เอเดน (ความหมายว่า โอ่อ่า สบาย)และทรงให้ชายที่ทรงสร้างขึ้นมานั้น ให้อาศัยที่นั่น
9 พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงทำให้เกิดต้นไม้ที่งดงาม และต้นไม้ทุกชนิดที่เหมาะเป็นอาหาร และงอกขึ้นมาบนแผ่นดิน ที่กลางสวนนั้น มีต้นไม้แห่งชีวิต และต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว
10 มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่านเอเดน และช่วยหล่อเลี้ยงสวนนั้น และจากนั้นก็แยกออกเป็นแม่น้ำสี่สาย
11 แม่น้ำสายแรกชื่อปิโชน ไหลรอบ ๆ แผ่นดิน ฮาวิลาห์ซึ่งมีแร่ทองคำ
12 ทองคำของดินแดนนี้เป็นทองชั้นดี มียางไม้หอม และอัญมณีด้วย
13 สายที่สองคือกิโฮน ไหลผ่านรอบแผ่นดินคูช 14 สายที่สามคือ ไทกริส ไหลไปทางทิศตะวันออกของอัชชูร์ และสายที่สี่คือ ยูเฟรติส (ทั้งหมดนี้อยู่ในเมโสโปเตเมีย)
ผลไม้ต้องห้าม!
15 พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงให้ชายผู้นั้น (อาดัม) อยู่ในสวนแห่งเอเดน เพื่อทำงาน และดูแล รักษาสวนนั้น
16 พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงบัญชาเขาว่า “เจ้าจะกินผลไม้จากต้นใดก็ได้ในสวนนี้อย่างอิสระ
17 แต่เจ้าจะต้องไม่กินผลไม้จากต้นแห่งการรู้ดีรู้ชั่ว เพราะหากเจ้ากินผลของมันเมื่อใด เจ้าจะตายแน่”
อาดัมตั้งชื่อสัตว์ต่าง ๆ
18 แล้วพระยาห์เวห์องค์พระเจ้าตรัสว่า “ไม่เป็นการดีถ้าชายคนนี้ต้องอยู่เดี่ยวๆ เราจะสร้างผู้ช่วยที่เหมาะกับเขา”
19 พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ได้ทรงปั้นสัตว์ป่าและนกในอากาศทุกชนิดจากดิน แล้วทรงนำสรรพสัตว์เหล่านั้นมาให้ชายผู้นั้นเพื่อเขาจะได้ตั้งชื่อของมัน ไม่ว่าเขาจะเรียกมันว่าอย่างไร ชื่อของมันก็เป็นไปตามที่เขาเรียก
20 ชายผู้นั้นได้ตั้งชื่อให้กับทั้งสัตว์เลี้ยง นกในอากาศ และสัตว์ป่า สัตว์ทุ่ง แต่เขา (อาดัม) ยังไม่พบผู้ช่วยที่เหมาะสมกับเขา
การสร้างผู้หญิง
21 ดังนั้นพระยาห์เวห์องค์พระเจ้า จึงทรงทำให้ชายผู้นั้นหลับลึกสนิท และขณะที่หลับอยู่นั้น ทรงชักกระดูกซี่โครงออกมาซี่หนึ่ง และทรงปิดเนื้อหนังของเขาตรงนั้นให้สนิทเหมือนเดิม
22 พระยาห์เวห์องค์พระเจ้า ทรงใช้กระดูกซี่โครงนั้นสร้างผู้หญิงขึ้นมา แล้วพระองค์ก็ทรงนำหญิงนั้นมาให้เขา
23 แล้วชายผู้นั้นกล่าวว่า “บัดนี้ นี่คือคนที่มีกระดูกจากกระดูกของเรา ร่างของเธอมาจากร่างของเรา เราจะเรียกเธอว่า ชายา เพราะเธอมาจากชาย
[ฮีบรู אִישׁ ‘ish ผู้ชาย]
[ฮีบรู אִשָּׁה ‘ishshah ผู้หญิง]
24 ดังนั้น ผู้ชายจึงละจากพ่อและแม่ และไปผูกพันกับภรรยาของเขา และทั้งสองจะเป็นหนึ่งเนื้อเดียวกัน
25 ชายผู้นั้นและภรรยา ต่างเปลือยกาย และทั้งสองไม่ได้อายกัน
อธิบายเพิ่มเติม
วันที่เจ็ด พระเจ้าทรงพัก
2:1 พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งที่ทรงดำริในพระทัยสำเร็จครบแล้ว ทุกอย่างดี สวยงามมาก และต่างทำหน้าที่ในตัวของมันอย่างสมบูรณ์แบบ
ตั้งแต่ดวงดาวต่าง ๆ บนท้องฟ้าที่เห็นและไกลเกินเห็น ลงมาในบรรยากาศของโลก ลงมายังพื้นโลก และลงไปในมหาสมุทร ผืนน้ำทั้งหลาย พืชเติบโตจากการสังเคราะห์แสง สัตว์และมนุษย์เติบโตจากการกิน ร่างกายภายในทำงานอย่างมหัศจรรย์ … พระองค์ทรงสร้างสำเร็จครบถ้วนจริง ๆ
2:2 วันที่เจ็ด.. เจ็ด มีความหมายถึงการสำเร็จเสร็จสิ้น เต็มบริบูรณ์ เจ็ดเป็นสัญลักษณ์ของการพัก พระเมตตาและพระคุณ การพักของพระเจ้าคือ ทรงหยุดจากราชกิจทรงสร้าง พระองค์ไม่ทรงประสงค์สร้างสิ่งใดต่อ ทุกอย่างจะทวีจำนวนอย่างที่ทรงอวยพรไว้ สัตว์ชนิดใดก็จะมีลูกหลานเป็นชนิดนั้น และพระองค์ไม่ได้ทรงจากโลกที่ทรงสร้างไว้ไป พระองค์ทรงพักราชกิจการสร้างสรรค์ในวันที่เจ็ด เพราะมันเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องกังวล โลกสามารถดำเนินต่อไปด้วยพระดำรัสที่ทรงฤทธิ์ (ฮีบรู 1:3)
2:3 การที่ทรงตั้งให้เป็นวันบริสุทธิ์นั้น คือ พระเจ้าทรงทำให้วันนี้แตกต่างออกไป ยังมีความหมายเหนือไปกว่านั้นคือว่า วันนี้เป็นวันของพระเจ้า เป็นวันที่พักจากงานปกติ เรื่องของการพักจากการงานในวันที่เจ็ดนี้ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในกลุ่มคนยิว และ คริสเตียน พระเจ้าทรงกำหนดวันนี้ไว้ตั้งแต่ที่ทรงสร้างโลก
การสร้างมนุษย์
2:4 ตอนต่อไปนี้เป็นรายละเอียดการสร้างมนุษย์ขึ้นมาในวันที่หก แม้จะไม่มีคนเป็นพยานรู้เห็น แต่พระเจ้าผู้ทรงสร้างเป็นผู้ให้รายละเอียดกับโมเสสเขียนคำว่าเรื่องราว หรือคำอธิบาย การทรงสร้างนี้เป็นคำสำคัญในหนังสือปฐมกาล ฮีบรูว่า תוֹלְד֧וֹת โทลโดท หมายถึงการเรื่องราว ประวัติของการเกิด หรือ ประวัติเชื้อสายครอบครัว
และโมเสสยังแนะนำพระนามว่า พระยาห์เวห์เอโลฮิม หรือพระยาห์เวห์องค์พระเจ้าด้วย เอโลฮิมเป็นนามเรียกพระเจ้าในการทรงสร้าง ปฐมกาล 1:1
เป็นนามพหูพจน์ แต่เวลาใช้คำกริยา กลับใช้เป็นเอกพจน์ ซึ่งเป็นการแนะให้เรารู้จักพระเจ้าในฐานะองค์ตรีเอกานุภาพมาแต่บรรทัดแรกของปฐมกาล
2:5-6 ก่อนที่พระเจ้าทรงสร้างอาดัมนั้น โมเสสบันทึกชัดว่า ยังไม่มีมนุษย์คนใดมาพรวนดิน ไม่มีพืช แต่แผ่นดินได้รับความชุ่มชื่นจากละอองน้ำที่พลุ่งขึ้นมาจากแผ่นดินเอง ข้อความในบทที่สองนี้ เป็นรายละเอียดที่แตกต่างไปจาก บทที่หนึ่ง และ 2:1-3 ในภาษาเดิมกล่าวว่า ไม่มี อาดัม אָדָ֣ם (มนุษย์) คนใดทำหน้าที่ไถพรวน อาดามา אֲדָמָֽה (ผืนดิน) ประโยคนี้น่าจะโยงถึงการที่มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาจากดิน
เวลานั้นยังไม่มีฝนตก … แต่โลกก็ไม่ได้ขาดความชื้นเลย
2:7 การสร้างมนุษย์นั้นแตกต่างจากการสร้างสัตว์ทั้งหลายอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะมีระบบทำงานของร่างกายคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่ เช่นมีตา หู ปาก มีอวัยวะภายในที่ช่วยระบบหายใจ ระบบการย่อยอาหาร การมีหัวใจปอด ฯลฯ
พระองค์ทรงปั้นมนุษย์ขึ้นมาจากดิน คำว่าปั้น (יָצַר ยาทซาร์ ) เป็นคำเดียวกับที่ใช้กับช่างปั้นที่ปั้นดินขึ้นมา ต้องคิดออกแบบแล้วสร้างขึ้นมา พวกเขาเป็นสิ่งทรงสร้างที่พระเจ้าทรงปั้นด้วยพระหัตถ์ ไม่ได้แค่ตรัสสั่งให้เกิดขึ้น มนุษย์จึงพิเศษ พระองค์ทรงตั้งพระทัยให้พวกเขาได้ทวีจำนวน ดังนั้น ทรงมีการวางแผนอยู่ในดีเอ็นเอเรียบร้อย เพื่อมนุษย์ลูกหลานยุคต่อ ๆ ไป ไม่ใช่แค่วันนั้น
ดร.เจมส์ ทัวร์ นักเคมีชั้นนำของโลก ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ชีวิตคืออะไร สรุปได้ว่า ชีวิตต้องตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม มีการเจริญเติบโต มีการเปลี่ยนแปลง มีการเผาผลาญ หายใจ รักษาสภาวะสมดุลในร่างกาย ประกอบด้วยเซล และส่งต่อลักษณะไปยังลูกหลาน … นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้กับ พืช มนุษย์ สัตว์ และมนุษย์ก็เป็นระดับสูงสุดที่สัตว์และพืชไม่สามารถทำได้เหมือนเขา https://www.youtube.com/watch?v=I0InjvwBXTg ที่ 12.44 นาที
แล้วลมหายใจของพระองค์ ก็เข้ามาทางจมูกของมนุษย์ มนุษย์จึงมีชีวิตที่แตกต่างมาก พวกเขามีความคล้ายพระเจ้าอย่างที่พระองค์ทรงประสงค์
ปฐมกาล 1:17 ว่า พระองค์ทรงสร้างพวกเขาตามพระลักษณะของพระองค์ พวกเขามีความคิด สติปัญญา ภาษา มีเหตุผล มีจิตวิญญาณที่ติดต่อกับพระเจ้าได้ พวกเขาสามารถต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติเป็นสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดประโยชน์แก่ตนได้ สามารถสร้างอารยธรรมได้ และเราจะเห็นว่า พระเจ้าทรงให้พวกเขาเก่งขนาดที่พระองค์ตรัสในปฐมกาล 11:6 “ต่อไปถ้าเขาวางแผนจะทำอะไร ก็จะทำได้ทุกอย่าง”
สวนที่ทรงปลูก
2:8-9 พระเจ้าทรงสร้างสวนทางตะวันออกของพื้นที่ ๆ พระเจ้าทรงเรียกว่า เอเดน ซึ่งแปลว่า โอ่อ่า สบาย น่าชื่นชม (עֵדֶן เอเดน) เหมือนกับว่า เอเดนเป็นที่ประทับของพระเจ้าแล้วมีสวนข้างๆเอเดนทางตะวันออก และมีแม่น้ำที่ไหลมาจากเอเดนเลี้ยงสวนนั้น
ในโลกโบราณ สวนที่พระคัมภีร์หมายถึง ไม่ใช่ไร่ นา แต่เป็นเหมือนสวนที่วางภูมิทัศน์อย่างดี และเป็น ที่ ๆ มีทั้งน้ำ และต้นไม้ที่สูงสวยงาม อาจมีสัตว์อาศัยอยู่บ้าง น่าจะคล้าย ๆ กับสวนของเนบูคัดเนสซาร์ หรือสวนป่าของโซโลมอน
พระองค์ทรงประสงค์ให้อาดัมดูแลสวนนี้แทนพระองค์ ในสวนนี้มีทั้งต้นไม้ที่งามน่าดู และยังมีต้นไม้ที่ให้ผลเป็นอาหารด้วย
แล้วมีต้นไม้สองต้นคือต้นไม้แห่งชีวิต และต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว ที่สำคัญมากในสวน เหมือนกับเป็นต้นไม้ที่ให้ความเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นต้นไม้แห่งชีวิตนิรันดร์ และต้นไม้แห่งปัญญา ที่ก่อให้เกิดเรื่องราวมากมายต่อมาซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตของมนุษย์ทุกคน (สุภาษิต 3:18 กล่าวว่า ปัญญาเป็นต้นไม้แห่งชีวิต)
ในยุคต่อมา มีผู้เผยพระดำรัสที่มองกลับไปยังเอเดนนี้ โยเอล 2:3, อิสยาห์ 51:3, เอเสเคียล 36:35 แม้แต่ยอห์นในวิวรณ์ 22:1-3 พวกเขามองกลับไปยังเอเดนที่มีความหมายต่อมวลมนุษย์ การเสด็จกลับมาของพระเยซูก็จะเป็นการฟื้นฟูความตระการของเอเดนซึ่งสูญหายไปเพราะมนุษย์ตกในความบาป
2:10-11 แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงต้นไม้ในสวน น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของน้ำที่พลุ่งจากตาน้ำในพื้นดินขึ้นมา เพราะตอนนั้นยังไม่ได้บันทึกว่ามีฝน เรายังไม่ทราบว่า แม่น้ำปิโชนอยู่ที่ใด แต่ปรากฎว่า แร่ธาตุต่าง ๆ ในโลกก็มีแล้ว โมเสสบอกเรานอกเหนือจากดิน ซึ่งประกอบด้วยแร่ธาตุหลายชนิด ยังมีแร่ทองคำที่แม่น้ำที่ไหลอยู่รอบ ๆ เป็นแผ่นดินชื่อ ฮาวิลาห์
2:12-13
เมื่อเปรียบเทียบตรงนี้กับ วิวรณ์ 21:15–22:2 เราจะเห็นว่า เมื่อถึงวันของพระเจ้า ผู้เชื่อในพระองค์จะได้กลับไปเห็นสภาพแวดล้อมแบบนี้ในอนาคต
คือเป็นแผ่นดินที่เต็มด้วยแร่มีค่า งดงามตระการด้วยอัญมณี และหอมสดชื่น ความหอมเป็นกลิ่นที่ทำให้เกิดความพอใจ เหมือนกับเครื่องบูชาเผาที่ส่งกลิ่นที่พระเจ้าทรงพอพระทัย
แม่น้ำสายที่สองคือกิโฮน ไหลผ่านแผ่นดินคูช แม่น้ำไทกริส ยูเฟรตีสไหลห่างกัน แต่ก็มาบรรจบกัน และไหลงลงสู่อ่าวเปอร์เซีย
แม้จะเชื่อกันว่า เอเดนอยู่แถบไทกริส ยูเฟรติส แต่ก็ไม่มีใครสามารถบอกแบบปักหมุดลงไปได้ .. พระเจ้าทรงบอกกว้าง ๆ และทรงปิดบังไว้ ไม่มีมนุษย์คนใดค้นพบได้
ผลไม้ต้องห้าม!
2:15 สิ่งสำคัญที่ปรากฏในความเป็นมนุษย์ คือ เขาทำงาน เขาถวายเกียรติแด่พระเจ้า เป็นสิ่งที่มีเกียรติและน่าชื่นชม สะท้อนพระลักษณะของพระเจ้า พระเจ้าทรงสร้างสรรค์ และมนุษย์ก็ได้รับพระลักษณะนั้นมาเต็ม ๆ
พระเจ้าทรงกำหนดให้เขาทำงานที่ชัดเจน พระเจ้าทรงให้มนุษย์ทำงานตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะออกจากสวน งานเป็นส่วนประกอบสำคัญของการเป็นมนุษย์
( มีความเห็นว่า เขาทำงานเหมือนกับปุโรหิต คือมีหน้าที่บำรุงรักษาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และจัดหาสิ่งต่าง ๆ ให้ครบเพื่อนมัสการพระเจ้าตามที่พระเจ้าทรงประสงค์ ( กันดารวิถี 3:7-8))
2:16-17 อาดัมได้ทั้งงาน และความรับผิดชอบในการเชื่อฟังพระเจ้า
การไม่เชื่อฟังจะส่งผลให้เขาต้องตาย
พระเจ้าทรงอนุญาตให้กินผลไม้ทุกอย่างยกเว้นจากต้นรู้ดีรู้ชั่ว เพราะกินเมื่อไรเขาตายแน่ แม้จะไม่ใช่เป็นการตายทันทีทันควัน เพียงต้นเดียวเท่านั้น ที่พระเจ้าทรงห้ามไม่ให้อาดัมกิน นอกนั้น เขาสามารถเลือกได้ว่าจะกินหรือไม่กิน หากอาดัมไม่เชื่อฟัง ผลก็คือ เขาจะตาย ต้นไม้นี้ เป็นสัญลักษณ์ เป็นเส้นขีดแบ่งว่ามนุษย์จะเชื่อฟังพระเจ้าหรือไม่
จากพระคัมภีร์สองข้อนี้ พระเจ้าทรงให้ทั้งอิสรภาพ และขอบเขต (การบังคับตัวเอง) แก่อาดัมและแก่เราทุกคนด้วย เพื่อให้เรามีชีวิตเต็มด้วยพระเกียรติ
อาดัมตั้งชื่อสัตว์ต่าง ๆ
2:18 ดูเหมือนการสร้างอาดัมยังไม่สำเร็จดี เพราะพระเจ้าตรัสว่า ไม่เป็นการดีที่เขาจะอยู่คนเดียว พระเจ้าทรงตั้งพระทัยให้เขามีผู้ช่วย เหมือนกับที่พระองค์ก็ทรงเป็นสามในหนึ่งเดียว พระเจ้าทรงเห็นว่า การมีภรรยานั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับอาดัมอย่างแน่นอน ทำให้เขาไม่ต้องโดดเดี่ยว และการมีผู้ช่วยคนนี้ ยังทำให้เกิดลูกหลานต่อไปอีกด้วย
คำว่าผู้ช่วยนี้ เหมือนกับที่พระเยซูตรัสว่า จะทรงส่งผู้ช่วยมาให้เรา พระเจ้าทรงส่งภรรยามาเพื่อช่วยกันทั้งสองฝ่ายให้ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า พระเจ้าเองทรงเป็นผู้ช่วยเหลือเราด้วย (อ่านเพิ่มเติม ยอห์น 14:16 16:7; สดุดี 33:20)
พระเจ้าทรงตั้งพระทัยจะใช้อาดัมมีผู้ช่วยที่เหมาะกับเขา ที่มีลักษณะเดียวกัน สื่อสารกัน แสดงความรักต่อกันได้ ทั้งสองจะต้องมีจิตวิญญาณแบบเดียวกัน สามารถช่วยกันและกันให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างงดงาม
2:19 การตั้งชื่อของอาดัมนั้น เป็นการแสดงว่า พระเจ้าทรงให้อาดัมมีอำนาจเหนือสัตว์เหล่านั้น เขาเป็นมนุษย์ที่สามารถเป็นผู้ครอบครองได้ การตั้งชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญ มีความหมายมาก
การตั้งชื่อยังเป็นการกำหนดหน้าที่ของสิ่งนั้นด้วย ถ้าเราจะดูชื่ออาดัม(אָדָם) ที่มีความหมายจากคำว่า อาดามา(אֲדָמָה)ที่แปลว่า พื้นโลก อาดัมก็น่าจะตั้งชื่อสัตว์ที่บอกให้เห็นถึงลักษณะของมันด้วย แต่ตอนนี้ไม่มีสัตว์ตัวใดที่จะมีชื่อที่เหมาะจะเป็นคู่ชีวิตของเขาเลย
การสร้างผู้หญิง
2:21-23 แล้วพระเจ้าทรงทำให้เขาหลับลึก อาดัมไม่ได้มีส่วนในการสร้างสรรค์ผู้หญิงขึ้นมาเลย พระองค์ทรงชักกระดูกข้างตัวของเขาออกมา ผู้หญิงคนที่พระเจ้าทรงสร้าง มาจากข้างตัวของอาดัม คำว่าซี่โครงนี้มาจากฮีบรูว่า เซลา צֵלָע หมายถึงส่วนที่โค้งของร่างกาย ประตู ใบไม้ มักใช้เป็นคำที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง ถ้าพูดในเชิงร่างกาย นั้นจะหมายถึงทั้งกระดูกและเนื้อ เธอถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นผู้ที่อยู่เคียงข้างเขา เดินไปด้วยกัน ใช้ชีวิตเคียงข้างกัน ไม่ใช่เป็นเจ้านายเหนือ หรือ เป็นทาสรับใช้ใต้เท้าเขา เธอออกมาจากข้างตัว เขาจะต้องรักและปกป้องเธอที่มาจากกระดูกและเนื้อใกล้หัวใจ
แล้วอาดัม ซึ่งเป็นผู้ชาย (ฮีบรูว่า אִישׁ อีช) ก็ให้ชื่อกับผู้หญิงที่พระเจ้าประทานให้ว่า (ฮีบรูว่า אִשָּׁה อีชชา) พอดีกับคำไทยชายเป็นชายา (ซึ่งมีความหมายว่าผู้หญิง หรือภรรยา) เขาได้ตั้งชื่อของเขาเองเป็น “อิช” ที่มีความสัมพันธ์กับอิชชา ในขณะที่โมเสสตั้งชื่อให้เขาว่า “อาดัม” ที่สัมพันธ์กับการเกิดขึ้นของเขาจากผงคลีดิน (net)
2:24 โมเสสได้วางรากฐานของการเป็นครอบครัวให้ตั้งแต่แรก นั่นคือ สามี ภรรยา จะต้องตั้งต้นชีวิตใหม่ที่รับผิดชอบ ดูแล ปกป้องครอบครัวใหม่ ทั้งสองต่างช่วยกันดูแลคนรุ่นต่อไป แต่แล้วในสังคมของยิว เราก็เห็นว่า พวกเขาเป็นลักษณะของครอบครัวใหญ่ ที่ลูกหลานก็ยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปู่ย่าตายาย

2:25 การที่ทั้งสองเปลือย ไม่อายกันนั้น บอกถึงความเป็นสามี ภรรยา การที่ทั้งสองจะต้องทวีจำนวนลูกหลานขึ้น โดยที่ไม่อายกันระหว่างสองคนนี้ และยังไม่ได้มีความละอายด้วย ซึ่งผิดจากความรู้สึกหลังจากที่เขาทั้งสองตกในความบาป เป็นความละอายที่แตกต่างไปจากเดิม
พระคำเชื่อมโยง
ปฐมกาล 2
1* สดุดี 33:6
2* อพยพ 20:9-11; 31:17
3* อิสยาห์ 58:13
4* ปฐมกาล 1:1
5* ปฐมกาล 1:11-12; 7:4; 3:23
7* ปฐมกาล 3:19, 23; โยบ 33:4 ; ปฐมกาล 7:22; 1 โครินธ์ 15:45
8* อิสยาห์ 51:3; ปฐมกาล 3:23-24; 4:16
9* เอเสเคียล 31:8; ปฐมกาล 3:22; เฉลยธรรมบัญญัติ 1:39
11* ปฐมกาล 25:18
12* กันดารวิถี 11:7
14* ดาเนียล 10:4
17* ปฐมกาล 3:1, 3, 11, 17; 3:3, 19
18* 1 โครินธ์ 11:8-9
19* ปฐมกาล 1:20, สดุดี 24; 8:6
21* 1 ซามูเอล 26:12
22* 1 ทิโมธี 2:13; ฮีบรู 13:4
23* ปฐมกาล 29:14; 1 โครินธ์ 11:8-9
24* มัทธิว 19:5 ; มาระโก 10:6-8
25* ปฐมกาล 3:7, 10; อิสยาห์ 47:3
