
จงยำเกรงพระเจ้าเพราะความชรา
และความตายนั้นมาอย่างรวดเร็ว
1 จงระลึกถึงองค์พระผู้สร้างของเจ้าเมื่อเจ้ายังเด็ก ก่อนเวลาแห่งความลำบากจะมาถึง ก่อนที่ปีเดือนย่างเข้ามาใกล้ และเจ้าจะกล่าวว่า “ชีวิตนี้ไม่เห็นมีความชื่นบานเลย”
2 ก่อนที่ดวงอาทิตย์และแสงแห่งดวงจันทร์และดวงดาวจะมัวมืด และก้อนเมฆจะกลับมาอีกหลังสายฝน
3 เมื่อคนที่เฝ้ายามเริ่มตัวสั่นเทา และชายที่แข็งแรงกลับโน้มตัวลง และคนโม่แป้งก็หยุดโม่เนื่องจากพวกเขาเหลือน้อยคน และคนที่มองผ่านหน้าต่างก็มองเห็นมัว ๆ
4 และประตูตามถนนก็ปิดแน่น เมื่อเสียงโม่ค่อย ๆ เบาลง เมื่อคนที่ตื่นมาเพราะเสียงนกร้องพบว่า เสียงของนกนั้นแผ่วเบาลงไป
5 และเขาก็เริ่มกลัวความสูง กลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นบนถนน ดอกอัลมอนด์ผลิออกมาเป็นสีขาว(สีผมกลายเป็นสีดอกเลย) และตั๊กแตนลากตัวมันเองไปข้างหน้า ความปราถนาที่เคยก็ไม่มีอีกต่อไป แล้วเขาก็เดินทางไปสู่บ้านถาวรนิรันดร์ของเขา แล้วมีคนร้องคร่ำครวญไว้ทุกข์ไปตามถนน
6 ก่อนที่สายเงินจะขาด หรือชามทองคำจะแตก หรือไหแหลกละเอียดที่บ่อน้ำ หรือล้อรถขนน้ำเกิดหักที่บ่อเก็บน้ำ
7 และผงดินจะกลับคืนสู่ผืนดินที่มันจากมา และจิตวิญญาณกลับไปสู่พระเจ้าผู้ประทานชีวิต
8 “ไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง” ปัญญาจารย์คร่ำครวญ “ทุกสิ่งเหล่านี้ต่างไร้ค่า”
บทสรุป คำแนะนำที่ทรงปัญญา
9 นอกเหนือจากที่ปัญญาจารย์ทรงปัญญานัก ท่านยังสอนความรู้ให้กับประชาชน และท่านได้ใคร่ครวญ ประเมิน และเรียบเรียงสุภาษิตต่าง ๆ เป็นระเบียบ
10 ท่านเสาะหาถ้อยคำที่สร้างความยินดี และเขียนสิ่งที่เที่ยงตรงเป็นจริง
11 คำพูดของปราชญ์เป็นเหมือนประตัก และการรวบรวมคำคมไว้ก็เหมือนตะปูตอกแน่น เหล่านี้ พระผู้เลี้ยงองค์เดียวประทานให้
บทสรุปคำหนุนใจ จงยำเกรงพระเจ้า และเชื่อฟังพระบัญชา
12 ลูกชายของข้า จงระวัง สิ่งที่นอกเหนือไปจากที่กล่าวมานี้ การสร้างสรรค์หนังสือนั้นไม่มีวันสิ้นสุด และการเรียนมาก ก็ทำให้ร่างกายเหนื่อยอ่อน
13 เมื่อได้ยินทั้งหมดเช่นนี้แล้ว ข้าก็มาถึงข้อสรุปว่า จงยำเกรงพระเจ้า และรักษาบทบัญญัติของพระองค์ เพราะนี่คือหน้าที่ทั้งสิ้นของมนุษย์
14 เพราะพระเจ้าจะทรงพิพากษาการกระทำทุกอย่างรวมทั้งการกระทำที่ปกปิดไว้ ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว
อธิบายเพิ่มเติม
จงยำเกรงพระเจ้าเพราะความชรา
และความตายนั้นมาอย่างรวดเร็ว
12:1-2 บทสุดท้ายนี้ ปัญญาจารย์ให้เราหันกลับมาคิดถึงชีวิต รู้จักพระเจ้าองค์พระผู้สร้าง ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งวัยชรา (อย่าลืมว่าปัญญาจารย์กำลังสอนประชาชนของท่านในบริบทของคนอิสราเอลที่รู้พระบัญญัติของพระเจ้า) ท่านเตือนให้ระลึกถึงพระเจ้า เพราะจะเกิดเวลาในชีวิตที่เรารู้สึกหดหู่ และจะเกิดเวลาที่ยากลำบากอย่างที่ไม่คาดคิด
การระลึกถึงพระเจ้า ไม่ใช่แค่คิดถึง แต่เป็นการระลึกถึงราชกิจของพระองค์ พระบัญชา พระสัญญาของพระองค์ที่ทรงมีต่อมนุษย์ สำหรับท่านเป็นการคิดถึงองค์พระยาห์เวห์ แต่สำหรับเราที่รู้จักพระเยซูคริสต์แล้ว เราได้รู้จักทั้งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ … พระเจ้าองค์ตรีเอกานุภาพ!!
12:3-8
จากนั้น ปัญญาจารย์ได้บรรยายภาพของชีวิตคนที่ค่อย ๆ จะจากโลกนี้ไป คนที่เคยเด็ก เมื่อเวลาผ่านไปก็กลายเป็นคนชราที่อ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ ร่างกายค่อมลงมา หยุดการทำงาน มองเห็นไม่ชัด ฟังเสียงอะไรก็ไม่ค่อยได้ยิน รู้สึกกลัวอย่างที่ไม่เคยกลัวมาก่อน คนวัยนี้กำลังก้าวเข้าไปสู่บ้านนิรันดร์ซึ่งก็หมายถึงความตายนั้นเอง
เราจะเห็นถึงการทำงานชั่วชีวิต จากนั้นร่างกายก็โรยรา เขากำลังจะกลับไปสู่ความเป็นดินเหมือนอย่างก่อนที่พระเจ้าทรงสร้างเขามา (ปฐมกาล 2:7; 6:17) แล้วท่านก็สรุปอย่างที่เคยกล่าว
ทุกอย่างไร้ค่า อนิจจัง ไม่มีความหมายแต่….บัดนี้ท่านยังมีความหวังใจ เพราะท่านกล่าวว่า ร่างไปเป็นดินก็จริง แต่จิตวิญญาณกลับไปสู่พระเจ้าผู้ประทานชีวิต …กลับไปให้พระองค์พิพากษาตัดสินว่าชีวิตหลังความตายนั้นจะเป็นอย่างไร(11:9) และเปลี่ยนความคิดจาก 3:19-21 ที่ไร้ความหวังเห็นคนกับสัตว์เหมือนกัน ท่านเตือนให้เราระลึกถึงการพิพากษาของพระเจ้า ทำให้เรามีชีวิตที่ยำเกรงพระองค์
เราพบว่า ปัญญาจารย์ที่ทรงเริ่มต้นด้วยพระเจ้า และ จบที่การกลับไปพบพระเจ้าอีกครั้ง นับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้มีความหวัง แม้ทุกสิ่งไร้ค่า แต่ก็จะได้กลับไปหาพระเจ้าผู้ประทานชีวิต!

บทสรุป คำแนะนำที่ทรงปัญญา
12:9-11
การค้นหาความหมายของปัญญาจารย์ใกล้จะจบลง ท่านได้เขียนทุกสิ่งที่ท่านคิด ลงมาให้ประชาชนของท่านอย่างที่ท่านคิดว่าดีที่สุด เพราะท่านได้จัดระบบ ระเบียบความคิดมาอย่างดี รอบคอบแล้ว และเชื่อว่าได้บอกวิถึทางที่ดีที่สุดแก่ประชาชนของท่าน
แม้ว่าท่านจะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกว่าทุกอย่างไร้ค่า ไม่มีความหมาย แต่บัดนี้ท่านสรุปชัดเจนว่า เราทุกคนเริ่มต้นที่พระเจ้า และจะจบลงที่พระองค์ พระเจ้าเท่านั้นเป็นผู้ประทานสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้มนุษย์ได้ยินดีกับชีวิต และพวกเขาควรใช้ชีวิตด้วยการระลึกถึงพระเจ้า แม้จะมีความยากลำบากในชีวิตก็ตาม เมื่อจากไปก็ควรที่จะจบที่พระองค์
ท่านปัญญาจารย์ ไม่อาจบอกสิ่งดีที่สุดคือชีวิตนิรันดร์ผ่านความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เพราะนั่นต้องรอเวลาให้พระเยซูซึ่งเป็นเชื้อสายของซาโลมอนเอง มาในโลกนี้เสียก่อน
ปัญญาจารย์แนะให้ประชาชนของท่านได้รวบรวมความคิดเหล่านี้ไว้ ตอกแน่นในความคิด ให้ทบทวนคุณค่าต่าง ๆที่ท่านเสนอไว้
12:12-14
ด้วยความที่ท่านเป็นคนเขียนหนังสือ เป็นคนที่รวบรวมความคิด .. ท่านรู้ว่างานนี้เหนื่อย และบางครั้งสำหรับท่านมันก็คือ อนิจจังเช่นกัน ท่านจึงเตือนเอาไว้เป็นอุทาหรณ์
สิ่งสำคัญที่สุดที่ท่านเตือนคือ มนุษย์ทุกคนต้องทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ ยำเกรงพระเจ้า และรักษาบทบัญญัติ รักษาคำที่พระเจ้าตรัสไว้ นี่เป็นคำที่ท่านย้ำมากในหนังสือสุภาษิต ประโยคสุดท้ายคือ พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาทุกสิ่ง…
บทสรุปคำหนุนใจ จงยำเกรงพระเจ้า และเชื่อฟังพระบัญชา
12:12-14
ด้วยความที่ท่านเป็นคนเขียนหนังสือ เป็นคนที่รวบรวมความคิด .. ท่านรู้ว่างานนี้เหนื่อยมาก ท่านจึงเตือนเอาไว้เป็นอุทาหรณ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าให้หยุดทำสิ่งเหล่านั้น
พระเจ้าทรงให้มนุษย์ตั้งคำถาม คิดค้น โต้แย้ง ค้นหาคำตอบ แม้กระทั่งบ่น คร่ำครวญ ต่อว่าได้ พระเจ้าทรงให้เราเห็นตัวอย่างจากปัญญาจารย์ การสืบคน ถามหา เคาะหาพระเจ้าเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงยินดีให้เราทำ และเมื่อเราตามหาพระองค์จริง ๆ ตามหาด้วยความเชื่อมั่น เราจะพบพระองค์
สิ่งสำคัญที่สุดที่ท่านเตือนคือ มนุษย์ทุกคนต้องทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ ยำเกรงพระเจ้า และรักษาบทบัญญัติ รักษาคำที่พระเจ้าตรัสไว้ นี่เป็นคำที่ท่านย้ำมากในหนังสือสุภาษิต ประโยคสุดท้ายคือ พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาทุกสิ่ง… ไม่มีสิ่งใดรอดพ้นสายพระเนตรของพระองค์ไปได้เลย
และจากข้อนี้เอง ทำให้เรารู้ว่า ไม่มีใครสักคนจะรอดพ้นไปได้ ไม่มีใครผ่านการพิพากษาและได้รับว่าเป็นคนถูกต้องกับพระเจ้าได้ ไม่มีใครลอยนวลไปได้
ปัญญาจารย์ทำให้เรารู้ว่า หากพระเยซูองค์พระเมสสิยาห์ ไม่ได้สิ้นพระชนม์ และคืนพระชนม์ขึ้นมาเพื่อเราที่เป็นคนบาปแล้ว เราก็ยิ่งกว่าไร้ค่า และอนิจจังเป็นที่สุด!
พระคำเชื่อมโยง
ปัญญาจารย์ 12
1* เพลงคร่ำครวญ 3:27; 2 ซามูเอล 19:35
4* 2 ซามูเอล 19:35
5* โยบ 17:13; เยเรมีย์ 9:17
7* ปัญญาจารย์ 7:11
8* ปัญญาจารย์ 9:7; 12:1
9* กันดารวิถี 15:39; ปัญญาจารย์ 3:17; 12:14
12* ปัญญาจารย์ 1:18
13* เฉลยธรรมบัญญัติ 6:2; 10:12
14* มัทธิว 12:36
