ปัญญาจารย์ 5 สัญญาแล้วอย่าลืม

คอยระวัง
1 จงรู้จักระวังเมื่อเจ้าเข้าไปยังพระวิหารของพระเจ้า  การเข้าไปใกล้เพื่อฟังพระสุรเสียงนั้นดีกว่าเข้าไปถวายเครื่องบูชาอย่างคนโง่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำความผิด
2 อย่าเป็นคนปากไว ใจเร็ว ให้คำสัญญาต่อพระพักตร์พระเจ้า  เพราะพระเจ้าสถิตในสวรรค์ และเจ้าอยู่บนพื้นโลก ดังนั้นจงพูดแต่น้อยคำ
3 เมื่อมีความกังวลมาก ก็ฝันมาก
ดังนั้น ยิ่งพูดมากก็เผลอสัญญาพล่อย ๆ มาก 
4 เมื่อเราสัญญาสิ่งใดต่อพระเจ้าแล้ว จงทำให้ครบถ้วนอย่างด่วน เพราะพระเจ้าไม่พอพระทัยคนโง่ 

ทำตามสัญญา!
5 ดีว่าที่จะไม่ทำสัญญาอะไร แทนที่จะสัญญาแต่ไม่ทำตามสัญญานั้น
6 อย่าปล่อยให้คำพูดของเจ้าทำให้เจ้าบาป และอย่าบอกกับผู้รับใช้พระเจ้าว่า “เออ.. ข้าพเจ้าพลาดไป”  ไปทำให้พระเจ้าพิโรธเพราะคำพูดของเจ้าทำไมกัน เพื่อให้พระองค์ทรงทำลายการงานของเจ้าอย่างนั้นหรือ? 
7 ฝันมาก และพูดมากเป็นเรื่องไร้ค่า ดังนั้น เจ้าจงยำเกรงพระเจ้าเถิด 

การคดโกงจากรัฐ
8  หากเจ้าเห็นคนจนถูกข่มเหง หรือเห็นการบิดเบือนความยุติธรรม และการริดรอนสิทธิในที่ใด ก็ไม่ต้องประหลาดใจ เพราะเจ้าหน้าที่ชั้นสูงก็ยังมีคนที่สูงกว่าคอยคุมเขาอยู่ และยังมีคนที่สูงกว่านั้นคอยควบคุมพวกเช่นกัน 
9 พวกเขาจะเอาประโยชน์จากผลผลิตที่ได้จากผืนดิน และแม้แต่กษัตริย์เองก็ได้รับประโยชน์จากผลิตผลในทุ่ง

ความโลภ
10 คนที่รักเงิน จะไม่มีวันอิ่มได้ด้วยเงินคนที่รักทรัพย์สมบัติ จะไม่มีวันอิ่มใจกับรายได้ของตน นี่เป็นสิ่งไร้ประโยชน์เสียจริง 
11 เมื่อความมั่งคั่งเพิ่มพูนขึ้น คนที่มาช่วยใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นด้วย คนที่เป็นเจ้าของสมบัตินั้นได้ประโยชน์อะไรหรือ? นอกจากจะได้แค่จ้องความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นมาเท่านั้น 
12 การหลับของกรรมกรนั้นก็เป็นสุขนัก
ไม่ว่าเขาจะกินมากหรือน้อย แต่ความมั่งคั่งของคนรวยไม่ได้ช่วยให้เขาหลับได้

ทรัพย์สินที่ทำให้เป็นทุกข์
13 ความอยุติธรรมที่ข้าเห็นในโลกคือ ทรัพย์ที่เจ้าของสะสมไว้ นำภัยมาสู่ตัวเขาเอง 
14 หรือบางครั้งทรัพย์สมบัติที่สะสมไว้นั้นสูญเสียไปเพราะบางเหตุการณ์ แม้เขามีลูกชาย แต่ก็ไม่มีอะไรเหลือตกถึงลูกเลย   
15 เขาเกิดมาจากท้องแม่ตัวเปล่าอย่างไร เขาก็จะจากไปแบบเดียวกัน และเขาก็ไม่อาจจะเอาผลงานจากที่เขาตรากตรำติดมือไปด้วยเลย 
16 นี่ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายคือ เขามาอย่างไร เขาไปอย่างนั้น และเขาได้ประโยชน์อะไรจากการทำงานมาก แต่ได้เพียงลม?
17 ทั้งชีวิต เขากินอยู่ในความมืดทุกวัน และยังเป็นทุกข์ยิ่งเพราะความเจ็บป่วยและความโกรธเกรี้ยว

เป็นสุขกับแรงงานที่ลงไป
18 ข้าเห็นแล้วว่า สิ่งที่เป็นประโยชน์และเหมาะสมคือ การได้กินและดื่ม และหาความยินดีในงานทั้งสิ้นที่ได้ทำลงไปในโลกนี้ ในช่วงเวลาชีวิตสั้น ๆ ที่พระเจ้าประทานให้  เพราะนี่คือรางวัลชีวิตส่วนของเขา 
19 สำหรับมนุษย์ทุกคนที่พระเจ้ามอบความมั่งคั่งและทรัพย์สมบัติให้ พระองค์ก็ได้ประทานความสามารถที่จะได้ใช้สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ได้รับรางวัล และพบความสุขในการงานที่ตรากตรำไป นี่ก็เป็นของขวัญจากพระเจ้า 
20 เพราะเขาจะไม่ต้องคิดมากเรื่องวันเวลาที่ผ่านไป เพราะพระเจ้าทรงให้เขาสาละวันอยู่กับความสุขที่ได้จากงานที่ทำ 

อธิบายเพิ่มเติม

สัญญาพล่อย ๆ
5:1-4
ปัญญาจารย์กำลังบอกให้เราระวังตัวเมื่อเข้าไปในพระวิหารของพระเจ้า ไม่ใช่เดินเข้าไปเฉย ๆ เหมือนกับเดินเข้าไปในที่อื่น ๆ ท่านกำลังหมายถึงพระวิหารในเยรูซาเล็ม เพราะที่นั่น เป็นที่ซึ่งชุมชนมารวมตัวกันเพื่อนมัสการและฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า   เมื่ออ่านถึงตรงนี้ เราก็รู้สึกแปลก เพราะไม่เคยคิดกันอย่างนี้มาก่อน เราจะหมายถึงพระวิหาร  แต่ก็เป็นสิ่งดีไม่ใช่หรือ ที่เราจะเดินเข้าไปในพระวิหารของพระเจ้าด้วยความคิด สติปัญญา สำรวจใจของตนเอง? 

รู้ไหม เราสามารถถวายเครื่องบูชาแบบผิด ๆ  เราอธิษฐานผิด ๆ   เรานมัสการพระเจ้าผิด ๆ ได้ด้วย เราเห็นจากคำของปัญญาจารย์ในตอนนี้ และเราควรเข้ามาสำรวจตนเองว่า เรามานมัสการพระเจ้าแล้วผิดได้อย่างไร  จุดนี้เป็นจุดที่เราต้องสืบค้นพระคำและเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราทำอยู่
และเปลี่ยนตัวเอง…..  กังวลมาก ฝันว่าจะทำโน่นนี่นั่นมาก  พูดมาก เผลอมาก สัญญามาก 
นี่เป็นเรื่องที่เราไม่คาดว่าจะพบเจอในปัญญาจารย์  ต้องกลับใจจริง ๆ 

ข้อสองบอกเราว่าเราอยู่ในโลก พระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์ ประทับในสวรรค์ สองอาณาจักรนี้แตกต่างกันสิ้นเชิง  เวลานี้เราอยู่ในอาณาจักรที่มีความตาย ด้อยกว่าอาณาจักรสวรรค์ทุกอย่าง  เราต้องยำเกรง และเชื่อฟังคำของพระองค์ทุกอย่าง เป็นหลักประกันว่าเราจะได้มีโอกาสย้ายไปอยู่อีกอาณาจักร

ปัญญาจารย์หันมากล่าวถึงคำสัญญาที่มนุษย์คิดว่าเมื่อตนเองสัญญาพระเจ้าแล้ว ก็จะทำได้ แต่คนส่วนใหญ่นั้น ไม่ค่อยทำตามสัญญา เพราะเป็นคำสัญญาที่ไม่มีลายเซ็น ไม่มีพยาน  เมื่อไม่ทำตามก็ไม่มีใครรู้  

ทำตามสัญญา
5:5-7

ท่านปัญญาจารย์คงจะเคยชินกับข้อพระคำจาก เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 23 :21-23    21 เมื่อท่านถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน อย่าผัดผ่อนที่จะทำตามที่ปฏิญาณไว้ เพราะพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านจะทรงเรียกร้องให้ทำตามคำปฏิญาณนั้นแน่นอน มิฉะนั้นท่านจะมีความผิดบาป 22 หากท่านไม่ปฏิญาณ ท่านก็จะไม่มีความผิด 23 เมื่อท่านกล่าวปฏิญาณ ท่านจะต้องทำตามที่พูดไว้ทุกอย่าง เพราะท่านปฏิญาณต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านตามความสมัครใจของท่านเอง 
เราให้พระคัมภีร์ข้อนี้ อธิบายความจาก ข้อ 5-7 ได้อย่างชัดเจน กระจ่าง

การคดโกงจากรัฐ
5:8-9
ขนาดปัญญาจารย์ ซึ่งเป็นกษัตริย์เอง ยังเห็นความอยุติธรรมจาก กษัตริย์ และข้าราชบริพารที่ทำหน้าที่ในฝ่ายต่าง ๆ  ท่านเองได้เห็นว่า ในที่สุดผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดก็คือกษัตริย์นั่นเอง 
ปัญญาจารย์เองทรงยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านได้ทำอะไรในเรื่องนี้หรือไม่ เราไม่ทราบ เรารู้แต่ว่า ในรัชกาลของท่านนั้น หรูหรา อู้ฟู่ระดับที่ กษัตริย์นานาชาติต้องของข้ามาชมเลยทีเดียว

ความโลภ
 5:10-12
ข้อ
ความทั้งสามข้อนี้ เป็นคำแบบเดียวกับหนังสือสุภาษิต  ดูเหมือนว่า แม้จะรักเงิน ชอบเงินมากเท่าไรก็ตาม ก็ไม่มีวันรู้สึกพอ อิ่มใจ  การรักเงินเป็นรากของความชั่วจริง ๆ คนรวยที่รวยโดยไม่ได้รักสมบัติเหล่านั้นจะมีความมั่นคงในใจ ในชีวิต มากกว่าคนรวยที่รักเงิน
ตอนที่เมืองไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เราได้ยินว่า มีเศรษฐีที่กระโดดจากที่สูง ฆ่าตัวตาย เขาเป็นทุกข์มาก เห็นภาพของหนี้สินที่เกิดจากวิกฤติ  เงินกลายเป็นตัวกำหนดชีวิตหรือความตายของเขาแต่คนที่หาเช้ากินค่ำกลับไม่ค่อยรู้สึกอะไร เพราะรายได้ก็น้อยอยู่ดี พวกเขามีความทุกข์น้อยกว่าคนรวยหลายเท่า
นี่เป็นความขัดแย้งในเรื่องของความรวยกับความจน ทรัพย์สินที่ทำให้เป็นทุกข์
5:13-17

ทรัพย์สินที่ทำให้เป็นทุกข์
5:13-17
 มีใครคนหนึ่งที่ทำงานมาก ได้เงินมาก  แต่เกิดเหตุที่ทำให้เสียเงินทั้งหมด เขาก็ไม่มีอะไรตกถึงลูกหลาน  ที่ทำมาทั้งสิ้นนั้น สูญไปหมด!    เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในโลกนี้  เขากลายเป็นคนไม่มีอะไรติดตัว  ทุกอย่างที่ทำยิ่งกว่าไร้ค่า 

แต่หากเศรษฐีคนหนึ่ง ไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ไม่มีความรู้สึกผูกพันกับทรัพย์สมบัติเหล่านั้น  เมื่อหมดตัว เขาก็จะเข้าใจว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ มันเกิดขึ้นกับใครก็ได้ในโลก และการวางใจของเขาไม่ได้อยู่ในทรัพย์สิน แต่อยู่ในพระเจ้า คนนี้จะมีความสุขใจกว่าคนแรกมาก  เขาไม่ต้องอยู่ในความมืดมิด ความโกรธแค้น อย่างคนแรก!! 

เป็นสุขกับแรงงานที่ลงไป
5:18-20
ชีวิตของมนุษย์ทุกคนสั้นนัก ยิ่งเมื่อเรามองย้อนไปในประวัติศาตร์ทั้งส่วนตัว ทั้งโดยรวม ก่อนนี้ยังเป็นเด็กเล็กอยู่เลย จำได้ว่ามีพ่อแม่พาจูงมือไปเที่ยว  แล้วตอนนี้ อีกไม่นานก็จะจากโลกนี้ไป เร็วหรือช้าก็เดาไม่ออก  แต่เราอย่าลืมว่า การมีชีวิตก็เป็นของขวัญจากพระเจ้าแล้ว ไม่ว่าชีวิตจะเป็นทุกข์ขนาดไหน หรือมีความสุขขนาดใดก็ตาม  เราลองย้อนไปดู
https://www.youtube.com/@itsjameycarrington/shorts  แล้วเราจะไม่ต้องบ่นอะไรในชีวิตอีกเลย

พระเจ้าประทานของขวัญในชีวิตคนคือ การงาน ทรัพย์สมบัติเพื่อเลี้ยงชีวิต  ความสุขในการทำงาน อย่าลืมว่า นี่เป็นของขวัญ ไม่ใช่สิ่งที่เราไล่ตามหามาจนได้ หากเราคิดว่านี้เป็นสิ่งที่เราหามาเอง ด้วยความสามารถของตัวเอง นั่น็ไม่เป็นของขวัญเสียแล้ว แต่เป็นสิ่งที่หามาได้ 
บางคนเชื่อมั่นว่า การงานที่เขามี  เงินมากมายที่หามาได้  เป็นของเขา มาจากน้ำพักน้ำแรง  เขาจะขอมีอีกนิด ขอได้อีกหน่อย ก็จะเป็นสุข  คนใดก็ตามที่เฝ้าตรวจสอบว่า วันนี้ เดือนนี้ได้มามากเป็นที่พอใจหรือไม่  เป็นคนที่ไร้สุขจริง ๆ
เครียดมาก !

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 5
1* อพยพ 3:5 ; 1 ซามูเอล 15:22
2* สุภาษิต 20:25; มัทธิว 6:7
3* สุภาษิต 10:19
4* กันดารวิถี 30:2; สดุดี 66:13-14





5* กิจการ 5:4
6* สุภาษิต 6:2
7* ปัญญาจารย์ 12:13
8* ปัญญาจารย์ 3:16; สดุดี 12:5; 58:11; 82:1
13* ปัญญาจารย์ 6:1-2

15* 1 ทิโมธี 6:7
16* ปัญญาจารย์ 1:3; สุภาษิต 11:29
17* สดุดี 127:2
18* 1 ทิโมธี 6:17 ; ปัญญาจารย์ 2:10; 3:22
19* ปัญญาจารย์ 6:2; 2:24; 3:13

ปัญญาจารย์ 4 การกดขี่ที่ชั่วช้า

การกดขี่ที่ชั่วช้า
1 แล้วข้าก็พิจารณาการข่มเหงซึ่งเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนภายใต้ดวงอาทิตย์ สิ่งที่ข้าเห็นก็คือ คนที่ถูกข่มเหงหลั่งน้ำตา แต่ไม่มีใครปลอบใจพวกเขา ไม่มีใครกู้พวกเขาออกจากผู้ข่มเหงที่มีอำนาจได้ 

2  แล้วข้าก็เห็นว่า คนที่ตายไปแล้วก็ยังเป็นสุขกว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่ 
3 แต่แล้ว คนที่ยังไม่ได้เกิดมาและไม่ได้ประสบกับความชั่วทั้งหลายที่เขาทำกันในโลกนี้ ก็ยังดีกว่าคนทั้งสองพวกนั้น 

4  แล้วข้าก็เห็นว่า การลงมือทำงานที่เชี่ยวชาญอย่างตรากตรำ มันคืองานที่เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์ต่างอิจฉากันและกัน  นี่เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ เหมือนไล่ตามสายลม
5 คนโง่จะเก็บมือเอาไว้ ไม่ยอมทำงาน เขาจึงไม่มีอะไรจะกิน นอกจากทำลายตัวเองไป
6 ที่จะมีอย่างเพียงพอ และได้พักผ่อน ก็ดีกว่ามีสองกำมือแต่ต้องทำงานหนักหนาสาหัส และไล่ตามสายลม  

ทำงานเพราะไม่เคยพอ
7 สิ่งที่ไร้สาระอีกอย่างที่ข้าเห็นก็คือ 
8 ชายคนหนึ่งอยู่ตามลำพัง ไม่มีเพื่อน ไม่มีลูกหรือพี่น้อง ถึงอย่างนั้น เขาก็ตรากตรำทำงานไม่หยุด และเขาก็ไมีเคยพอใจกับความมั่งคั่งของตน
เขาคร่ำครวญว่า “ฉันตรากตรำทำงานไปเพื่อใคร และไม่หาความสุขใส่ตัวไปเพื่อใคร?”  นี่ก็เป็นเรื่องแสนไร้ค่าและเป็นชีวิตที่น่าสมเพช


คุณค่าของเพื่อน
9 สองคน ดีกว่าคนเดียว เพราะพวกเขาจะได้รับประโยชน์กลับคืนมามากกว่า จากการงานที่ทำลงไป
10  หากพวกเขาล้มลง เพื่อนก็จะช่วยพยุงเพื่อนอีกคนขึ้นมาได้ แต่หากเขาอยู่ตามลำฟัง น่าสงสาร…เมื่อเขาล้มลงก็ไม่มีใครช่วยฉุดเขาขึ้นมาได้ 

11 ยิ่งกว่านั้น หากสองคนนอนด้วยกัน ต่างก็จะช่วยอีกฝ่ายอบอุ่นขึ้น แต่นอนคนเดียวจะอุ่นขึ้นได้อย่างไร?
12 ถึงแม้จะมีคนเข้ามาทำร้ายคนหนึ่ง สองคนก็จะช่วยปกป้องกันและกันได้ เชือกสามเกลียวก็ไม่ฉีกขาดได้ง่าย ๆ 

ความชื่นชมที่จางหาย
13 เป็นคนหนุ่มที่ยากจนแต่มีปัญญา ก็ดีกว่าเป็นกษัตริย์ชราที่โง่เขลาซึ่งไม่อาจรับคำแนะนำจากใครได้
14 เขาอาจมาจากที่คุมขัง ก้าวมาเป็นกษัตริย์ แม้ว่าเขาเกิดมายากจนในอาณาจักรของเขาเอง
15 ข้าพิจารณาคนที่มีชีวิตซึ่งเดินไปมาในโลก พร้อมกับชายหนุ่มคนนั้นที่จะรับตำแหน่งแทนองค์กษัตริย์
16 มีคนที่เข้ามาเฝ้าเขาอย่างไม่รู้จบ แต่ คนรุ่นต่อมาก็ไม่ได้ชื่นชม ยอมรับเขา นี่ก็เป็นเรื่องไร้ประโยชน์ และเป็นเหมือนวิ่งไล่ตามสายลม

อธิบายเพิ่มเติม

การกดขี่ที่ชั่วช้า
4:1
ปัญญาจารย์เป็นกษัตริย์ และท่านก็เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอาณาจักร เห็นคนที่ข่มเหงผู้อื่น และเห็นความสิ้นหวังของคนที่ถูกข่มเหง สิ่งที่น่าชังที่สุดคือ รัฐ นักการเมืองที่เชื่อว่าควรจะเห็นแก่สวัสดิภาพของประชาชน กลับกลายเป็นผู้ที่ทำร้ายประชาชนเสียเอง เอาประโยชน์เข้าตัวเสียเอง เราเองไม่ทราบว่าท่านเองได้ช่วยเหลือประชาชนอย่างไรบ้าง แต่จากข้อความนี้เราเห็นว่าท่านเป็นกษัตริย์ที่เห็นความทุกข์ของประชาชน
ในสุภาษิต 17:5 ได้บอกเราว่า คนที่เยาะเย้ยคนยากจน เท่ากับกำลังดูหมิ่นพระผู้สร้าง ใช่แล้ว คนที่ทำร้ายคนยากจนกำลังดูหมิ่นพระเจ้าที่ทรงสร้างทั้งตัวเขาและคนยากจนขึ้นมา! เราเชื่อว่าพระเจ้าทรงเจ็บปวดพระทัยกับการที่มนุษย์ทำร้ายกันเช่นนี้มาก
เราพบว่า พระองค์ตรัสเรื่องเหล่านี้ชัดเจน (ตัวอย่างในอาโมส 2:6-8)

4:2-3
ท่านจึงสรุปว่า คนที่ไม่ได้เกิดมาพบเห็นกับความชั่วร้าย ก็ยังดีกว่า คนตายไปก็เป็นสุขกว่า นี่เป็นความเห็นของท่าน

4:4-6
แม้ปัญญาจารย์จะเห็นด้วยกับการทำงานของมนุษย์ แต่.. ในการทำงานนั้นก็ยังมีข้อดี และข้อเสียในตัวของมันเอง สิ่งที่ท่านสังเกตเห็นคือ การที่มนุษย์ทำงานแข่งขันกัน (ซึ่งในโลกปัจจุบันก็ยิ่งมากกว่าโลกโบราณหลายเท่า) ท่านเห็นว่ามนุษย์มุทำงานเพราะความอิจฉาต่อกัน ความอิจฉากลายเป็นพลังที่ทำให้มนุษย์ทำงาน เพื่อให้เลิศกว่าอีกคน

ส่วนอีกกรณีคือ คนไม่ยอมทำงาน แม้จะไม่มีอะไรกินก็ยังเกียจคร้าน และเราเพิ่งพบเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำซากในประเทศตะวันตกที่รับผู้อพยพเข้าไปในประเทศทั้งที่ผิดกฎหมาย ก็จะเจอคนเกียจคร้านที่เข้ามาเพื่อกินอยู่บนภาษีของเจ้าของประเทศ ซึ่งถ้าท่านปัญญาจารย์มาเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ภาพที่พวกหนึ่งทำงานสายตัวแทบขาด เสียภาษีสูง ๆ กับอีกพวกที่มาเอาประโยชน์โดยไม่มีแม้ความรู้สึกที่ดีต่อคนที่ให้เขากิน ท่านคงจะเห็นความไร้ค่าของมนุษย์เพิ่มขึ้นไปอีก

ทำงานเพราะไม่เคยพอ
4:7-8
ชีวิตอย่างที่ท่านปัญญาจารย์บรรยายมานั้น ไม่ได้หายไปจากโลกนี้เลย แต่ยิ่งมีมากขึ้น ๆ ในโลกที่คนแต่งงานแต่ไม่ยอมมีลูก คนที่เป็นเพศเดียวกันอยู่ด้วยกันอย่างสามีภรรยา ไม่ว่าจะเป็นชายกับชายหรือหญิงกับหญิง คนที่ไม่ต้องการมีลูกเพราะสภาพทางสังคมอย่างประเทศจีน เกาหลี ที่จะอยู่อย่างลำบากมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน คนเหล่านี้ก็ต้องทำงาน แต่ไม่รู้ว่า ความมั่งคั่งของตัวเองนั้นจะส่งต่อไปให้ใครดี เป็นชีวิตที่ไร้ค่า เหงาในปลายชีวิต และน่าเวทนาจริง ๆ

คุณค่าของเพื่อน
4:9-12
แล้วปัญญาจารย์ก็มาถึง คำแนะนำที่ช่วยให้เรารู้ว่า การมีเพื่อนร่วมงานนั้นดีจริง ๆ การมีชุมชนที่มีใจเดียวกัน เป็นความแข็งแรงของสังคม
คิดว่าคนอิสราเอลส่วนใหญ่เชื่อฟังท่านมาตั้งแต่โบราณจนวันนี้

สังคมของคนอิสราเอลนั้นเป็นสังคมที่ไม่เหมือนคนตะวันตก ที่เน้นตัวตนสูงกว่าชุมชน เพราะคนอิสราเอลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันให้ดีมาก ๆ พวกเขามีวินัยในการทำงาน แม้จะมีความเห็นต่าง แต่ก็ฟังกันและกัน พวกเขาถูกฝึกมาตั้งแต่เด็กอย่างนั้น แตกต่างจากสังคมเอเชียทั่ว ๆ ไปที่เน้นการเชื่อฟังผู้ใหญ่ และไม่ค่อยฟังความเห็นของคนรุ่นหลัง พวกเขาได้เรียนรู้คำสอนของปัญญาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ๆ และความที่พวกเขาต้องสู้กับศัตรูและความยากเย็นของธรรมชาติมาก ทำให้พวกเขาแข็งแกร่ง

ความชื่นชมที่จางหาย
4:13-16
ปัญญาจารย์คงเห็นภาพของกษัตริย์ซาอูลที่พอชราแล้วก็ยิ่งไม่น่าเคารพมากขึ้น มีจิตใจที่ขมขื่น กลัวคนที่เก่งกว่าขึ้นมารับอำนาจการปกครองแทน
และท่านก็คงได้เห็นภาพของกษัตริย์แบบนี้ในอาณาจักรรอบข้างเช่นกัน
เมื่อมีผู้นำใหม่ขึ้นมาปกครอง คนอาจชอบเขาในครั้งแรก ๆ แต่แล้วต่อมา เขาก็กลายเป็นกษัตริย์ชราเช่นกัน ความชื่นชมก็จางหายไป และก็ลืมไปว่า เคยชอบเขาเพราะอะไร
สิ่งนี้เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันให้เห็นทุกประเทศ ทุกรัฐ .. ปัญญาจารย์แค่เล่าให้เราฟังว่า ในโลกสมัยของท่านก็เป็นเหมือนกัน
สรุปว่าเรื่องนี้ก็อนิจจังเช่นกัน

พระคำเชื่อมโยง

1* ปัญญาจารย์ 3:16; 5:8
2* โยบ 3:17-18
3* โยบ 3:11-22
5* สุภาษิต 6:10; 24:33
6* สุภาษิต 15:16-17; 16:8
8* 1 ยอห์น 2:16; สดุดี 39:6; ปัญญาจารย์ 2:18-21

ปัญญาจารย์ 3 มีวาระสำหรับทุกสิ่ง

เวลากำหนดสำหรับทุกสิ่ง

3 มีวาระกำหนดสำหรับทุกสิ่ง
และมีเวลาสำหรับทุกเรื่องราวภายใต้ฟ้าสวรรค์

2 เวลาเกิด และเวลาตาย
เวลาปลูก และเวลาที่ถอนสิ่งที่ปลูกเอาไว้
3 เวลาฆ่าล้าง และเวลาบำบัดรักษา
เวลารื้อถอน และเวลาสร้างขึ้น
 4 เวลาร้องไห้ เวลาหัวเราะ
เวลาไว้ทุกข์คร่ำครวญ และเวลาเต้นรำ
 5 เวลาโยนหินและเวลารวบรวมเก็บก้อนหิน  เวลาโอบกอดและเวลาหลีกเลี่ยงการกอด
6 เวลาสืบค้นหา และเวลาที่สูญไป
เวลาที่จะเก็บรักษา และเวลาที่จะโยนทิ้ง
7 เวลาที่จะฉีกขาด และเวลาที่จะเย็บต่อติด เวลาที่จะเงียบ และเวลาที่จะพูด
8 เวลาที่รักและเวลาที่เกลียดชัง
เวลาทำสงคราม และเวลาสงบสุข

พระเจ้าทรงให้มีนิรันดร์กาลในใจของมนุษย์

9 คนงานได้รับประโยชน์อะไรจากแรงงานที่ลงไปบ้าง?
 10 ข้าได้เห็นภาระที่พระเจ้าประทานให้แก่บุตรของมนุษย์เพื่อให้เขาได้สาละวนอยู่กับมัน
11 พระเจ้าทรงทำให้ทุกสิ่งงดงามในเวลาของมัน พระองค์ประทานความเป็นนิรันดร์ไว้ในใจของมนุษย์ ถึงกระนั้น มนุษย์ก็ไม่อาจค้นพบราชกิจของพระเจ้าตั้งแต่ต้นจนถึงตอนจบได้ครบถ้วน
12 ข้ารู้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่ดีสำหรับมนุษย์ มากไปกว่าการที่จะมีความยินดี และทำความดีในขณะที่ยังมีชีวิต
13 ของประทานจากพระเจ้าอีกอย่างคือ มนุษย์จะได้กิน ดื่ม และมีความอิ่มเอมเปรมปรีดิ์จากการงานทั้งสิ้นของเขา
 14 ข้ารู้ว่า ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำขึ้นมานั้นจะคงอยู่นานเป็นนิตย์ ไม่อาจเพิ่มอะไรเข้าไปและไม่มีอะไรที่ตัดออกไปได้  พระเจ้าทรงกระทำไว้ตามนั้น เพื่อมนุษย์จะได้ยำเกรงพระองค์ 15 สิ่งใดก็ตามที่เป็นอยู่ ก็เคยเป็นมาแล้ว   และสิ่งที่จะเป็นต่อไป ก็เคยเป็นมาก่อนแล้ว พระเจ้าจะทรงทำสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต 

16 ยิ่งกว่านั้น ภายใต้ดวงอาทิตย์ ข้าได้เห็นว่า แม้ในที่ ๆ มีความยุติธรรมธรรมก็ยังมีความโหดร้ายอยู่ด้วย และในที่ ๆ มีความเที่ยงธรรมก็มีความชั่วร้ายเช่นกัน
17 ข้าตรองในใจว่า “พระเจ้าจะทรงพิพากษาทั้งคนเที่ยงธรรม และคนชั่ว” เพราะมีเวลาสำหรับทุกเรื่อง และมีวาระสำหรับงานทุกอย่าง
18 ข้าพูดในใจเรื่องของบุตรมนุษย์ทั้งหลายว่า “พระเจ้าทรงทดสอบพวกเขาเพื่อเขาจะได้เห็นชัดว่า พวกเขาก็ทำตัวเหมือนสัตว์” 
19 เพราะชะตากรรมของบุตรของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายนั้น ก็เป็นชะตากรรมอันเดียวกัน  มนุษย์ตาย สัตว์ก็ตาย และพวกเขาต่างมีลมหายใจเหมือนกัน ดังนั้นมนุษย์จึงไม่มีอะไรเหนือไปกว่าสัตว์เพราะทุกอย่างล้วนไร้ความยั่งยืน

 

คำอธิบายเพิ่มเติม

เวลากำหนดสำหรับทุกสิ่ง
พระคำบทนี้งดงาม และเมื่อเราอ่านช้า ๆ คิดตามไปเราจะยิ่งเข้าใจชีวิตของมนุษย์ลึกซึ้งขึ้น 3:1  วาระกำหนด     สำหรับทุกสิ่ง
        เวลากำหนด      สำหรับทุกเรื่องราว  คือทุกอย่างที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ทุกอย่างที่มนุษย์ทำขึ้นมาในโลก กิจกรรมทุกชนิดของมนุษย์ ภายใต้ฟ้า …คือ ในโลกของเรา ที่อยู่ภายใต้เวลา  เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกนี้มา อย่างแรกที่พระองค์ทรงเปิดขึ้นมาคือ “ในปฐมกาล = เวลาเริ่มต้น” และพระองค์ทรงเป็นทั้งปฐมและอวสาน  ดังนั้น เวลาในโลกจึงเป็นการทรงสร้างของพระเจ้าโดยตรง  มนุษย์ทุกคนอยู่ใต้กรอบเวลานี้

3:2-8
ท่านปัญญาจารย์ได้เรียงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตรงกันข้ามว่า มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้วทุก ๆ วันในโลก สุดแต่ว่าจะเกิดกับใคร ท่านได้ให้ไว้ทั้งหมด  14 ตัวอย่างของกิจกรรมหรือเหตุการณ์ในชีวิตมนุษย์ที่ตรงกันข้าม

1 เวลาเกิด เวลาตาย … การเกิด เกิดอย่างลึกลับ ไม่มีใครทราบว่าถือกำเนิดเวลาใด  เวลาตาย มีหลายแบบในโลกปัจจุบัน ตายเองตามธรรมชาติ ตายเพราะโรค อุบัติเหตุ ถูกฆาตกรรม ตายในสงคราม  (ตอนนี้มีการุณยฆาต (Euthanasia)  คือแพทย์ช่วยให้ตายตามที่ผู้ป่วยร้องขอ) 
2 ต่อมาเป็นการปลูก รื้อถอน ซึ่งท่านปัญญาจารย์น่าจะหมายถึงการเกษตร  
3 เวลาฆ่าล้าง และเวลาบำบัดรักษา  
4 เวลารื้อ เวลาสร้าง … หมายถึงกิจกรรมทางการก่อสร้างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่
5 เวลาที่เกิดความเศร้าโศก และเวลาดีใจ
6 เวลาที่ต้องไว้ทุกข์ กับเวลาที่ร่าเริงเต้นรำได้ รายการทั้งสองนี้เป็นเรื่องของอารมณ์มนุษย์ที่ได้รับผลกระทบจากบางอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา 
7 เวลาที่โยนหิน กับเวลาที่รวบรวม  สิ่งนี้ หมายถึงสมัยโบราณที่ศัตรูเข้ามาทำลายพื้นที่การเกษตรของชาวนาชาวไร่โดยการโยนหินให้ทั่ว ทำให้เขาปลูกพืชไม่ได้ 
8 กล่าวถึงการกอด รัก และการที่ละเว้นจากสิ่งนั้น ซึ่งอาจหมายถึงความรักของคู่รัก เพื่อน หรือคนในครอบครัว … 
9  เวลาที่ค้นหา และเวลาที่ยอมให้สูญหายไป 10 เวลาที่จะเก็บรักษา และเวลาที่ต้องทิ้ง 
11 เวลาฉีกขาด และเวลาที่จะเย็บให้ติดกัน
12เวลาเงียบ เวลาพูด  คนเราก็เจอเวลาแบบนี้อยู่ทุกวัน
13 เวลารัก และเกลียด เป็นเรื่องของความสัมพันธ์และความรู้สึกที่สองฝ่ายมีต่อกัน 
14 เวลาที่มีสงคราม และ สันติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในระดับความสัมพันธ์ของคนสองคนไปจนถึงระดับชาติและนานาชาติ

ทั้งหมดนี้ ผู้ที่มีปัญญาจะใช้โอกาสจากเวลาที่พระเจ้าประทานให้ ได้คิด ได้ทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่นให้มาก  การสังเกตเวลาจะทำให้เรารู้การทำงานของพระเจ้าในโลกนี้ และเวลาของเราช่วงนี้ก็น่าหวาดหวั่นมาก เพราะโลกกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่อาจจะอยู่อีกไม่นาน …​เราจะทำอะไร ก็คิดให้ดีว่า เป็นสิ่งที่เหมาะกับเวลายุคนี้ไหม 

3:9-10
พระเจ้าทรงกำหนดให้มนุษย์ได้มีกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไป การหาเลี้ยงชีวิตสมัยโบราณกับสมัยนี้แตกต่างกันก็จริง แต่ทุกคนต่างก็ใช้เวลาเพื่อการอยู่รอด เพื่อความสุขกันทั้งนั้น คำถามที่ว่ามนุษย์ได้ประโยชน์อะไรจากมัน? คำตอบจริง ๆ ก็มีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ท่านปัญญาจารย์กำลังมองเห็นแต่ความอนิจจัง

3:11-13
พระเจ้าทรงทำให้เวลากำหนดความงามของธรรมชาติที่แตกต่าง แต่ละฤดูก็มีความงดงามแตกต่างกันไป   ที่เราเห็นรอบ ๆ ตัว สายน้ำ ต้นไม้ ภูเขา ทะเล  มอบความงามที่ทำให้เรามีความสุขยิ่งนัก
พระเจ้ายังประทานความเป็นนิรันดร์ให้มนุษย์ด้วย นี่เป็นสิ่งที่แตกต่างจากสัตว์ ที่ไม่รู้อะไรเลย พวกเขาไม่ได้อยู่แค่เพียงชั่วชีวิต ใจของเขาเฝ้าหาความเป็นนิรันดร์นั้น  เมื่อพบพระเจ้าเขาจึงจะมีความสุขได้อย่างสมบูรณ์แบบ 
มนุษย์จะรับพระเจ้าหรือปฏิเสธพระองค์ พวกเขาไม่อาจค้นพบพระองค์อย่างเต็มร้อยได้  มนุษย์มีความจำกัดอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับพระเจ้า  พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้จริง ๆ ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไรก็ตาม 


3:14-15
สิ่งที่พระเจ้า ทรงเรียกจากมนุษย์คือให้พวกเขาได้ยำเกรงพระองค์  การกำหนดกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ทรัพยากร สภาพอากาศ ในท้องที่ต่าง ๆ ซึ่งไม่เหมือนกัน  การต่อสู้เพื่ออยู่รอดของคนแต่ละกลุ่มในส่วนต่าง ๆ ของโลกนั้น แตกต่างกันไป
หากมนุษย์ยำเกรงพระเจ้า พระองค์ก็ทรงพอพระทัยพวกเขา ..

3:16-18 พระองค์ทรงมอบงานดูแลสวนเอเดนให้กับเขา มอบทั้งโลกให้เขาดูแล ทั้งอาณาจักรสัตว์และพืช เขาจะได้มีความสุขกับสิ่งที่ทรงสร้างขึ้นมา
เรื่องที่มนุษย์มีปัญหามากตั้งแต่โบราณมาจนวันนี้คือ เราไม่เข้าใจว่าทำไมพระเจ้าทรงอนุญาตให้ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น  ความชั่วร้ายฝังตัวอยู่ในทุกที่ ทุกแห่ง
ถึงอย่างนั้นปัญญาจารย์เชื่อว่า พระเจ้าจะทรงพิพากษาในวันหนึ่ง ทั้งคนดีและคนชั่วจะต้องเจอกับการพิพากษานั้น ซึ่งก็ตรงกับคำสอนของพระเยซูคริสต์ 
การที่มีความชั่วร้ายในความยุติธรรม หรือในที่ แห่งความเที่ยงธรรมนั้น เป็นเพราะพระเจ้าทรงให้เราเห็นว่า อย่างไร ๆ มนุษย์ก็ไม่วายที่จะชั่วทั้ง ๆ ที่ดีมาตั้งแต่แรก แต่อาจกลับมาเสียตอนปลายได้ ไป ๆ มา ๆ มนุษย์กับสัตว์ก็มีที่สุดท้ายคือความตายเหมือนกัน 

3:19 ความตาย.. เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ มีนักธุรกิจคนหนึ่งที่โกรธมากเพราะเขาได้ทำงานสำเร็จ และมั่งคั่งมาก แล้วทำไมความตายต้องมาพรากเขาจากความสำเร็จเหล่านั้น แต่นี่คือความจริงของชีวิตมนุษย์ 
แม้ว่าวันนี้จะมีเศรษฐีไบรอัน จอนห์สัน Bryan Johnson  ที่พยายามจะเอาเลือดของลูกชายมาใส่ให้ตัวเอง วัดการกิน การออกกำลัง การบริโภคเพื่อให้ตัวเองเป็นคนหนุ่มเสมอ เขาอ้างว่าจะไม่ตาย แต่เขาไม่มีวันที่จะเอาชนะพระเจ้าในเรื่องนี้ได้

3:20-22
คนที่ไม่เชื่อพระเจ้านั้นก็จะโกรธ จะท้าทาย แต่หากเรามีพระเจ้า และรู้ว่าเมื่อเราจากโลกนี้ไป เราก็จะได้อยู่กับพระองค์ ตรงนี้ทำให้เราสบายใจ
ปัญญาจารย์กำลังมองโลกภายใต้ดวงอาทิตย์ ท่านฉลาดพอที่จะไม่กล่าวถึงโลกหน้าซึ่งสมัยของท่านนั้น ยังไม่มีคำตอบ เหมือนอย่างสมัยของพระเยซู ที่รู้ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหนในโลกหน้า รู้ว่าความตายเป็นแค่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่นำเราไปสู่พระพักตร์พระบิดา  ความตายไม่อาจทำลายผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ได้   1 โครินธ์ 15:55 กล่าวว่า ความตายเอ๋ย ชัยชนะของเจ้าอยู่ที่ไหน ?  ความตายเอ๋ย เหล็กไนของเจ้าอยู่ที่ไหน?  ยอห์น 5:24  พระเยซูทรงสัญญาว่า ผู้เชื่อในพระองค์จะผ่านจากความตายไปสู่ชีวิต 

โรม 11 อิสราเอลที่ยังหลงเหลืออยู่

โรม 11:1-2
ข้าจึงถามว่า“พระเจ้าทรงทอดทิ้งคนของพระองค์อย่างนั้นหรือ?”จะไม่เป็นเช่นนั้น ข้าเองเป็นคนอิสราเอล เป็นผู้สืบเชื้อสายอับราฮัม เผ่าเบนยามิน พระเจ้ามิได้ทรงเขวี้ยงประชากรของพระองค์ไป พระองค์ทรงเลือกพวกเขามาแต่แรก ท่านไม่รู้เรื่องของเอลียาห์หรือ? ท่านกล่าวโทษอิสราเอลต่อพระเจ้า  

โรม 11:3
ท่านกล่าวว่า “โอ พระยาห์เวห์! พวกเขาได้สังหารผู้เผยพระดำรัสของพระองค์ และได้ทำลายแท่นบูชาของพระองค์ด้วย ข้าพเจ้าเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต บัดนี้ พวกเขาก็พยายามที่จะสังหารข้าพเจ้าเช่นกัน” (1 พงศ์กษัตริย์ 19:10,14)

โรม 11:4-5
แต่พระเจ้าทรงตอบเขาว่าอย่างไรเล่า? พระองค์ตรัสว่า “เราได้ไว้ชีวิตชายในอิสราเอล  7,000  คนที่ไม่ได้ก้มกราบรูปเทพ
บาอัล  (1 พงศ์กษัตริย์ 19:18) บัดนี้ก็เช่นกัน มีคนหลงเหลืออยู่  ที่ทรงเลือกไว้ด้วยพระคุณของพระองค์

โรม 11:6
และหากพระองค์ทรงเลือกพวกเขาด้วยพระคุณ  เท่ากับว่าพระองค์ไม่ได้ทรงเลือกเขาตามที่เขาประพฤติ
พระคุณจะไม่ใช่พระคุณอีกต่อไป หากพวกเขาได้เป็นคนของพระเจ้าเนื่องจากการประพฤติ

โรม 11:7
ถ้าอย่างนั้น จากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป?
ประชากรอิสราเอลไม่ได้พบสิ่งที่พวกเขาตามหา แต่คนที่พระเจ้าทรงเลือกกลับได้รับสิ่งนั้น ส่วนคนที่เหลือก็ถูกทำ
ให้ใจดื้อด้าน ไม่ยอมรับฟังพระเจ้า

โรม 11:8
ตามที่มีเขียนไว้ว่า พระเจ้าทรงให้พวกเขา
มีจิตใจมึนชา มีตาที่มองไม่เห็น มีหูที่ไม่ได้ยิน
จนกระทั่งทุกวันนี้ 

โรม 11:9-10
และกษัตริย์ดาวิดตรัสว่า
“ให้งานเลี้ยงฉลองของพวกเขา กลายเป็นบ่วง เป็นกับดัก เป็นหินสะดุดเป็นการตอบสนองพวกเขา ให้ตาของพวกเขามืดมัว เพื่อเขาจะมองไม่เห็น และหลังของเขาโก่งงอเสมอไป” 

โรม 11:11
ดังนั้น ข้าจึงถามเมื่อคนยิวล้มลง การล้มลงนั้นทำลายพวกเขาหรือไม่? ไม่เลย จะไม่เป็นเช่นนั้น!! ความล้มเหลวของพวกเขานำความรอดไปสู่คนต่างชาติ เพื่อเร้าให้พวกเขาเกิดความอิจฉาขึ้นมา

โรม 11:12
แต่หากความล้มเหลวของพวกเขานำมาซึ่งพระพรยิ่งใหญ่ให้กับโลก และการสูญเสียของพวกเขานำมาซึ่งพระพรยิ่งใหญ่ให้กับคนต่างชาติ แน่นอน โลกจะได้รับพระพรมากกว่านั้น
เมื่อรวบรวมยิวให้กลับมาจนครบบริบูรณ์

โรม 11:13-14
บัดนี้ข้ากำลังพูดกับท่านผู้เป็นคนต่างชาติในฐานะที่ข้าเป็นอัครทูตที่ถูกส่งไปยังคนต่างชาติ  ข้ารู้ว่า พันธกิจของข้านั้นสำคัญมาก เผื่อว่า ข้าอาจจะทำให้พี่น้องของข้ารู้สึกอิจฉา และเป็นทางที่ช่วยให้บางคนได้รับความรอด

โรม 11:15 
เพราะหากการที่พระเจ้าทรงปฏิเสธอิสราเอลหมายถึง  พระองค์ทรงกลับคืนดีกับโลก การยอมรับอิสราเอลคืนมาหมายความว่าอย่างไร? นั่นเป็นเหมือนการนำคนตายให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา (เอเสเคียล 37)

โรม 11:16
หากขนมปังผลแรกถูกนำมาถวายให้กับพระเจ้านั้นบริสุทธิ์   
ทั้งก้อนก็บริสุทธิ์ด้วย 
ถ้ารากของต้นไม้บริสุทธิ์กิ่งก้านของต้นไม้นั้นก็บริสุทธิ์เช่นกัน

โรม 11:17
แต่หากว่าบางกิ่งจากต้นมะกอก(อิสราเอล) ถูกหักออก ท่านซึ่งเป็นคนต่างชาติก็เป็นเหมือนกิ่งมะกอกป่าซึ่งถูกนำมาต่อกิ่งเข้ากับต้นมะกอกแรก 
ท่านจึงได้รับอาหารและชีวิตจากต้นนั้น

โรม 11:18-19
ดังนั้นขออย่าให้ท่านโอ้อวดเรื่องกิ่งที่ถูกหักออกไป หากท่านโอ้อวดก็ขอให้จำไว้ว่า ท่านไม่ได้เลี้ยงดูรากแต่รากต่างหากที่เลี้ยงท่านแล้วท่านจะกล่าวว่า “กิ่งก้านถูกหักออกไปเพื่อฉันจะได้ถูกต่อกิ่งเข้ากับต้น

โรม 11:20-21
จริงทีเดียว พวกเขาถูกหักออกไปเพราะพวกเขาไม่เชื่อ และท่านกลับได้มาเป็น ส่วนของต้นไม้เพราะท่านมีความเชื่อ ดังนั้นก็อย่าเย่อหยิ่ง แต่จงเกรงกลัวหากพระเจ้าไม่ทรงเก็บกิ่งเดิมไว้ พระองค์ก็จะไม่ทรงเก็บท่านไว้เช่นกัน

โรม 11:22
ดังนั้น ท่านจงพิจารณาพระเมตตาและความเข้มงวดของพระเจ้าด้วย พระองค์ทรงลงโทษคนที่หลงผิด แต่พระองค์ทรงเมตตาต่อท่าน หากท่านยังคงวางใจในพระเมตตาของพระองค์ ไม่อย่างนั้น ท่านก็จะถูกตัดออกจากต้นเช่นกัน

โรม 11:23
และหากยิวได้กลับมาเชื่อพระเจ้าอีก
พระองค์ก็จะทรงรับพวกเขากลับมา
เพราะพระเจ้าทรงสามารถที่จะต่อกิ่ง
พวกเขาในที่ ๆ เดิม

11:24
เพราะหากท่านผู้เป็นคนต่างชาติถูกตัดออกจากต้นมะกอกป่า และได้รับการต่อกิ่งเข้ากับต้นมะกอกบ้านซึ่งเป็นเรื่องผิดธรรมชาติได้ ดังนั้นการที่กิ่งเดิมจะได้รับการต่อกลับเข้ายังต้นเดิมจะง่ายกว่านั้นสักเท่าใด

โรม 11:25
พี่น้องชายหญิงเอ๋ย ข้าอยากให้ท่านได้เข้าใจความลึกลับนี้
เพื่อท่านจะไม่เกิดความทะนงตนขึ้นมา
คือ อิสราเอลบางส่วนนั้นจะมีใจแข็งจนกว่า คนต่างชาติจะเข้ามาจนครบจำนวนที่กำหนดไว้

โรม 11:26-27
เป็นอย่างนี้คือ คนอิสราเอลทั้งปวงจะได้ความรอด ตามที่มีเขียนในพระคัมภีร์ว่า “องค์พระผู้ช่วยกู้จะเสด็จมาจากศิโยน
พระองค์จะทรงนำความชั่วร้ายออกไปจากครอบครัวของยาโคบ และเราจะทำพันธสัญญากับพวกเขาคือ เราจะเอาบาป
ของพวกเขาออกไป

โรม 11:28
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับข่าวประเสริฐนั้นก็คือพวกเขาไม่ยอมรับข่าวประเสริฐ เขาจึงเป็นศัตรูของพระเจ้าเพื่อประโยชน์ของท่าน แต่สำหรับการทรงเลือกของพระเจ้านั้น  พวกเขาเป็นที่รักเพราะพระสัญญาที่ทรงทำกับบรรพบุรุษของพวกเขา  

โรม 11:29-30
พระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนพระทัยเรื่องคนที่พระองค์ทรงเรียก และสิ่งที่พระองค์ประทานให้พวกเขา   เหมือนกับท่านที่ครั้งหนึ่งท่านเคยดื้อดึงไม่เชื่อฟังพระเจ้า แต่เมื่อคนอิสราเอลดื้อดึงต่อพระองค์ พระเจ้าก็ทรงเมตตาพวกท่านแทน

โรม 11:31-32
ในเวลานี้ พวกยิวไม่ยอมเชื่อฟังพระเจ้าและพวกเขาจะได้รับพระเมตตาจากพระองค์ด้วย เพราะพระเมตตาที่พระเจ้าทรงแสดงต่อท่าน  พระเจ้าทรงปล่อยให้คนทั้งปวงเป็นดั่งนักโทษที่ถูกจำจองเนื่องจากความไม่เชื่อฟัง  เพื่อพระองค์จะได้แสดงพระเมตตาให้แก่ทุกคน 

โรม 11:33
โอ ความมั่งคั่ง พระปัญญาและ
ความรู้ของพระเจ้านั้น ยิ่งใหญ่เหลือเกิน!

ไม่มีใครสืบค้นได้ 
ไม่อาจหยั่งถึงการตัดสินพระทัย
ไม่อาจเข้าใจวิถีทางของพระองค์ได้

โรม 11:34-35
ตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ใครเล่าที่รู้จักพระดำริของพระผู้เป็นเจ้าหรือใครเล่าที่สามารถกราบทูลให้คำปรึกษาแก่พระองค์? (อิสยาห์ 40:13) ไม่มีใครถวายสิ่งใดแก่พระองค์(โยบ 41:11) จนสมควรที่พระองค์จะทรงตอบแทนเขา

โรม 11:35-36
เพราะสรรพสิ่งมาจากพระองค์
โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์
ขอถวายพระสิริตระการแด่พระองค์
เป็นนิตย์!
อาเมน 

อธิบายเพิ่มเติม

โรม 11:1-2
ท่านเปาโลยืนยันให้รู้ว่า พระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งยิว(อิสราเอล) ตัวท่านเองก็เป็นยิว ลูกหลานอับราฮัมเผ่าเบนยามิน ชัดเจนว่า พระเจ้าทรงเรียกให้ท่านมารับใช้พระองค์กับพี่น้องทั้งชาวยิวและคนต่างชาติหากมองย้อนไป พระเจ้าไม่ทอดทิ้งอิสราเอล มีแต่อิสราเอลจะทิ้งพระเจ้า ตอนนี้ ในคริสตจักรที่โรมมีคริสเตียนชาวต่างชาติมากกว่าชาวอิสราเอล (ทั้งที่เชื่อพระเจ้า และไม่เชื่อ)เพราะพวกเขาถูกข่มเหงหนัก ต้องหนีออกไปจากโรม 

โรม 11:3
มีเหตุการณ์หนึ่งที่เอลียาห์ต้องต่อสู้กับราชินีเยเซเบลกับกษัตริย์อาหับ  เอลียาห์ท้อใจมากคิดว่าสู้อยู่คนเดียว  การต่อสู้ของเอลียาห์น่เห็นใจจริงเพราะทำให้เกิดความท้อใจเป็นที่สุด ท่านไปสู้กับเหล่าปุโรหิตของบาอัล ในการถวายเครื่องบูชาให้พระเจ้าทรงส่งไฟลงมา (อ่าน 1 พงศ์กษัตริย์ 18)
เอลียาห์ลงมือประหารปุโรหิตเหล่านั้นด้วยตัวเองแถมยังวิ่งนำหน้ากษัตริย์ไปยังเมืองยิสราเอลทั้งเหนื่อย ทั้งโดดเดี่ยว ทั้งท้อแท้!!

โรม 11:4-5
แต่พระเจ้าทรงยืนยันกับเอลียาห์ว่า ท่านไม่ได้เป็นคนของพระเจ้าที่เหลืออยู่คนเดียว ยังมีอีก 7000คนที่เป็นคนของพระเจ้า ไม่ได้ก้มกราบเทพบาอัลพระเจ้าทรงทำให้เอลียาห์มีกำลังใจขึ้นมาอีก (อ่าน 1 พงศ์กษัตริย์ 19) เรื่องการมีคนที่หลงเหลืออยู่มีการบันทึกไว้หลายครั้งในพระคัมภีร์เดิม และตอนนี้ท่านเปาโลก็พูดถึงคนที่หลงเหลืออยู่ เพื่อพิสูจน์ว่า พระเจ้าทรงซื่อตรงต่อพระสัญญาของพระองค์พระองค์ไม่ทรงทอดทิ้งคนของพระองค์  

โรม 11:6
ย้อนกลับมาที่การทรงเลือกของพระเจ้า อิสราเอลไม่ได้เป็นคนดี หรือเป็นคนเที่ยงธรรมเต็มร้อยไม่มีบาป พวกเขาก็เหมือนคนทั่วไป ที่ต่างคือพระเจ้าทรงเลือกชนชาตินี้เป็นพิเศษเพื่อประกาศพระนามของพระองค์ (ซึ่งพวกเขาส่วนใหญ่กลับปฏิเสธหน้าที่นี้) ข้อ 5 ที่ผ่านมาย้ำว่าพระเจ้าทรงเลือกแต่ละคนด้วยพระคุณ ไม่ใช่ด้วยการปฏิบัติตนของพวกเขา  แต่อิสราเอลที่เคร่งบทบัญญัติกลับคิดต่าง พวกเขาเชื่อการประพฤติแบบสุดโต่ง

โรม 11:7
คำถามของท่านเปาโลทำให้เรารู้สึกเหมือนว่า
หมดหวังสำหรับคนอิสราเอลที่พยายามตามหา
ความเที่ยงธรรมให้ตนเอง (9:31-10:3) แต่ถ้าเรามองให้ดี พระเจ้าทรงตอบสนองคนที่มีความเชื่อในการไถ่บาปบนไม้กางเขนของพระเยซูคนที่ไม่เชื่อ พวกเขาก็จะไม่ได้รับพระพรนั้น
การที่ยิวมีใจดื้อด้าน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของพวกเขาเอง  ใจต่อต้านพระเจ้าสะสมมาหลายรุ่น กลายเป็นการไม่ยอมต่อพระเจ้าสืบมาจนทุกวันนี้

โรม 11:8
เป็นข้อพระคำที่สรุปจากเฉลยธรรมบัญญัติ 29:4 และ อิสยาห์ 29:10 
ทั้ง ๆ ที่คนอิสราเอลเดินทางออกจากอียิปต์ได้ด้วยการอัศจรรย์ตั้งแต่ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับชาวอียิปต์ การไล่ล่า การได้เดินข้ามทะเลบนดินแห้ง การที่พระเจ้าทรงนำพวกเขาด้วยเสาเมฆเสาไฟ สี่สิบปีนั้นรองเท้าไม่ขาด เสื้อไม่เก่าถึงอย่างนั้น ก็มีบันทึกว่า
ท่านได้เห็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ หมายสำคัญและปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่เหล่านั้นด้วยตาของท่านเอง แต่จนทุกวันนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ยังไม่ได้ประทานจิตใจที่จะเข้าใจ หรือตาที่มองเห็น หรือหูที่ได้ยินแก่ท่าน (เฉลยธรรมบัญญัติ 29:4) 

โรม 11:9-10
ที่จริงแล้ว สิ่งที่ดาวิดได้อธิษฐานขอต่อพระเจ้าคือ ขอให้ศัตรูได้เจอความย่อย ยับ (สดุดี 69:22-23) แต่แล้วดูเหมือนท่านเปาโลจะอธิบายว่า สิ่งนี้ก็กลับมาเกิดกับคนอิสราเอลที่ไม่ยอมรับองค์พระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขา แถมยังดูหมิ่นพระองค์มาตลอด และยังเกลียดชังจนประหารพระองค์ที่ไม้กางเขน  แต่ถึงกระนั้น
พระเจ้าทรงพระคุณยิ่งใหญ่ทรงให้มีคนอิสราเอลหลงเหลืออยู่ที่วางใจพระเยซู!

โรม 11:11
คำตอบของคำถามที่ว่า เมื่อยิวล้ม มันเป็นการทำลายพวกเขาสิ้นเชิงไหม  คำตอบจากท่านเปาโลคือ ไม่ อย่างแน่นอน  ความล้มเหลวของพวกเขาที่ไม่ยอมรับพระเมสสิยาห์ ไม่ได้ทำให้ผู้คนหยุดพูดเรื่องของพระองค์  แต่กลับกลายทำให้คริสตจักร
ออกไปประกาศกับคนต่างชาติทั่วโลกให้กลับมาหาพระเจ้า เป็นที่ถวายพระเกียรติของพระองค์  แล้วน่าอิจฉาไหม ที่พระเยซูซึ่งทรงเป็นยิว กลับเป็นราชาของคนทั้งโลก?

โรม 11:12
ยิวที่กลับมาซึ่งท่านเปาโลกล่าวถึง ไม่ได้เกิดในยุคของท่านแต่จะเกิดในอีกสองพันกว่าปีต่อมา คือยุคของพวกเรานี่เอง ความร้อนแรงของสงครามในประเทศอิสราเอลเวลานี้ (2025) ทำให้เราเห็นความสำเร็จของคำพยากรณ์ล่วงหน้าหลายอย่างและนี่ก็เป็นหนึ่งในคำที่จะต้องสำเร็จด้วย นั่นคือคนอิสราเอลจะกลับมาเชื่อพระเจ้าครบบริบูรณ์ที่จริงแล้ว เราปรารถนาจะเห็น ยิวทุกคน กลับมา 

โรม 11:13-14
ความอิจฉาที่ท่านเปาโลกล่าวถึงนั้นเป็นความอิจฉาในทางบวก ที่จะสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งดีในชีวิตฝ่ายวิญญาณของคนอิสราเอล  ในเมื่อพระเยซูทรงเป็นคนเชื้อสายอิสราเอล แล้วทำไมพระพรของพระเจ้าไปตกกับคนต่างชาติทั่วโลก? พวกเราล่ะ จะไม่ได้รับพรอย่างนั้นเลยหรือ? เราอยากได้ เราอยากได้พรแห่งชีวิตนิรันดร์เช่นกัน… นี่เป็นหนึ่งในรูปแบบความอิจฉาที่จะทำให้คนอิสราเอลกลับมาหาพระเจ้า
ขอให้ความหวังของท่านเปาโลได้สำเร็จเถิด!!

โรม 11:15 
ที่บอกว่า พระเจ้าทรงปฏิเสธอิสราเอลนั้น เรารู้ว่าเป็นการชั่วคราว เพราะว่า พระองค์ได้ตรัสเสมอในพระคัมภีร์เดิม ชวนให้อิสราเอลกลับใจและพระองค์จะทรงรื้อฟื้นพวกเขาอีกครั้ง และนั่นก็เป็นแผนการที่พระองค์จะทรงให้มีขึ้น เมื่ออิสราเอลคืนดีกับพระเจ้า จะเป็นเหตุการณ์ที่มหัศจรรย์อย่างที่ท่านเปาโลกล่าวไว้ เหมือนการนำคนตายคืนชีพแม้มีอิสราเอลไม่น้อยที่เชื่อพระเยซูแล้ว แต่ยังมีอีกเกือบทั้งชาติที่กำลังจะกลับมาหาพระองค์ด้วย

โรม 11:16
นี่เป็นคำเปรียบเทียบที่มีหลายความเห็น
ความเห็นของบางท่าน : ขนมปังผลแรกนั้นคือชาวยิวที่มาเชื่อพระเยซูคริสต์ หรือเป็นผู้ที่หลงเหลืออยู่ที่เชื่อ ส่วนก้อนทั้งก้อนคือชาวยิวทั้งชาติ
ส่วนรากของต้นไม้นั้นบางท่านเห็นว่าพวกเขาคือเหล่าบรรพชนของคนอิสราเอลนั่นเอง ก็คือ ตั้งแต่อับราฮัมเรื่อยมา บ้างก็มีความเห็นว่า รากนั้นคือคริสเตียนยิวที่เชื่อมาตั้งแต่ต้น

โรม 11:17
ต่อจากข้อ 16 ท่านเปาโลกล่าวว่า หากรากบริสุทธิ์ กิ่งก็บริสุทธิ์เช่นกัน  และตอนนี้ท่านก็บอกชัดแล้วว่า กิ่งต้นมะกอกคืออิสราเอล ส่วนกิ่งมะกอกป่า คือคนต่างชาติที่เข้ามาเชื่อพระเจ้าจากการประกาศของคนอิสราเอลเองอย่างตัวท่าน และอัครทูตทั้งหลายอิสราเอลที่เชื่อนี้ เป็นผลแรกด้วยกิ่งมะกอกป่าถูกนำมาต่อกิ่งเข้ากับต้นมะกอกของพระเจ้า ได้รับน้ำเลี้ยงจากต้น ได้รับอาหารที่ดูดขึ้นมาจากราก ภาพนี้เริ่มชัดเจนขึ้น   

โรม 11:18-19
คนที่เป็นผู้เชื่อชาวต่างชาติได้รับการเตือนว่าอย่าอวดเพราะมีกิ่งที่ถูกหักออกไป การโอ้อวดแบบนี้ทำให้เห็นว่าใจของเขายังคงมีความบาปและความไม่เข้าใจอยู่  ท่านเปาโลชี้ให้เห็นว่า รากฐานแห่งความเชื่อนั้น เรายังต้องรับมาจากพระคัมภีร์ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกยิวนี้ได้รักษาไว้เป็นอย่างดี รากที่เลี้ยงความเชื่อของชนต่างชาติคือ เพราะพระเจ้าทรงซื่อตรงต่อพระสัญญาที่มีต่ออับราฮัม พวกเราคนต่างชาติจึงได้รับพระคุณนี้

โรม 11:20-21
อิสราเอลเป็นจำนวนมากที่พระเจ้าทรงหักเขาออกไปเป็นคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า เป็นคนที่ต่อต้านพระองค์ทุกวันนี้ มีคนอิสราเอลที่เป็นอัจฉริยะสายเทคโนโลยีสร้างสรรค์สิ่งที่กระทบกับชีวิตของคนทั้งโลก พวกเขาเป็นคนมีความคิดดี และฉลาดไม่เอาพระเจ้า แต่ในหมู่คนเหล่านี้ ยังมีคนที่กลับมาหาพระเยซู และยืนหยัดในการประกาศพระนามของพระองค์อย่างน่าชื่นชม  ตัวอย่าง Beholdisrael , Dr.James Tour , So be it! และ Oneforisrael ใน youtube

โรม 11:22
ดูเหมือนท่านเปาโลจะรู้ล่วงหน้าว่า อีกสองพันปีจะเกิดอะไรขึ้น  ผู้เชื่อซึ่งไม่ใช่เชื้อสายยิวบางพวกได้เกิดความรู้สึกดูหมิ่นคนยิวที่เชื่อ ได้สร้างความเชื่อขึ้นใหม่ว่า ความเชื่อนั้นสำคัญกว่าเชื้อชาติที่พระเจ้าทรงเลือกเอาไว้ และได้สอนว่าอิสราเอลที่เชื่อนั้นก็คือคริสตจักรรวมกันกับคริสตจักรทั้งโลกเรียก replacement theology  และกล่าวว่าคริสตจักรมาแทนอิสราเอล เท่ากับพวกเขากำลังหลงไปว่า ความคิดพวกเขาเหนือพระเจ้า 

โรม 11:23
เราทุกคนรู้อยู่ว่า จะเป็นยิวหรือคนต่างชาติต่างมีโอกาสได้รับพระคุณหรือถูกตัดจากพระคุณทั้งนั้น ข้อ 17  บอกว่าบางกิ่งถูกตัด บางกิ่งถูกต่อทั้งการตัดและต่อต่างมีเงื่อนไขคือ รับพระเจ้าหรือปฏิเสธพระองค์ หากมีคนอิสราเอลในวันนี้ หรือในอนาคตตัดสินใจกลับมาหาพระเยซูคริสต์  ต้อนรับพระองค์เป็นพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของเขา เขาก็จะได้รับการต่อกิ่งของเขากลับมาที่เดิม จะเห็นว่าสำหรับท่านเปาโล ต้นมะกอกเทศอธิบายดีที่สุด

11:24
มะกอกป่าสามารถต่อกิ่งเข้ากับมะกอกบ้านได้ ยิ่งกว่านั้นยังเกิดผลได้ด้วย หากได้นำมะกอกบ้านด้วยกันเข้ามาต่อ ยิ่งจะง่ายและเกิดผลงดงามกว่านั้นอีก  ที่ท่านเปาโลต้องบอกเรื่องนี้ย้ำ ๆ เพราะมีคนต่างชาติที่เชื่อ และเห็นว่ายิวปฏิเสธพระเจ้า ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็เกิดผลกับคนต่างชาติด้วยกันบางทีความรู้สึกลำพองก็อาจเกิดขึ้น และมีการพูดขึ้นมา ท่านเปาโลจึงต้องปรามไว้ก่อน ให้เชื่อว่าพระเจ้าทรงพร้อมรับกิ่งเดิมกลับมาแน่นอน  

โรม 11:25
ยังมีความลึกลับซับซ้อนของการที่พระเจ้าทรงหันไปรับเอาคนต่างชาติเข้ามาในแผ่นดินของพระองค์ที่จริงแล้ว พระองค์ก็ทรงเลือกเขาเหล่านั้นมาก่อนที่จะทรงสร้างโลกเสียอีก (เอเฟซัส 1) จำนวนคนต่างชาติที่เข้ามาจะต้องครบจำนวนของพระองค์ซึ่งไม่มีใครทราบว่าจำนวนนั้นคือเท่าไร แต่ในวันนี้เราเห็นแล้วว่า อิสราเอลได้หันกลับเข้ามาหาพระเจ้ามากขึ้นทุกวัน และแถมว่า พวกเขามีความเข้าใจพระคัมภีร์ง่าย เร็วกว่าพวกเราเยอะเลย!!

โรม 11:26-27
ความลึกลับที่กล่าวถึงในข้อ 25 นั้นคือ แม้ว่าช่วงเวลาหนึ่ง พระเจ้าทรงมุ่งความรอดไปยังคนต่างชาติแต่พระองค์มิได้ทรงทิ้งอิสราเอล พระองค์จะทรงกลับมานำพวกเขากลับสู่ความรอดอีก  ทรงนำความชั่วร้าย ความไม่เชื่อ ความบาปออกไป พระวิญญาณของพระองค์จะอยู่เหนือเขา พระดำรัสของพระองค์จะอยู่ในปากของพวกเขา และลูกหลานตลอดไป(อิสยาห์  59:20-21)
โรม 11:28
เป็นเพราะพระเจ้าทรงมีพันธสัญญานิรันดร์กับ
อับราฮัม อิสอัค และยาโคบ อย่างไร ๆ พวกเขาคือคนที่พระเจ้าทรงเลือกพิเศษ และเป็นที่รักด้วย
แต่พวกเขากลายเป็นศัตรูของพระเจ้าเพราะพวกเขาไม่ยอมรับพระเมสสิยาห์ที่เสด็จมาเมื่อสองพัน
ปีก่อน  แต่พระเจ้าก็จะไม่ทรงล้มเลิกที่จะนำคนทั้ง
หลายไม่ว่ายิวหรือต่างชาติกลับมาสู่แผ่นดินของพระองค์ วันนี้พระองค์ยังทรงเปิดทางให้เขาและ
คนต่างชาติอย่างเรากลับสู่อ้อมกอดของพระองค์ 
 

โรม 11:29-30
คนต่างชาติ ไม่ว่าจะชาติไหน แต่ไรมาก็เป็นคนที่ถือว่าไม่ได้เชื่อพระเจ้า กบฏต่อพระองค์ แต่พระเจ้าได้ทรงเมตตา ประทานโอกาสให้กลับใจ โดยผู้ที่ทรงสั่งการเรื่องนี้คือ องค์พระเยซูคริสต์เอง ในวันที่ทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์  ส่วนหนึ่งที่พวกเราได้รับโอกาสแห่งความรอดนี้ เป็นเพราะอิสราเอลเองที่ดึงดันต่อพระเจ้า  แต่แล้ว เรื่องก็พลิกกลับ คือพระองค์ทรงหันไปหาอิสราเอลอีก เพื่อพวกเขาจะได้รับพรที่ทรงสัญญาไว้แก่อับราฮัม

โรม 11:31-32
เหมือนเป็นเหตุและผลกลับไปกลับมาเนื่องจาก
ความไม่เชื่อ กับ พระเมตตาที่พระเจ้าทรงประสงค์จะประทานกับมนุษย์ ทุกคนในโลก อิสราเอลไม่เชื่อ
คนต่างชาติก็ได้รับพระเมตตา คนต่างชาติไม่เชื่อ
อิสราเอลก็ได้รับพระเมตตา
ทุกคนในโลกล้วนเป็นคนที่เหมือนติดคุกแห่งบาป
เป็นทาสแรงงานที่ถูกซื้อขายอยู่ในตลาดทาสบาป และผู้เดียวที่จะทำให้ทาสเหล่านี้เป็นไทยคือพระเยซูผู้ทรงซื้อทาสคืนด้วยชีวิตของพระองค์ 

โรม 11:33
ไม่มีใครที่จะเข้าใจแผนการตั้งแต่ต้นของพระเจ้า
ได้เลย ศัตรูของพระองค์ไม่อาจจะเข้าใจว่า วันหนึ่งพระองค์จะทรงเปิดทางให้มนุษย์ที่ทำบาปทุกคน
มาถึงพระเจ้าได้โดยไม่ต้องถวายเครื่องบูชาแบบที่คนอิสราเอลเคยผ่าน  เราจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ทรงสร้างพระกายของพระองค์ขึ้นมาใหม่ ประกอบด้วยชนชาติทั้งโลกที่เชื่อในพระองค์พวกเขาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มุ่งหน้าที่จะนำผู้คน
มาหาพระเจ้าเหมือนกัน เป็นพระดำริที่คาดไม่ถึง!!

โรม 11:34-35
สำหรับคนที่รู้จักพระเจ้าจริง พวกเขาเข้าใจทันทีว่าสมองเล็ก ๆ คนที่รู้ภาษาแค่นี้ แม้จะรู้เท่ากับคนทั้งหมดโลก ก็ยังไม่สามารถรู้ถึงพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ ไม่สามารถรู้พระดำริของพระองค์ได้หมด เพียงแค่ที่พระเจ้าประทานให้เราผ่านธรรมชาติที่เราต้องใช้เวลาเรียนรู้ทั้งชีวิต ก็ยังรู้ไม่หมด เพียงแค่ที่พระเจ้าประทานผ่านพระคัมภีร์  ก็ยังแปลความได้ไม่ถี่ถ้วนไม่เข้าใจอย่างปรุโปร่ง ความลี้ลับของเอกภพ ก็ไม่อาจเข้าใจแจ่มแจ้ง นี่คือพระเจ้าของเรา !!

โรม 11:35-36
มนุษย์เราไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ โดยไม่เริ่มมาจากสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างมาก่อน  สรรพสิ่งเป็นมาจากพระองค์ทั้งสิ้น แผนการแห่งความรอด
ก็เป็นมาจากพระองค์ เพื่อพระเกียรติยิ่งใหญ่ของ
องค์พระผู้สร้าง และแผนการนั้นไม่มีใครทำให้ได้
นอกจากโดยองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น  ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการสรรเสริญพระองค์อย่างสูงส่งที่ทรงให้กับมนุษย์ทุกคนโดยไม่คิดค่าใด ๆ  ท่านเปาโลชวนเราถวายพระสิริแด่พระเจ้าเป็นนิตย์ 

พระคำเชื่อมโยง

โรม 11
1* เยเรมีย์ 46:28; 1 ซามูเอล 12:22; 2 โครินธ์ 11:22
2* โรม 8:29
3* 1 พงศ์กษัตริย์ 19:10, 14
4* 1 พงศ์กษัตริย์ 19:18
5* โรม 9:27
6* โรม 4:4
7* โรม 9:31; 2 โครินธ์ 3:14
8* อิสยาห์ 29:10, 13; เฉลยธรรมบัญญัติ  29:3-4
9* สดุดี 69:22-23
11* อิสยาห์ 42:6-7; โรม 10:19



12* โฮเชยา 1:10: 2:23
13* กิจการ 9:15; 22:21
14* 1 โครินธ์ 9:22
15* อิสยาห์ 26:16-19
16* เลวีนิติ 23:10
17* เยเรมีย์ 11:16; เอเฟซัส 2:12
18* 1 โครินธ์ 10:12
20* ฮีบรู 3:19
22* 1 โครินธ์  15:2;
23* 2 โครินธ์ 3:16
25* โรม 12:16; 2 โครินธ์ 3:14; ลูกา 21:24


26* อิสยาห์ 59:20-21
27* อิสยาห์ 27:9
28* เฉลยธรรมบัญญัติ  7:8; 10:15
29* กันดารวิถี 23:19
30* เอเฟซัส 2:2
32* กาลาเทีย 3:22
34* อิสยาห์ 40:13; เยเรมีย์ 23:18; โยบ 36:22
35* โยบ 41:11
36* ฮีบรู 2:10; 13:21