ปัญญาจารย์ 8 ไม่อาจเข้าใจได้ครบถ้วน

ความจำกัดของปัญญา
1 ใคร เป็นคนมีสติปัญญา? ใครเป็นคนที่รู้ทางแก้ไขปัญหา? สติปัญญาของมนุษย์นั้น ทำให้ใบหน้าของเขาสดชื่น และช่วยทำให้สีหน้าที่กระด้างนั้นเปลี่ยนไป
2 จงเชื่อฟังทำตามคำบัญชาขององค์กษัตริย์ เพราะว่าพระองค์ท่านได้ปฏิญาณต่อพระเจ้าแล้ว (ว่าจะภักดีต่อพระองค์)
3 อย่ารีบด่วนออกไปจากพระพักตร์ขององค์กษัตริย์  อย่าเป็นฝ่ายข้างที่ชั่วร้าย  เพราะพระองค์ทรงทำสิ่งที่ พอพระทัยได้เสมอ
4 พระราชอำนาจขององค์กษัตริย์นั้นเด็ดขาด ไม่มีใครจะทูลแย้งได้ว่า “พระองค์ทรงทำอะไรลงไป?”
5 คนใดที่เชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์จะไม่พบอันตราย และคนที่มีสติปัญญาก็จะรู้ทั้งกาลเทศะ วิธีการ  ที่เหมาะสม
6 เพราะมีโอกาส และวิธีการที่เหมาะสำหรับทุก ๆ เรื่อง แม้ว่ามนุษย์จะต้องเผชิญความทุกข์อย่างที่หนักหนาสาหัส
7 แน่นอนที่ไม่มีใครรู้อนาคต และไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
8 ในเมื่อไม่มีใครสามารถหยุดยั้งลมหายใจ
ดังนั้น จึงไม่มีใครควบคุมเหนือวันสิ้นชีวิตของเขาได้
 ในเมื่อไม่มีใครปลดประจำการระหว่างการทำสงคราม ดังนั้น ความชั่วร้ายจึงไม่อาจช่วยกู้คนชั่วได้
9 ในขณะที่ข้าพเจ้าสังเกตพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ข้าพเจ้าก็เห็นทั้งหมดว่า​บางครั้งเมื่อใครสักคนพยายามที่จะควบคุมเหนืออีกคน กลับกลายเป็นว่าเป็นการหาเรื่องใส่ตัว 

ความจำกัดของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้าง
10 ไม่แค่เท่านั้น ข้าพเจ้ายังเห็นคนชั่วเดินเข้าออกพระวิหารหน้าตาเฉย แล้วยังได้รับการยกย่องด้วย  เมื่อเดินออกมาก็ยังกล่าวโอ้อวดในเมืองที่พวกเขาทำชั่วกัน นี่ก็เป็นเรื่องไร้ค่า 
11 เมื่อคนทำผิดไม่ได้ถูกลงโทษทันควัน  จิตใจของมนุษย์จึงพร้อมที่จะทำความชั่วต่อไป 

12 แม้คนชั่วคนหนึ่งจะก่อความชั่วนับร้อยครั้ง แถมยังมีชีวิตยืนยาว ข้าพเจ้าก็ยังมั่นใจว่า ชีวิตของคนที่ยำเกรงพระเจ้านั้นจะอยู่ในสภาพที่ดีกว่า  เพราะว่าพวกเขายำเกรงพระองค์ 
13 แต่สำหรับคนชั่วแล้ว ใช่ว่าทุกสิ่งจะดีสำหรับชีวิตของเขา ใช่ว่าเขาจะยืดชีวิตให้ยืนยาวต่อไปเหมือนเงา เพราะพวกเขาไม่ยำเกรงพระเจ้า
14 ยังมีสิ่งที่ไร้ค่า ไร้ความหมายที่เกิดขึ้นในโลกอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ บางครั้งคนเที่ยงธรรมกลับรับผลที่คนชั่วควรได้รับ และบางครั้งคนชั่วได้รับสิ่งที่คนเที่ยงธรรมควรได้รับ 
ข้าพเจ้ากล่าวว่า .. นี่ก็เป็นเรื่องเสียเปล่าเช่นกัน

เป็นสุขกับชีวิตถึงแม้จะเจอความอยุติธรรม
15 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอแนะให้ชื่มชมยินดีกับชีวิต เพราะไม่มีอะไรที่ดีบนโลกนี้มากไปกว่า การที่คนหนึ่งจะได้กิน ดื่ม และชื่นชมกับชีวิต เพราะนี่เป็นสิ่งที่ควรอยู่กับเขา ในเวลาที่ยังทำงานตรากตรำ ในช่วงเวลาของชีวิตบนโลกที่พระเจ้าประทานแก่เขา 

ปัญญาที่จำกัด
16 เมื่อข้าพเจ้าพยายามตั้งใจที่จะได้สติปัญญาและพยายามสังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก  แม้มันทำให้ใครที่เห็นสิ่งเหล่านั้นไม่อาจนอนหลับได้ทั้งวันและคืน 
17 แล้วข้าพเจ้าก็ได้ตระหนักถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำทั้งหมด  แต่ไม่มีใครสามารถเข้าใจสิ่งที่เป็นไปในโลก ไม่ว่าพวกเขาจะทุ่มเท พยายามที่จะค้นหามากเท่าไรก็ตาม  แม้ว่าคนฉลาดล้ำจะอ้างว่า เขาเข้าใจแล้ว แต่เขาก็ยังไม่อาจเข้าใจทั้งหมดได้ 


 

อธิบายเพิ่มเติม

ความจำกัดของปัญญา
8:1
ปัญญาจารย์อยู่กับคนมากมาย คนรับใช้ ข้าราชบริพารของท่านมีทั้งฉลาดล้ำและโง่มาก ผู้หญิงที่ท่านอยู่ด้วยมีทั้งฉลาดเอาเปรียบ และซื่อเกิน ท่านเห็นสีหน้า ท่านก็บอกได้ว่าใครเป็นใคร ที่จริงเราไม่ต้องมองไกลว่าใครมีสติปัญญา หรือใครเป็นคนไร้ปัญญา สีหน้าของพวกเขาบ่งบอกชัดเจนอยู่แล้ว แค่เรามองการพูด การหาเสียงของนักการเมือง เราก็รู้ว่าแต่ละคนนั้น เป็นคนแบบไหน คนธรรมดาก็เช่นกัน  ใบหน้าที่บ่งบอกความมีปัญญา กับความโง่เขลาไม่ได้อยู่ที่สวยหล่อ เพราะสวยหล่อแบบฉลาดก็มี แบบโง่ก็มาก 
8:2-5 
ในฐานะที่ปัญญาจารย์เองเป็นกษัตริย์  ท่านรู้ดีว่า เมื่อท่านเจอคนที่เป็นฝ่ายอื่น ฝ่ายที่บ่อนทำลายท่าน  ท่านก็จะจัดการอย่างเด็ดขาด ท่านจึงเตือนเอาไว้
 

กษัตริย์มีอำนาจมาก เพราะกษัตริย์เป็นเจ้าชีวิตของประชาชน มีอำนาจเหนือชีวิตของทุกคน การขัดแย้งกับพระองค์อาจทำให้คน ๆ นั้นสูญเสียชีวิตของตนไปได้  ดังนั้น คนที่ฉลาด ซื่อตรงก็จะสามารถหลบเลี่ยงพิโรธของกษัตริย์ ยกเว้นว่า อาจเกิดสิ่งที่ท่านบอกในข้อสิบสี่ว่า  “บางครั้งคนเที่ยงธรรมกลับรับผลที่คนชั่วควรได้รับ และบางครั้งคนชั่วได้รับสิ่งที่คนเที่ยงธรรมควรได้รับ”
8:6-7
ข้อหกทำให้เราเข้าใจว่า เมื่อเราต้องเผชิญกับความทุกข์ยากใด ๆ  จะต้องมีทางออกให้เสมอ
เวลาที่ผ่านจะช่วยให้มีปัญญา และสำหรับผู้เชื่อแล้ว เขาก็ต้องทูลขอความช่วยเหลือของพระเจ้าเพราะเมื่อจนตรอก พระเจ้าจะประทานช่องทางให้ 
8:8-9 
ปัญญาจารย์กำลังบอกว่า ไม่มีใครหนีพ้นผลลัพธ์จากสิ่งที่ตนได้ทำลงไป และเราเห็นเลยว่า  ถ้าได้โอกาส คนบางคนก็จะฉวยโอกาสนั้นทำตัวเป็นเจ้านายเหนือคนอื่น คอยข่มเหง รังแกเพื่อว่าตนจะได้ประโยชน์สูงสุด  และสภาพแบบนี้เราเห็นอยู่เป็นประจำในทุกระดับชั้นสังคม  และที่ดังสุดในช่วงนี้ก็คือ การจับ ลักพา ซื้อคนมาเป็นแสกมเมอร์ 

ความจำกัดของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้าง
8:10-14
คนชั่วได้รับการยกย่อง เราเห็นชัดในโลกการเมือง ปัญญาจารย์ทรงเป็นกษัตริย์ และทรงเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่ปุโรหิต ผู้รับใช้ในพระวิหาร โดยคนพวกนี้ดูเหมือนจะลอยนวล ไม่ได้ถูกลงโทษ  แล้วยังเป็นที่นับหน้าถือตา พวกเขาจึงย่ามใจที่จะทำชั่วไปเรื่อย ๆ โกงประชาชน บีบบังคับต่าง ๆ ซึ่งเราจะเห็นรายละเอียดที่เกิดขึ้นในหนังสือผู้พยากรณ์
ถึงอย่างนั้น แม้คนชั่วอายุยืน แม้เขาไม่ยำเกรงพระเจ้าแล้วชีวิตยังดูดี .. ปัญญาจารย์ก็ยังมั่นใจว่า การยำเกรงพระเจ้าดีกว่าทำตัวเป็นคนชั่ว

ไม่ว่าใครในประเทศเรา ในสื่อต่าง ๆ ที่ยังยกย่องคนชั่ว เราต้องรู้จักสังเกต สอนลูกหลานให้ยึดทางของพระเจ้าไว้    คนที่พยายามยึดอำนาจเอาไว้ทุกวิถีทาง วันหนึ่งพวกเขาจะต้องตายและทุกอย่างก็เสียเปล่า แถมทำให้ประเทศต้องประสบปัญหาหนักด้วย การต่อสู้เพื่ออำนาจในชีวิตของเขาช่างไร้ค่าจริง ๆ  

เป็นสุขกับชีวิตถึงแม้จะเจอความอยุติธรรม
8:15 
หลังจากที่กล่าวถึงคนในวิหาร หรือในราชวังที่ทำชั่ว ท่านกลับมาแนะให้เราชื่นชมกับชีวิต กินดื่ม แม้ว่าในบางเวลาชีวิตก็ต้องตรากตรำ .. แต่เราต้องไม่ลืมมีความสุขกับชีวิต  ท่านส่งเสริมให้เขาได้ชื่นชมกับผลงานที่ได้ทำลงไป กับการเติบโตของครอบครัว  เพราะจะทำให้เขามีความสุขกับการงานนั้นได้   (ไม่ใช่สนุกสนานกับอะไรที่ไร้สาระสุดขั้ว ผิดธรรมชาติและความดีงาม )

ปัญญาที่จำกัด
8:16-17     
เรารับว่าทั้งสองข้อนี้เป็นความจริง ยังไม่มีใครสามารถเข้าใจสิ่งที่เป็นไปในโลก ในท้องทะเล ในป่าเขา ในร่างกายมนุษย์ สัตว์ พืชได้เต็มร้อย แม้เราจะรู้มากขึ้นทุกวัน แต่ก็ไม่อาจเข้าใจทางของพระเจ้าได้ทั้งหมด พระเจ้าทรงเปิดเผยให้เราได้รู้มากมาย แต่คน ๆ หนึ่งก็ไม่อาจรอบรู้อย่างพระองค์ได้ ต่อให้เป็นสถาบันนักปราชญ์สาขาใด ๆ   ปัญญาจารย์ได้เปรยเรื่องนี้มาตั้งแต่ 6:10  และดูเหมือนมันก็ยังวนเวียนอยู่ในความคิดของท่านไม่หยุด
และสำหรับมนุษย์ปัจจุบันอย่างพวกเรา  ต่อให้เอไอก็เถอะ มันเก่งแค่ไหน ก็ยังต้องเกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์  เอาความรู้ของมนุษย์ที่มีอยู่น้อยนิดมาทำงานที่ดูมหัศจรรย์ แต่เมื่อเทียบกับการทรงสร้างของพระเจ้าแล้ว  ยังห่างไกล 

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 8
1* กิจการ 6:15; เฉลยธรรมบัญญัติ 28:50
2* 1 พงศาวดาร 29:24
3* ปัญญาจารย์ 10:4
4* โยบ34:18
5* สดุดี 141:5


6* ปัญญาจารย์ 3:1, 17
7* ปัญญาจารย์ 6:12
8* สดุดี 49:6-7; เฉลยธรรมบัญญัติ 20:5-8
10* ปัญญาจารย์ 2:16; 9:5
11* อิสยาห์ 26:10

12* อิสยาห์ 65:20; 3:10
14* สดุดี 73:14;
ปัญญาจารย์ 2:14;7:15; 9:1-3
15* ปัญญาจารย์ 2:24
17* โรม 11:33

ปัญญาจารย์ 7 สิ่งที่ยากเกินเข้าใจ

รักษาชื่อเสียงดีเอาไว้
1 ชื่อเสียงดี มีค่ายิ่งกว่าน้ำมันหอมที่ทรงคุณค่า  เช่นกัน วันตายของคน ๆ หนึ่งก็ดีกว่าวันเกิดของเขา
2 ให้ไปบ้านที่มีงานศพ ก็ดีกว่าไปบ้านงานเลี้ยงเพราะความตายเป็นปลายทางของทุก ๆ คน และคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ควรไตร่ตรองเรื่องนี้ให้ดี 
3 ความเศร้าใจยังดีกว่าเสียงหัวเราะ
เพราะในความโศกเศร้านั้น เราได้เรียนรู้ชีวิต
4 ใจของคนมีปัญญาอยู่ในบ้านที่กำลังเป็นทุกข์
แต่ใจของคนโง่อยู่ในบ้านที่จดจ่อแต่ความบันเทิง

ชีวิตบันเทิงกับชีวิตปัญญา
5 ที่จะได้ยินคำตักเตือนจากผู้ทรงปัญญา ก็ดีกว่าฟังเสียงเพลงของเหล่าคนโง่ 
6 เสียงหัวเราะของเหล่าคนโง่นั้นเป็นเหมือน  เสียงแตกปะทุของกิ่งหนามใหม้ใต้หม้อความโง่เขลาแบบนี้ก็เป็นสิ่งไร้ประโยชน์

ศัตรูของปัญญา
7 การบีบบังคับอาจทำให้คนมีปัญญากลายเป็นคนโง่ไปได้ เหมือนกับสินบนที่ทำให้ใจคดโกง
8 ตอนจบของสิ่งต่าง ๆ ก็ดีกว่าการเริ่มต้น เช่นกัน ความอดทนนั้นดีกว่าความหยิ่งทะนง
9 อย่ายอมให้ตัวเองโกรธง่าย ๆ
เพราะความโกรธ(เร็ว)นั้นอยู่ในใจของคนโง่เขลา 
10  อย่ากล่าวว่า “เหตุใดสมัยก่อนจึงดีกว่าสมัยนี้?” เพราะคำถามนี้ ไม่ใช่คำถามที่ฉลาดนัก

ปัญญายืดชีวิต
11 สติปัญญาเป็นเหมือนมรดก เพราะเป็นสิ่งดี ทำให้คนที่เห็นแสงตะวันได้รับประโยชน์
12 สติปัญญานั้นช่วยปกป้อง เหมือนอย่างที่เงินช่วยปกป้อง แต่ประโยชน์ของความรู้คือ
สติปัญญานั้นช่วยรักษาชีวิตของคนที่มีปัญญาคนนั้น 

ปัญญายอมรับพระเจ้าเหนือชีวิต
13 จงพิจารณาพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งใดที่พระองค์ทรงทำให้โค้งงอ ใครจะเหยียดให้ตรงได้?
14 ในยามที่มีความรุ่งเรืองก็จงยินดี และในยามที่มีความลำบาก จงพิจารณาเถิดว่า พระเจ้าทรงสร้างทั้งสองสิ่งนี้  เพื่อว่าคนหนึ่งไม่อาจจะรู้ว่า อนาคตของตนจะเป็นเช่นไร 

อย่าสุดโต่ง
15 ช่วงเวลาของชีวิตที่ไร้ความหมายของข้านั้น ข้าได้เห็นทั้งสองสิ่งนี้คือ คนที่เที่ยงธรรมตายเร็วทั้ง ๆ ที่เขาทำสิ่งดี ๆ ส่วนคนชั่วอายุยืนแม้เขาทำสิ่งชั่วช้า 
16 ดังนั้น ก็ไม่ต้องเป็นคนเที่ยงธรรมสุดโต่ง หรือเป็นคนฉลาดเกิน ไม่อย่างนั้น เจ้าอาจจะทำลายตัวเอง
17 อย่าทำตัวชั่วร้ายสุดโต่ง และอย่าเป็นคนโง่ ไม่อย่างนั้นเจ้าจะตายก่อนกำหนด 
18 ดีที่สุดคือ การยึดคำเตือนหนึ่งไว้โดยไม่ปล่อยอีกคำเตือนหลุดไป เพราะคนที่ยำเกรงพระเจ้าจะติดตามคำเตือนทั้งสองนั้น

ไม่มีใครดีจริง
19 สติปัญญาช่วยปกป้องคนที่มีปัญญา
ยิ่งกว่าเจ้าเมืองสักสิบคน
20 ไม่มีใครสักคนในโลกที่เที่ยงธรรมอย่างแท้จริง คนที่ทำแต่ความดีและไม่เคยทำบาปเลย!
21 ยิ่งกว่านั้น อย่าไปใส่ใจกับทุกคำที่มนุษย์พูด มิฉะนั้นเจ้าอาจจะได้ยินคนรับใช้ของตัวเองแช่งด่าเจ้า
22  เพราะเจ้ารู้อยู่แก่ใจนี่นาว่า เจ้าเองก็แช่งด่าคนอื่นอยู่หลายครั้ง 

มนุษย์มีปัญญาที่จำกัด
23 ข้าเองใช้สติปัญญาทดสอบสิ่งเหล่านี้ ข้ากล่าวว่า “ข้าตั้งใจที่จะเข้าใจเรื่องนี้” แต่แล้ว เรื่องนี้กลับยากเกินความเข้าใจ 
24 สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เหนือความเข้าใจของมนุษย์ ลึกซึ้งเกินกว่าใครจะหยั่งถึง 
25 ข้าพยายามที่จะเข้าใจ ตรวจสอบ และสืบค้นหาคำอธิบายสิ่งต่าง  ๆ ที่มีอยู่ และเพื่อจะเข้าใจความโง่ของความชั่วร้าย และความ ความเขลาที่ไร้สติควบคุม
26 แล้วข้าก็ค้นพบว่า สิ่งที่ขมขื่นกว่าความตายนั้น คือ หญิงที่เป็นเหมือนกับดักของนายพราน ใจของพวกเธอ เป็นเหมือนตาข่ายนายพราน และมือของเธอเป็นโซ่ตรวน   ชายที่พระเจ้าทรงพอพระทัยจะหนีพ้น แต่คนบาปจะถูกกับดักของพวกเธอ 
27 ปัญญาจารย์กล่าวว่า “เราค้นพบสิ่งนี้ ในขณะที่พยายามสืบค้นสิ่งที่เกิดขึ้น ทีละเรื่อง ทีละอย่าง
28  สิ่งที่ข้าพยายามค้นหา ข้ายังไม่พบ  ข้าพบอย่างหนึ่งคือในชายหนึ่งพันคน ข้าพบชายที่ซื่อตรงหนึ่งคน แต่ไม่มีผู้หญิงสักคนที่ซื่อตรง 
29 อีกอย่างที่ข้าค้นพบก็คือ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เป็นคนซื่อตรง แต่เขากลับค้นหาวิธีการชั่วมากมายออกมา

อธิบายเพิ่มเติม

รักษาชื่อเสียงดีเอาไว้
7:1 
ชื่อเสียงดีจึงมีค่ายิ่งนัก ชื่อเสียงนี้มีความหมายลึกซึ้งถึงลักษณะของคน ๆ นั้นที่ว่ามีชื่อเสียงดี   ดีในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  คนเราในยุคนี้มีความแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ บางทีเขามีชื่อเสียงดีมาตั้งนาน แต่แล้ววันหนึ่งก็กลายเป็นคนชื่อเสียงเสียหายได้ง่าย ๆ จากความแพร่หลายของโซเชียล การอยู่ในโลกปัจจุบันจึงยิ่งต้องระมัดระวังเรื่องชื่อเสียง เพราะถึงแม้จะเป็นเรื่องกุขึ้นมา มันก็สามารถไปเร็ว ไปไกลและทำให้เจ้าตัวเสียหายได้มาก  ปัญญาจารย์ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ในสุภาษิต>>   ด้วย 

7:2-4 
การไปงานศพ และพิจารณาชีวิตของผู้ตายจะทำให้เราฉลาดขึ้น หากเขาเป็นคนดี เราก็สามารถใช้ชีวิตเขาเป็นตัวอย่าง หากเขาชั่ว ก็ยังใช้ชีวิตของเขาเป็นตัวอย่างได้เช่นกัน  ดูเหมือนว่า จากข้อนี้ไปจนถึงข้อที่หก ปัญญาจารย์ได้ให้ความเห็นว่า การใช้ชีวิตกับการบันเทิงอย่างเดียวทำให้เรากลายเป็นคนโง่ …

ชีวิตบันเทิงกับชีวิตปัญญา
7:5-6
เสียงเพลงคนโง่ เป็นเพลงที่เราได้ยินกันทุกวัน ผู้คนเปิดเพลงที่ไม่ได้ให้สติปัญญากับคนฟัง  การคร่ำครวญถึงความทุกข์ที่พรากรักทำให้คนฟังยิ่งซึมเศร้ามากขึ้น เพลงของพระเจ้าที่ยกจิตใจขึ้น ทำให้เรากล้าก้าวต่อไป ลืมอดึตแล้วเดินหน้านั้น จำเป็นมาก เพราะว่า เมื่อเราฟังเพลงที่โง่เขลา ย่ำอยู่กับที่ ชักชวนให้ทำผิดทางเพศ นอกจากไร้ประโยชน์แล้ว ยังทำให้เราตกต่ำลงอย่างน่าใจหายอีกด้วย

7:7-8
จากชีวิตของคนที่ดี ๆ นั้นอาจหลงไปได้ เพราะเขาพบการต่อต้าน การกดขี่ที่รุนแรงมาก ๆ  คนมีปัญญาอาจกลายเป็นคนเอาแต่ใจตัว คิดว่าตนเองถูกต้องและเก่งกว่าใคร กลายเป็นคนกดขี่คนอื่นไปได้    เงินเป็นสาเหตุให้คนที่มีเหตุผลกลายเป็นคนที่เห็นแก่เงินไปได้  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องระวังตัวตลอดเวลา ไม่มีการปล่อยเลยตามเลย  ตัวอย่างง่าย ๆ   เราเห็นนักข่าวที่เคยพูดแต่ความจริงแล้วกลับกลายเป็นคนที่ปล่อยข่าวเท็จประจำเพราะเห็นแก่เงินมาตั้งมากมาย 

7:9-10
แล้วปัญญาจารย์ก็เตือนเราให้เป็นคนใจเย็น ไม่โกรธง่าย  แต่จะไม่โกรธง่ายรู้ไหมว่า ต้องมีการฝึกจากสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในชีวิตทุกวัน  การจะถามว่าทำไมสมัยก่อนดีกว่าสมัยนี้นั้น เป็นคำถามของคนที่ลืมประสบการณ์เลวร้าย จำได้แต่สิ่งดี ชีวิตจริงในทุกยุคมีสิ่งดีและสิ่งเลวประจำยุคของมันด้วย ขึ้นอยู่กับคนที่อยู่ในยุคนั้น และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ปัญญายืดชีวิต
7:11-12
 การมีปัญญา ไม่ใช่เป็นการมีความรู้เยอะ ๆ จากการเรียนมหาวิทยาลัย คนเรียนจบมา มีความรู้มาก แต่ขาดปัญญาก็เยอะ บ้านเราอาจมีชาวบ้าน ชาวไร่คนที่เก่งอย่างโดดเด่นขึ้นมา เพราะเขามีสติปัญญาในการทำงานของเขาแบบที่คนอื่นไม่มี 
สติปัญญาที่คนของพระเจ้ามีนั้น เขาได้รับมาจากพระเจ้า ช่วยให้ชีวิตของเขาไม่ตกลงไปในความชั่ว  เป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้า และพระองค์ทรงช่วยให้เขาไม่ทำผิด แม้จะถูการทถลองอย่างรุนแรง 

ปัญญายอมรับพระเจ้าเหนือชีวิต
7:13-14
ปัญญาจารย์กำลังจะบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ สิ่งที่ตรงคือความรุ่งเรือง สิ่งที่ยากลำบากคือความโค้งงอ  มันเกิดขึ้นได้ในชีวิตมนุษย์เสมอ ๆ  แต่ทั้งสองสิ่งนี้ ต่างทำให้เราเข้าใกล้พระเจ้าได้  การมีความรุ่งเรืองทำให้เรายิ้มได้ง่าย มีความสุข แต่เมื่อมีความยากลำบาก เราก็จะผ่านไปได้ โดยต้องเข้าใจอย่างที่เปาโลกล่าวไว้ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลดีต่อคนที่รักพระเจ้า ความยากลำบากทำให้เราถ่อมตน รู้ว่า เราต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้ามากเพียงใด

อย่าสุดโต่ง
7:15-18 
น่าสนใจที่ปัญญาจารย์เอง เห็นว่า ชีวิตของท่านไร้ความหมายทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นกษัตริย์ ต้องดูแลประชาชนมากมาย
ท่านขอปัญญาจากพระเจ้าเองเพื่อปกครองให้ได้ดี  แต่คิดไปให้ดี เวลาเรารู้มาก ก็ยิ่งรู้สึกว่ารู้น้อยลงไปทุกที เป็นอย่างนี้เรื่อยไป  
สิ่งที่ท่านแนะคือ จากการที่คนดีตายเร็ว คนชั่วตายช้า ก็ให้ทำตัวไม่สุดขั้วไปข้างใดข้างหนึ่งแล้วกัน เพื่อจะได้สบายใจขึ้น แต่สิ่งสำคัญให้ยึดคำเตือนต่าง ๆ ไว้ อย่าปล่อยไป

ไม่มีใครดีจริง
7:19-22
ในชีวิตเราทุกคนต้องการสติปัญญาจริง ๆ เพราะปัญญานี้ช่วยปกป้องตัวเราเอง  และหากเราอ่านหนังสือสุภาษิต เราจะรู้ว่า ปัญญานี่แหละคือ คุณหญิงปัญญา ในสุภาษิตบทที่ 9  ที่จะช่วยเราให้รอดพ้นอันตรายต่าง ๆ  
การที่เราจะไม่ต้องสนใจกับความเห็นของคนอื่นที่มีต่อเรา คำปรามาท คำนินทาให้ร้าย คำแช่งด่า เหล่านี้ เราไม่ต้องสนใจมากเพราะมันทำร้ายตัวเราเอง และหากคิดกลับไป เราเองก็เคยพูดไม่ดีเรื่องคนอื่นเหมือนกัน 

มนุษย์มีปัญญาที่จำกัด
7:23-24
ทั้ง ๆ ที่ปัญญาจารย์มีปัญญา แต่ก็มีบางเรื่องที่ท่านพยายามเข้าใจแต่กลับไม่เข้าใจ   มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของท่านที่ท่านยังงุนงงอยู่  ปัญญาจารย์ที่มีสติปัญญาล้ำ ยังกล่าวว่า ท่านไม่อาจเข้าใจเรื่องต่อไปนี้ให้ลึกซึ้ง 

7:25-26 การที่คนมีปัญญาจะไปพยายามเข้าใจความโง่นั้นก็ยากอยู่ เพราะมองไม่เห็นเหตุผลว่า ทำไมคนโง่จึงทำความชั่วร้าย ทั้ง ๆ ที่น่าจะเห็นว่ามันชั่วร้าย!
ข้อ 26 เป็นสิ่งที่ท่านเตือนสติแล้ว แต่ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา มนุษย์ส่วนใหญ่ก็จะไม่ผ่านข้อนี้  การที่ผู้ชายถูกผู้หญิงดักจับ เป็นเพราะพวกเขาอยู่ห่างพระเจ้า  พวกเขาจะโดนกับดักของหญิงทรามได้ง่าย ๆ  น่าเศร้าที่ปัญญาจารย์ได้กล่าวว่า เมื่อผู้ชายคนใดติดกับดักแล้ว  สภาพของเขานั้นขมขื่นยิ่งกว่าความตายเสียอีก 

7:27-29 
ในข้อที่ 29  กล่าวว่าอีกอย่างที่ข้าค้นพบก็คือพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เป็นคนซื่อตรงแต่เขากลับค้นหาวิธีการชั่วมากมายออกมา  การที่ท่านมีผู้หญิงในฮาเร็มมากมายเหลือเฟือ ท่านกลับไม่พบคนดีสักคน ไม่พบผู้หญิงที่จะซื่อสัตย์ต่อท่านเลย  ท่านพบแต่คนที่มีความชั่วดักกันไปมา ทำร้ายกัน ต่อหน้าต่อตาในวังของท่านเอง 

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 7
1* สุภาษิต 22:1; ปัญญาจารย์ 4:2
2* สดุดี 90:12
3* 2 โครินธ์ 7:10
5* สดุดี 141:5
6* ปัญญาจารย์ 2:2
7* อพยพ 23:8
8* สุภาษิต 14:29
9* ยากอบ 1:19




11* ปัญญาจารย์ 11:7
12* ปัญญาจารย์ 9:18; สุภาษิต 3:18
13* โยบ 12:14
14* เฉลยธรรมบัญญัติ 28:47
15* ปัญญาจารย์ 8:12-14
16* สุภาษิต 25:16; โรม  12:3
17* โยบ 15:32
18* ปัญญาจารย์ 3:14; 5:7; 8:12-13
19* สุภาษิต 21:22

20* 1 ยอห์น 1:8
23* โรม 1:22
24* 1 ทิโมธี 6:16; โรม 11:33
25* ปัญญาจารย์ 1:17
26* สุภาษิต 5:3-4
27* ปัญญาจารย์ 1:1-2
28* โยบ 33:23
29* ปฐมกาล 1:27; 3:6-7

มัทธิว 15 ชนะด้วยความเชื่อของแม่!

กฎมนุษย์มาแทนที่ความรักพ่อแม่
1 แล้วเหล่าฟาริสีและธรรมาจารย์จากเยรูซาเล็มก็มาหาพระเยซู ทูลถามพระองค์ว่า
2 “เหตุใดพวกศิษย์ของท่านจึงไม่เชื่อฟังกฎตามประเพณีที่ส่งต่อกันมานานแล้ว พวกเขาไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหารกันเลย”
3 พระเยซูตรัสตอบว่า “ แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า เพียงเพื่อจะทำตามกฎตามประเพณีเล่า?”
4 พระเจ้าตรัสไว้ว่า “จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า และหากใครแช่งด่า ว่าร้ายพ่อแม่ จะต้องมีโทษถึงตาย
5 แต่พวกเจ้ากลับกล่าวว่า ลูกสามารถพูดกับพ่อแม่ได้ว่า ‘สิ่งที่ฉันจะใช้ให้เป็นประโยชน์กับท่านนั้น ฉันได้ถวายพระเจ้าไปแล้ว’ (เป็นประเพณีที่เรียกว่า โกระบาน )
6  พวกเจ้าสอนให้คนยับยั้ง ไม่ให้เกียรติพ่อแม่ของตนเอง เจ้ายกเลิกพระบัญชาของพระเจ้า เพราะเห็นแก่กฎตามประเพณีของเจ้า   
7 เจ้าเป็นคนหน้าซื่อใจคด! อิสยาห์พูดถูกต้องแล้ว เมื่อเขาเผยพระดำรัสเรื่องของพวกเจ้าว่า 
‘คนเหล่านี้ให้เกียรติเราด้วยปากเท่านั้น แต่ใจของพวกเขาห่างไกลจากเรา
พวกเขานมัสการเราอย่างไร้ค่า  คำสอนของเขาเป็นแค่กฎของมนุษย์ที่สอนต่อ ๆ กันมา’


10 จากนั้น พระเยซูทรงเรียกประชาชนเข้ามาหาพระองค์ ตรัสว่า “จงฟัง และพยายามเข้าใจเถิด ว่า
11 สิ่งที่เข้าปากมนุษย์ไม่ได้ทำให้เขาเป็นมลทิน แต่สิ่งที่ออกจากปากของพวกเขาต่างหาก ที่ทำให้เขาเป็นมลทิน”
12 จากนั้นศิษย์ของพระองค์เข้ามาหาพระองค์ ทูลถามว่า “พระองค์ทรงทราบไหมว่า พวกฟาริสีได้ยินที่พระองค์ตรัสอย่างนั้นก็โกรธมาก?”
13 พระเยซูตรัสตอบว่า “ต้นไม้ทุกต้นที่พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ไม่ได้ทรงปลูกไว้นั้น จะถูกทั้งถอนรากและถอนโคน 
14 พวกเจ้าจงอยู่ให้ห่างเขา พวกเขาเป็นผู้นำแบบตาบอด  ถ้าคนตาบอดนำทางคนตาบอด ทั้งคู่ก็จะตกลงไปในหลุม”

ขอความเข้าใจ
15 เปโตรทูลว่า “ขอทรงอธิบายคำอุปมานี้แก่พวกเราเถิด พระเจ้าข้า” 
16 พระเยซูตรัสว่า
“เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ?
17 เจ้ารู้นี่นาว่า อาหารทั้งหมดที่เข้าไปในปาก ก็ลงไปในท้อง จากนั้นก็ออกจากร่างกายไป
18 แต่สิ่งที่ผู้คนพูดออกมานั้น ก็มาจากใจ จากความคิดจิตใจของเขา  สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขาเป็นมลทิน


19 เพราะจากใจนั้น คือความคิดชั่ว  การฆาตกรรม  ความผิดทางเพศ การขโมย การมุสา การใส่ร้าย
20  สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้คนเป็นมลทิน  ส่วนการกินโดยไม่ล้างมือนั้น ไม่ได้ทำให้เป็นมลทิน 

ความเชื่อของหญิงคานาอัน
21 พระเยซูทรงออกมาจากที่นั่น และเสด็จเข้าเขตเมืองไทระ และเมืองไซโดน (ซึ่งอยู่ริมทะเลทางตะวันตกเฉียงเหนือ)
22 มีหญิงชาวคานาอันที่อาศัยอยู่แถบนั้นมาเฝ้าพระเยซู ทูลว่า “โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบุตรดาวิด โปรดเมตตาข้าเจ้าด้วย! ลูกสาวของข้าเจ้ามีผีสิง ทรมานมากเจ้าค่ะ”
23 แต่พระเยซูไม่ได้ตอบเธอสักคำ  ดังนั้นศิษย์ของพระองค์จึงเข้ามาและทูลว่า “ขอพระองค์บอกให้เธอไปเถิด  เพราะเธอมาร้องตะโกนตามเราอย่างนี้” 
24 พระเยซูตรัสตอบว่า “เราถูกส่งมาเพื่อหาแกะหลงหายของอิสราเอลเท่านั้น”
25 แล้วเธอจึงมาหาพระเยซูอีกครั้งและกราบลงต่อพระองค์ กล่าวว่า “โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงโปรดช่วยข้าเจ้าด้วยเถิด”
26 พระเยซูตรัสตอบเธอว่า “ที่เราจะเอาอาหารของลูกโยนให้สุนัขนั้นไม่ถูกต้อง”

27 เธอจึงกล่าวว่า “ใช่แล้วพระองค์เจ้าข้า แต่สุนัขยังกินเศษอาหารที่หล่นจากโต๊ะของนาย” 
28 แล้วพระเยซูตรัสตอบว่า “หญิงเอ๋ย เจ้ามีความเชื่อที่ใหญ่ยิ่งนัก ให้เป็นไปตามที่เจ้าร้องขอเถิด”
แล้วลูกสาวของเธอก็ได้รับการรักษาในเวลานั้นเอง

พระเยซูทรงรักษาคนต่างชาติมากมาย
29 หลังจากที่พระองค์เสด็จจากที่ตรงนั้น ก็ทรงไปตามชายฝั่งกาลิลี  ทรงขึ้นไปประทับนั่งบนภูเขา 
30 คนเป็นจำนวนมากได้มาหาพระเยซู และนำคนง่อย คนตาบอด คนพิการ คนใบ้ และคนป่วยอย่างอื่นมาหมอบแทบพระบาท และพระองค์ก็ทรงรักษาเขา


31 ผู้คนต่างพากันประหลาดใจ เมื่อพวกเขาเห็นคนใบ้พูดได้ คนพิการหายเป็นปกติ  คนง่อยเดินได้ คนตาบอดก็มองเห็น พวกเขาก็พากันสรรเสริญพระเจ้าแห่งอิสราเอล 

พระเยซูทรงเลี้ยงกว่าสี่พันคน 

32 พระเยซูทรงเรียกศิษย์มาหาพระองค์ตรัสว่า
“เราสงสารผู้คนเหล่านี้ เพราะเขาอยู่กับเรามาสามวันแล้ว และพวกเขาคงจะหมดแรงตามทางกลับบ้าน”
 33 ศิษย์ของพระองค์ทูลว่า
“แถวนี้เป็นที่ ๆ ห่างไกล เราจะไปหาขนมปังที่ไหนมามากพอที่จะเลี้ยงคนมากมายอย่างนี้ขอรับ?”
 34 พระเยซูตรัสถามว่า “พวกเจ้ามีขนมปังกี่ก้อน?” “มีเจ็ดก้อนกับปลาเล็ก ๆ สองสามตัวขอรับ” 
35พระเยซูทรงบอกให้ประชาชนนั่งลงบนพื้น  
36  แล้วพระองค์ก็นำขนมปังทั้งเจ็ดก้อนมา รวมทั้งปลา และขอบพระคุณพระเจ้า จากนั้นทรงแบ่งขนมปังออก มอบให้กับศิษย์เพื่อให้พวกเขานำไปแจกให้ประชาชน
37 ทุกคนได้กินจนอิ่มเอม แล้วศิษย์ของพระองค์เก็บเศษที่เหลือได้เจ็ดตะกร้าใหญ่ 
38 จำนวนคนที่กินอาหารด้วยกันนั้น คือชาย 4000 คน ไม่ได้นับผู้หญิงและเด็ก  

39 หลังจากที่ทรงส่งประชาชนกลับบ้านแล้ว พระเยซูทรงลงเรือไปยังแคว้นมากาดาน

อธิบายเพิ่มเติม

กฎมนุษย์มาแทนที่ความรักพ่อแม่
15:1-3 
เบื้องหลังของเรื่องนี้ อยู่ในประวัติศาสตร์
 ในช่วงเวลาระหว่างพระคัมภีร์เดิมกับพระคัมภีร์ใหม่นั้น เหล่าปัญญาชนของยิวได้ร่วมมือกันสร้างกฎประเพณีขึ้นมากมาย ทำให้ประชาชนต้องทำตาม และหากไม่ทำตามก็ถือว่าทำผิดบาป 
ซึ่งเป็นกฎที่มีมากมาย ตั้งแต่เช้าจนเข้านอน คนยิวต้องคอยระวังไม่ทำผิดกฎต่าง ๆ ที่ควบคุมชีวิตอย่างละเอียดยิบ 
สำหรับฟาริสี และธรรมาจารย์ การล้างมือก่อนรับประทาน เป็นประเพณีทางความเชื่อที่สอนกันมาตามกฎประเพณีของยิว เมื่อพวกเขามาเจอศิษย์ของพระเยซูไม่ทำตามประเพณีเช่นนี้ ก็เลยถือโอกาสจับผิดพระเยซูเสียเลย 
แต่พระเยซูทรงถามกลับไปว่า เหตุใดพวกเขาจึงไม่ทำตามบทบัญญัติของพระเจ้า  เรื่องการให้เกียรติบิดามารดา    (อพยพ 20:12, 21:17 ;เลวีนิติ 20:9; เฉลยธรรมบัญญัติ 5:16; ) พระเยซูทรงทราบว่า พวกเขาเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าการที่จะให้ประโยชน์กับพ่อแม่  ทรงใช้พระวจนะของโมเสสมาย้อนถามพวกเขา 

15:4-9  พวกเขาจะไม่ช่วยพ่อแม่ ไม่ให้สิ่งจำเป็นกับพ่อแม่ที่อาวุโส โดยอ้างว่า อะไร ๆ ที่จะให้พ่อแม่นั้น ได้ถวายพระเจ้าไปเสียก่อนหน้าเขายกเลิกการให้เกียรติ การดูแลพ่อแม่ ด้วยกฎประเพณีของพวกเขา  พวกเขายกกฎประเพณีมาอยู่เหนือบทบัญญัติของพระเจ้า  
พระเยซูทรงสรุปให้เห็นชัดว่า พวกเขานับถือกฎประเพณี เป็นคนหน้าอย่างหลังอย่าง ดังนั้น เมื่อประชาชนได้ยิน พวกเขาก็เริ่มเข้าใจว่า  ฟาริสี ธรรมาจารย์กำลังควบคุมชีวิตพวกเขาอย่างไร 

15:10-11 แล้วพระเยซูทรงสรุปให้ประชาชนเข้าใจว่า คำสอนของฟาริสี ธรรมาจารย์นั้นไม่ถูกต้อง  แน่นอนมีคนที่ไม่เคยคิดอย่างนี้มาก่อน และตาของเขาก็เปิดออก เข้าใจแล้วว่า พวกเขาไม่ได้รับคำสอนจากบทบัญญัติอย่างถูกต้อง 

15:12-14   แล้วสิ่งที่คาดไว้ก็เกิดขึ้น ฟาริสีและธรรมาจารย์โกรธมากที่พระเยซูทรงเปิดโปงพวกเขา  และยังตรัสชัดว่า พวกเขาเป็นคนหน้าซื่อใจคด ตรัสด้วยว่า พระเจ้าจะทรงถอนรากถอนโคนพวกเขา
พวกเขาเองคิดเข้าข้างตัวเองมาโดยตลอดว่า ตนเป็นคนดี ทำสิ่งที่พอพระทัยพระเจ้า ไม่เคยเห็นตัวจริงของตนเอง เมื่อถูกเปิดโปงต่อหน้าประชาชนเช่นนี้ ก็รับไม่ได้ และถือว่า พระเยซูทรงเป็นศัตรูสำคัญที่อาจทำลายสถาบันศาสนาของพวกเขา
แล้วพระเยซูทรงสรุปให้เห็นว่า ฟาริสี ธรรมาจารย์พวกนี้คือคนตาบอดนั่นเอง หากผู้คนติดตามพวกเขาก็จะพินาศเหมือนพวกเขา …. ในโลกของเราทุกวันนี้มีคนที่หลอกว่าเป็นคนเก่ง เป็นโค้ช เป็นผู้เชี่ยวชาญไม่น้อย ..ดังนั้นเราต้องคอยระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่หลอกฝ่ายวิญญาณ เพราะผลที่ได้คือนรก…

ขอความเข้าใจ
15:15-20
แล้วเปโตรก็มาหาพระเยซู ขอคำอธิบายเรื่องอุปมานี้ 
พระเยซูทรงอธิบายชัดเจนถึงการเป็นมลทินซึ่งแตกต่างจากที่ฟาริสีเข้าใจ  พวกเขาเข้าใจแค่ความสกปรกภายนอกร่างกายว่าเป็นมลทิน แต่พระเยซูทรงหมายความถึงความมลทินฝ่ายวิญญาณ มลทินในใจที่มนุษย์มองไม่เห็น มันแอบซ่อนอยู่ในใจ  
เมื่อใครก็ตามพูดสิ่งที่ชั่วร้ายออกมา นั่นคือ ออกมาจากใจของเขา มันฝังลึกในความคิด และค่อย ๆ ปรากฏออกมาทางปาก  ทางคำพูด
จากข้อสิบเอ็ด    สิ่งที่เข้าปากมนุษย์ไม่ได้ทำให้เขาเป็นมลทิน แต่สิ่งที่ออกจากปากของพวกเขาต่างหาก ที่ทำให้เขาเป็นมลทิน 
พระคำตอนนี้ทำให้เราต้องสำรวจใจของเราเองว่า มีอะไรข้างในที่ทำให้เป็นมลทิน  เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น เมื่อไรที่ออกมานั้นน่ากลัวและน่าอาย

ความเชื่อของหญิงคานาอัน
15:21-28
แล้วมัทธิวก็กล่าวถึงหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวคานาอัน เป็นเชื้อสายของคนที่เป็นศัตรูกับคนอิสราเอลมานาน  แต่บัดนี้ มีเชื้อสายศัตรูเข้ามาหาพระเยซูเพื่อขอความช่วยเหลือ น่าแปลกที่เธอเรียกพระองค์ว่า พระผู้เป็นเจ้า พร้อมกับคำว่า พระบุตรของดาวิด ซึ่งทำให้เราเห็นว่า พระองค์จะต้องเป็นที่รู้จักกันในนามนั้น 
พระเยซูทรงรักษาโรค และไล่ผีออกจากผู้คนมากมายเป็นเรื่องที่รู้กันไปทั่ว หญิงชาวคานาอันผู้นี้จึงกล้าเข้ามาเฝ้าพระองค์ และร้องขอแล้วขออีกจนศิษย์ของพระองค์มาขอให้พระองค์บอกให้เธอไปเสีย … 
แล้วพระเยซูทรงบอกเธอชัดว่า งานของพระองค์นั้นจำกัดอยู่ที่คนอิสราเอลเท่านั้น
แต่เธอไม่ยอมกับเหตุผลของพระองค์ เธอมากราบอีก  ขอความช่วยเหลืออีก  จะให้แม่คนนี้ ที่สงสารลูกสุดใจกลับไปมือเปล่าได้อย่างไร
แล้วพระเยซูกลับตอบเธอว่า พระองค์ไม่ควรที่จะเอาอาหารของคนยิวให้คนต่างชาติ สิ่งที่พระองค์ตรัส ดูเหมือนไม่แคร์เธอเลยสักนิด แต่เธอก็ไม่ยอมเช่นกัน… 

เป็นสุนัขก็ได้ แต่..เจ้านายก็ต้องยอมให้มันได้เศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของนาย  ความเชื่อว่าพระเยซูจะรักษาโรคให้ลูกสาวนั้นเป็นความเชื่อที่แรงมาก จนพระเยซูอดไม่ได้ที่จะตรัสว่า เธอมีความเชื่อยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงอนุญาตให้ลูกของเธอพ้นจากอำนาจมารทันที  และด้วยความเชื่อ ความไม่ยอมแพ้ ความมั่นใจว่าพระเยซูทรงทำให้ได้ พระเยซูทรงเมตตา ทำให้เธอชนะ!

พระเยซูทรงรักษาคนต่างชาติมากมาย
15:29-31
จากเมืองริมฝั่งทะเล พระเยซูก็เดินทางไปยังชายฝั่งกาลิลี เราจะเห็นว่า  เขตตรงนี้น่าจะเป็นพื้นที่ทศบุรี ซึ่งมีเมืองต่าง ๆ ของคนต่างชาติกระจุกกันอยู่สิบเมือง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลสาบกาลิลี  แม้พระเยซูจะตรัสว่า พระองค์ทรงมาตามหาแกะหลงของอิสราเอลเท่านั้น แต่ปรากฏว่า พระองค์ทรงออกไปในเขตของชนต่างชาติหลาย ๆ ชาติ และรักษาคนง่อย คนตาบอด พิการแบบต่าง ๆ คนป่วยสารพัดโรค ทำให้พวกเขาสรรเสริญพระเจ้าของอิสราเอล  นี่เป็นภาพที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เป็นตามที่อิสยาห์ 

พระเยซูทรงเลี้ยงกว่าสี่พันคน
15:32-39
เรามักสับสนว่า พระเยซูทรงเลี้ยงคนเท่าไรกันแน่ ในพระกิตติคุณได้บันทึกชัดเจนถึงครั้งที่ทรงเลี้ยงห้าพันคน (มัทธิว 14: 13-21) และอีกครั้งที่ทรงเลี้ยงสี่พันคน และทั้งสองครั้งนี้มีความแตกต่างกันชัดเจน  ทำให้เราเห็นความสงสารในพระทัยของพระเยซูที่มีต่อทั้งคนยิวและคนต่างชาติ  ทำให้เราเห็นถึงความไม่เข้าใจและความไม่เชื่อของเหล่าศิษย์ใกล้ชิดอย่างชัดเจน 
ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเห็นพระองค์ทรงเลี้ยงคนมาก่อนหน้า แต่ครั้งนี้พวกเขาอาจคิดว่า พระองค์ไม่ได้สนพระทัยคนต่างชาติก็เป็นได้ และพวกเขาเองก็ไม่ใส่ใจคนต่างชาตินัก จะเห็นได้จากก่อนหน้านี้ที่พวกเขาขอให้พระองค์ไล่หญิงชาวคานาอันที่มาขอความช่วยเหลือออกไป 

การอัศจรรย์ท่ามกลางชนต่างชาติครั้งนี้ ทำให้เราเห็นว่า ถึงแม้พระเยซูจะตรัสกับหญิงคานาอันว่า ทรงมีพันธกิจต่อคนอิสราเอล แต่แล้ว พระองค์ก็ทรงแสดงพระทัยจริง ๆ ว่า ไม่ได้ทรงเห็นแก่เชื้อชาติ หรือการเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือก พระองค์ทรงแสดงความรักเอาใจใส่ ทรงเมตตาต่อทุกชนชาติเหมือน ๆ กัน

การบันทึกเรื่องราวของการเลี้ยง 4000 คนนี้จึงทำให้คนต่างชาติทั้งหลายได้รับพระกรุณาจากพระเจ้ามาตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ทรงดำเนินท่ามกลางประชาชนแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อพระองค์ทรงบัญชาในมัทธิวบทที่ 28

ข้อเปรียบเทียบการเลี้ยงสองครั้ง

พระคำเชื่อมโยง

Matthew 15
1* มาระโก 7:1
2* มาระโก 7:5
4* เฉลยธรรมบัญญัติ 5:16;
อพยพ 21:17
5* มาระโก 7:11-12
7* มาระโก 7:6
8* อิสยาห์ 29:13
9* โคโลสี 2:18-22
10* มาระโก 7:14



11* กิจการ 10:15
13* ยอห์น 15:2
14* ลูกา 6:39
15* มาระโก 7:17
16* มัทธิว 16:9
17* 1โครินธ์  6:13
18* ยากอบ 3:6
19* สุภาษิต 6:14
21* มาระโก 7:24-30
22* มัทธิว 1:1; 22:41-42

24* มัทธิว 10:5-6
26* มัทธิว 7:6
28* ลูกา 7:9
29* มาระโก 7:31-37; มัทธิว 4:18
30* อิสยาห์ 35:5-6; ลูกา 7:38; 8:41; 10:39
31* ลูกา 5:25-26; 19:37-38
32* มาระโก 8:1-10
33* 2 พงศ์กษัตริย์ 4:43
36* มัทธิว 14:1; ลูกา 22:19
39* มาระโก 8:10

ปัญญาจารย์ 6 ความอยากที่ไม่สิ้นสุด

ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุขกับชีวิต
1 ข้าพเจ้าเห็นเคราะห์กรรมอย่างหนึ่งในโลก และทำให้คนเป็นทุกข์ใจสาหัส
2 พระเจ้าทำให้คนหนึ่งมีความมั่งคั่ง ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ เขาไม่ได้ขาดสิ่งใดที่ใจปรารถนาเลย แต่พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เขาชื่นชมกับผลงานของเขา  คนอื่นกลับมาชื่นชมแทน นี่ก็ไร้ค่า เป็นดั่งชีวิตที่พลาดไปหมด
3 แม้ว่าชายบางคนอาจมีลูกนับร้อย และมีชีวิตยืนนาน แม้ว่าเขาจะมีชีวิตยืนนานมาก จนกระทั่งมีชีวิตตลอดไปเป็นนิตย์ แต่ไม่สามารถมีความสุขกับความมั่งคั่ง  ข้าขอบอกเลยว่า “ทารกที่ตายตั้งแต่เกิดก็ยังดีกว่าชายคนนั้น”

4 แม้ว่าเด็กคนที่ตายตั้งแต่เกิดได้เข้ามาในโลกอย่างไร้เหตุผล และจากไปในความมืด ชื่อของเขาถูกคลุมไว้ด้วยความมืด
5  แม้เขาไม่เคยเห็นความสว่างของวัน หรือรู้อะไรเลย ก็ยังได้พักสงบนิ่งมากกว่าชายคนนั้น 
6 หากเขาได้มีชีวิตหนึ่งพันปีถึงสองครั้ง แต่ยังไม่ได้เป็นสุขกับความมั่งคั่งของเขา  เพราะทั้งสองก็ไปในที่เดียวกันมิใช่หรือ?

7 ทุกคนตรากตรำทำงานเพื่อปากท้องของตน แต่แล้ว เขาก็ยังมีความอยากอย่างไม่หยุดยั้ง 
 8 ถ้าอย่างนั้นแล้ว คนฉลาดมีดีอะไรกว่าคนโง่เล่า?  คนยากจนจะได้ประโยชน์อะไรแม้ว่าเขารู้จักการใช้ชีวิต 
9 มีความพอใจกับสิ่งที่ตาเห็นนั้น ดีกว่าใจที่ต้องการอยากได้ไม่สิ้นสุด  ความต้องการที่ไม่จบนั้นเป็นสิ่งไร้ค่า เหมือนวิ่งตามสายลม

การงานที่ไร้ค่า
10 ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแต่ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว  สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคน ๆ หนึ่งก็เป็นที่รู้กัน  ไม่มีใครที่จะโต้แย้งพระเจ้าเรื่องชีวิตอนาคตของเขาได้ (เพราะพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าเขา)
11 ยิ่งโต้แย้งมากคำ ก็จะยิ่งไร้ค่า  การทำอย่างนั้นมีประโยชน์อะไรสำหรับเขา? 
12 ไม่มีใครรู้ว่า สิ่งใดดีที่สุดสำหรับตัวเขาในขณะที่มีชีวิตอยู่อย่างแสนสั้นเพียงไม่กี่วัน เพราะมันผ่านไปเหมือนเงา ไม่มีใครจะบอกเข้าได้ว่า หลังจากที่เขาตายไปจากโลกนี้ จะเกิดอะไรขึ้น

อธิบายเพิ่มเติม

ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุขกับชีวิต
6:1
เคราะห์กรรมอย่างหนึ่งที่ซาโลมอนเห็น ทำให้เป็นทุกข์  นั่นคือ พระเจ้าได้โปรดอวยพรให้ชายคนหนึ่งร่ำรวย ได้ทุกอย่างที่ต้องการ  แต่เขากลับไม่ได้ชื่นชมกับผลงานตัวเอง 

ไม่เหมือนกับคนใน 5:13-17 ที่เกิดชีวิตพลิกผันจากรวยเป็นจน  คน ๆ นี้มีลูกเป็นร้อย อายุยืน แต่กลับไม่มีความสุขทั้งที่ร่ำรวย ไม่สุขกับทรัพย์สมบัติ
ชายคนดังกล่าวนี้ช่างคล้ายคลึงกับชีวิตของ
กษัตริย์โซโลมอนเสียจริง  
ปัญญาจารย์(โซโลมอน)เองได้ตระหนักว่า  ท่านเองยังด้อยกว่าทารกที่ตายตั้งแต่เกิดเสียอีกชายคนนี้มีอาการดั่งคนซึมเศร้า ที่ไม่เห็นเป้าหมายของชีวิต ไม่เห็นความหวัง ไม่เห็นความสุข

6:6-9
ปัญญาจารย์ยังบอกด้วยว่า ต่อให้มีชีวิตถึงสองพันปี เทียบกับเด็กทารกคนนั้นที่ตายเหมือนกันกับเขา
เด็กยังได้พักสงบกว่า  นี่ทำให้เราเห็นว่า ชีวิตของท่านปัญญาจารย์มีทั้งความมั่งคั่งและความวุ่นวายความไร้เหตุผล ไร้ความหมาย
ท่านกำลังรู้สึกอย่างเดียวกับโยบ ที่ร่ำรวย มั่งคั่ง แต่แล้วสูญเสียทุกอย่างรอบข้าง และยังมีโรคติดตัวที่ไม่หายด้วย  (โยบ 3:11-13, 16)

ปัญญาจารย์หันไปดูคนยากจนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำ แต่แล้วคนเหล่านี้ก็ยังมีความอยากไม่เคยพอเช่นกัน คราวนี้ปัญหาดูเหมือนไม่ได้อยู่ที่มีหรือจน แต่อยู่ที่ความต้องการที่ไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นของคนจนหรือคนรวย  ความต้องการนี้เป็นความไร้ค่าในสายตาของปัญญาจารย์  
ดูเหมือนยิ่งคุย ยิ่งเขียน ปัญญาจารย์ยิ่งเป็นทุกข์ยิ่งรู้สึกถึงความไร้สาระ ความอนิจจังของชีวิตเรารู้สึกอย่างไรกับข้อความที่ผ่านมานี้   เราจะเปลี่ยนความคิดอย่างไรที่เราจะสมดุลการใช้ชีวิตให้มีความยินดีในทุกสถานการณ์ได้ ?

 

การงานที่ไร้ค่า
6:10-12
พระคัมภีร์ไทย ฉบับ NTV กล่าวว่า อะไรก็ตามที่เป็นอยู่ ถูกตั้งชื่อไว้แล้ว ..เป็นที่ทราบกันแล้วว่า มนุษย์เป็นอย่างไร คือเขาไม่สามารถโต้เถียงกับผู้มีอำนาจมากกว่า
การไปโวยวายกับพระเจ้า โทษพระองค์ในทุกเรื่องอย่างที่มนุษย์นิยมทำกันอยู่นั้น ไม่มีประโยชน์อะไร
ในเมื่อชีวิตของเราสั้นนัก เราควรจะมองให้ออกว่า
ควรตอบสนองต่อความเป็นไปของชีวิตตัวเองในเวลาปัจจุบันอย่างไร
แม้กระทั่งในเวลานั้น ท่านปัญญาจารย์เองยังไม่ทราบเลยว่า สิ่งที่ท่านเขียนในช่วงชีวิตของท่านจะเป็นสิ่งที่มนุษย์ในยุคต่อมาได้เรียนรู้การมีกรอบความคิดให้ถูกต้องกับพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสุภาษิตที่ย้ำ  การยำเกรงพระเจ้าเป็นที่เริ่มต้นของปัญญา นี่เป็นมรดกล้ำค่าที่ท่านได้ให้เราไว้ แม้แต่ท่านเองก็ไม่ได้ทราบว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น

พระคำเชื่อมโยง

ปัญญาจารย์ 6
1* ปัญญาจารย์ 5:13
2* โยบ 21:10; ลูกา 12:20
3* อิสยาห์ 14:19-20; โยบ 3:16
6* ปัญญาจารย์ 2:14-15

7* สุภาษิต 15:26
9* ปัญญาจารย์ 11:9
10* ปัญญาจารย์ 1:9; 3:15; โยบ 9:32
12* ยากอบ 4:14; ปัญญาจารย์ 3:22