โฮเชยา 7 ผลจากการคดโกง

ความชั่วที่ถูกเปิดเผย
1 เมื่อถึงเวลาที่เราพร้อมรักษาอิสราเอล
ความบาปต่าง ๆ ของอิสราเอลจะถูกเปิดเผย
และการกระทำชั่วของสะมาเรียก็จะถูกเปิดโปง
เพราะพวกเขาทำการหลอกลวง
มีโจรเข้าไปในบ้านเรือน
และกลุ่มโจรก็ปล้นอยู่นอกบ้าน  
2 แต่พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่า
เราจำความชั่วร้ายทั้งสิ้นของพวกเขา 
บัดนี้ ความบาปของเขาอยู่รอบตัวเขา
มันอยู่ตรงหน้าเรานี่เอง 

ความชั่วที่ถูกเปิดเผย
7:1-2 พวกเขาทำชั่วหนักมาก แต่พระเจ้าต้องการที่จะรักษาพวกเขา พวกเขาไม่สำนึกผิด แต่หลงทำผิดไปเรื่อย ๆ สะสมไปตลอดชีวิต
ถ้าจะมองประวัติศาสตร์ของอิสราเอล เราจะพบว่า พระเจ้าทรงเรียกพวกเขาให้กลับมาหาพระองค์ครั้งแล้ว ครั้งเล่า แต่ดูเหมือนพวกเขาไม่สนใจ
ไม่ต้องการกลับมาหาพระองค์เลย จนกว่าพวกเขาจะพบความทุกข์ยากลำบากก่อน
นี่เป็นความเย่อหยิ่ง หรือเป็นความโง่เขลากันแน่
พวกเราหวังเสมอว่า พระเจ้าจะลืมความบาปของเราอย่างที่ตรัสไว้ในเยเรมีย์ 31:34 แต่ ..บาปเหล่านั้น หากไม่ได้รับการกำจัดไป ก็จะยังอยู่ ในพระคัมภีร์โฮเชยา พระเจ้าทรงเรียกให้กลับมา (แต่บัดนี้ พระเจ้าทรงยื่นพระหัตถ์มายังคนต่างชาติอย่างพวกเราด้วย ..นั่นคือ บาปของเราจะหมดไปได้มีทางเดียวก็คือ การวางใจในพระเยซูผู้ที่ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา )

ความเร่าร้อนเพื่อทำชั่วของอิสราเอล
3 พวกเขาทำให้กษัตริย์พอพระทัย
ด้วยความชั่วของพวกเขา
ทำให้เจ้านายพอใจด้วยคำมุสา
4 พวกเขาทุกคนทำผิดประเวณี 
เป็นเหมือนเตาอบที่ผู้อบอุ่นให้ร้อน
เขาไม่เกลี่ยถ่านให้คุ
ตั้งแต่ที่เขานวดแป้งจนถึงตอนที่แป้งฟูขึ้น 
5 ในวันของกษัตริย์ของพวกเรา
พวกเจ้านายก็ร้อนเร่าด้วยเหล้าองุ่น
มีการสมคบคิดกับพวกชอบดูหมิ่น 
6  เพราะจิตใจของพวกเขาเป็นเหมือนเตาอบ
พวกเขาชักชวนให้กษัตริย์เข้ามายังเตาอบของพวกเขา
ความโกรธของพวกเขาคุกรุ่นอยู่ทั้งคืน 
ในเวลาเช้ามันก็ลุกเป็นไฟที่ลุกโพลง 
7 พวกเขาทุกคนร้อนเหมือนอย่างเตาอบ
และก็ล้างผลาญผู้ปกครอง 
กษัตริย์ทั้งหลายของพวกเขาก็ล้มลง
ไม่มีใครสักคนที่ร้องเรียกหาเรา

ความเร่าร้อนเพื่อทำชั่วของอิสราเอล
7:3. พวกเขาทำการผิด ต่อประชาชน ต่อฝ่ายตรงข้าม ที่จะช่วยให้กษัตริย์มีอำนาจมากขึ้น  กษัตริย์ที่พระเจ้าประทานให้ แทนที่จะดำรงความยุติธรรมกลับหาประโยชน์จากประชาชน
7:4 เตาอบที่ผู้ที่ถูกอุ่นให้ร้อน .. คือ ความเร่าร้อนในใจอิสราเอลที่อยากกราบไหว้รูปเคารพ  เป็นเหมือนตัณหาที่ไม่อาจควบคุมได้
ไม่มีใครมาหาพระเจ้าเลย ไม่ร้องหาพระเจ้า ไม่ถวายเครื่องบูชาต่อพระองค์อย่างจริงจัง ถูกต้องอีกต่อไป ทุกอย่างเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไร้ความหมาย 
7:5 ข้อ 5-7 กล่าวถึงการปลงพระชนม์กษัตริย์สี่องค์ของอิสราเอล
พวกจัดงานเลี้ยงกัน เข้าไปสุมหัวเมาด้วยกัน โดยไม่รู้ว่า อีกฝ่ายต้องการฆ่าตนเอง
7:6 ใจที่เหมือนเตาอบก็คือ แอบความโกรธเอาไว้ไม่ให้รู้ แล้วค่อยทำให้กษัตริย์ได้เข้ามาในเตาอบเพื่อการประหารในเวลาที่ความโกรธพลุ่งเต็มที่ อย่างที่เกิดขึ้นกับกษัตริย์ของอิสราเอล
7:7 กษัตริย์ถูกฆ่าสี่องค์ในราชวงศ์ทางเหนือ ถึงอย่างนั้น ผู้คนก็ปล่อยให้ผ่าน ไม่ตามหาพระเจ้าเลย

จะเห็นการเปรียบเทียบอิสราเอลกับสี่สิ่ง คือ เตาอบ แป้ง-ขนมปัง นกเขา และคันธนูคดงอ

ความเย่อหยิ่งที่ทำให้ใจบอด
8 เอฟราอิมยอมให้ตนเองไปคลุกคลีกับชาติต่าง ๆ
เอฟราอิมเป็นขนมปังที่สุกเพียงด้านเดียว
9 คนต่างชาติก็มาสูบเอากำลังของเขาไป
แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกตัว
เส้นผมของเขาเริ่มหงอกแล้ว
แต่เขาไม่สังเกตเห็น 
10 ความยโสของอิสราเอลได้ปรักปรำพวกเขาเอง
ถึงเป็นอย่างนี้
พวกเขาก็ยังไม่กลับมาหาพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา 
และไม่แสวงหาพระองค์ 

ความเย่อหยิ่งที่ทำให้ใจบอด
7:8-9 อิสราเอลให้ชนชาติต่าง ๆ ความเชื่อในเทพอื่น เข้ามาผสมปนเปกับความเชื่อในพระยาห์เวห์แห่งอิสราเอล พวกเขาเหมือนขนมปังสุกข้างเดียว ไม่เหมาะที่จะเอามากิน
การทำเช่นนั้น ทำให้เขาหมดกำลัง ไม่มีกำลังจากพระเจ้าหลงเหลือ มัวแต่หลงระเริงกับการบูชาเทพต่างชาติเหล่านั้น  การไม่ฟังพระเจ้า ทั้งที่ พระองค์ประทานสิ่งดีให้ทำให้พวกเขาหมดแรง ดูแก่แบบไม่รู้ตัวเอาเลย 
ที่บอกว่าต่างชาติมาสูบกำลังไป นั่นคือ พวกเขาต้องคอยส่งส่วย ส่งบรรณาการให้กับประเทศที่เขาต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาทำงานเพื่อให้คนต่างชาติได้เอาไปใช้ แต่ส่วนตัวเองไม่เหลืออะไร
แม้ว่าจะกลายเป็นประเทศที่อ่อนแอ ต้องพึ่งกำลังทางทหารของชาติอื่น แต่ก็ยังโอหังเกินไป ไม่แสวงหาพระเจ้า จะเห็นว่าเมื่อโยโรโบอัมที่สองปกครอง อิสราเอลก็อ่อนแอลงไปมาก

11 เอฟราอิมจึงกลายมาเป็นเหมือน
นกเขาที่หลอกง่าย ไร้ปัญญา
พวกเขาร้องหาอียิปต์
แล้วก็ไปหาอัสซีเรีย
12 ขณะที่พวกเขาเดินทางไป
เราจะเหวี่ยงตาข่ายของเราครอบพวกเขาไว้
เราจะดึงพวกเขาลงมาเหมือนนกในอากาศ

เราจะลงวินัยพวกเขา 
ตามข่าวที่ชุมชนของเขาได้ยิน

7:10-12 ความทะนงตนของอิสราเอล ทำให้พวกเขาเป็นคนไร้ปัญญาฝ่ายวิญญาณ พวกเขาหันไปเชื่อชาติมหาอำนาจในสมัยนั้น คืออียิปต์ บางครั้งก็หันไปหาอัสซีเรีย7:2, 13, 16.
แต่พระเจ้าไม่ทรงปล่อยพวกเขาไปง่าย ๆ พระองค์จะทรงลงวินัยให้เขารู้ว่า ทรงเป็นพระเจ้าแห่งอิสราเอลที่มีสิทธิอำนาจเหนือพวกเขา

โฮเชยา 5: 13  เมื่อเอฟราอิมเป็นความเจ็บป่วยของตน และยูดาห์เห็นบาดแผลของตน เอฟราอิมก็หันไปหาอัสซีเรีย และส่งตัวแทนไปหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่(กษัตริย์ยาเรบ) ในข้อ 11 ของบทนี้ก็พูดอย่างเดียวกันแต่กษัตริย์นั้น ไม่อาจรักษา หรือบำบัดบาดแผลของเจ้าได้

ไปหาผู้ช่วยอื่น วิ่งหนีจากพระเจ้าไป
13 วิบัติแก่พวกเขา เพราะเขาหนีไปจากเรา
ความพินาศจะเกิดขึ้นกับเขา
เพราะเขาดื้อด้านต่อเรา
แม้ว่าเราต้องการไถ่เขายิ่งนัก
แต่พวกเขาก็พูดมุสาปรักปรำเรา 

 14 พวกเขาไม่ร้องทูลต่อเราจากหัวใจ
แต่กลับร้องคร่ำครวญบนเตียงนอน
พวกเขาเชือดเฉือนเนื้อตนเอง
เวลาร้องขอข้าวและเหล้าองุ่นใหม่
ถึงอย่างนั้นก็หันไปจากเรา 
15  เราฝึกฝนพวกเขา
และทำให้แขนของพวกเขาเข้มแข็ง 
แต่เขาวางแผนร้ายต่อต้านเรา 
16  พวกเขากลับมา แต่ไม่หันไปหาเบื้องบน
เป็นเหมือนคันธนูคดงอ  
ผู้นำของพวกเขาล้มลงด้วยดาบ
เพราะลิ้นของพวกเขากล่าวคำโอ้อวด
ด้วยเหตุนี้เอง
พวกเขาจะถูกเยาะหยันในแผ่นดินอียิปต์!

ปหาผู้ช่วยอื่น วิ่งหนีจากพระเจ้าไป  
7:13 อิสราเอลหนีจากพระเจ้า ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าเรียกกลับมา พระเจ้าทรงเห็นว่า ในใจของเขาดื้อต่อพระองค์เป็นที่สุด ไม่ว่าน้ำพระทัยจะดีเพื่อเขาขนาดไหน เขาก็กลับปรักปรำพระองค์
คนเรามักจะกล่าวว่า “ถ้าพระเจ้าดี ทำไมส่งคนไปลงนรก?” พูดกันอย่างนี้เสมอ ทั้ง ๆ ที่ในความจริงแล้ว เป็นเพราะพระองค์ยื่นความรอดให้ แต่พวกเขาปฏิเสธ เลือกที่จะเดินตามทางที่ตนเองตัดสินใจ
พระคัมภีร์เล่ม CJB แปลอย่างนี้ว่า นี่เราควรจะไถ่พวกเขาหรือ ในเมื่อพวกเขามุสา ปรักปรำเรา?

7:14  พวกเขาขออาหาร เหล้าองุ่นจากพระเจ้า แต่กลับทำตัวเหมือนตอนที่ไปร้องขอฝนจากบาอัลแข่งกับเอลียาห์ 1 พงศ์กษัตริย์ 18:28
 ที่ร้ายคือ เขาปรักปรำพระเจ้าเมื่อเขาพบความเดือดร้อน
โฮเชยา 11:3 3  เราเอง เป็นคนที่สอนให้เขาเดิน เราอุ้มพวกเขาไว้ในอ้อมแขนของเรา  แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า เราเป็นผู้บำบัดรักษาเขา
ที่พวกเขาพ่ายแพ้ เพราะไม่ยอมพึ่งพระเจ้า เอาแต่ทำตามใจตน
ทั้งหมด จะเห็นการเปรียบเทียบอิสราเอลกับสี่สิ่ง คือ เตาอบ แป้ง นกเขา และคันธนูคดงอ

7:15 น่าจะหมายถึงกรที่พระเจ้าทรงให้ความช่วยเหลือในการที่ฝึกฝนให้พวกเขามีความสามารถในการทำสงคราม เอเสเคียล 30:24-25 กษัตริย์ดาวิดเองกล่าวว่า พระเจ้าทรงฝึกมือของข้าให้ทำสงคราม ..สดุดี 144:1 แต่ถึงอย่างนั้นอิสราเอลกลับไร้ความกตัญญู วางแผนร้ายต่อต้านพระเจ้า
17:16 เขาไม่หาพระเจ้าเลย .. ผู้นำจึงต้องตายด้วยการถูกฆ่าตาย ไม่ใช่ตายธรรมดา พวกเขาใช้คันธนูที่กลับมาประหารผู้นำของตนเอง (กษัตริย์สี่องค์ที่ถูกลอบปลงพระชนม์ เศคาริยาห์ ชัลลูม เปคาหิยาห์ เปคาห์ ดู 2 พงศ์กษัตริย์ 15)
ลิ้นที่กล่าวคำโอ้อวดนี้ มีความหมายหลายอย่าง ลิ้นพูดจาอย่างโกรธเกรี้ยว พูดอวดดี พูดไร้ยางอาย
แล้วอิสราเอลจะกลายเป็นคนที่ถูกเยาะในแผ่นดินต่างชาติ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองถือว่าเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือกเท่านั้น

พระคำเชื่อมโยง

1* โฮเชยา 5:1
2* เยเรมีย์ 14:10; 17:1
3* โฮเชยา 1:1; โรม 1:32
4* เยเรมีย์ 9:2; 23:10
5* อิสยาห์ 28:1, 7

7* อิสยาห์ 64:7
8* สดุดี 106:35
9* โฮเชยา 8:7
10* โฮเชยา 5:5; อิสยาห์ 9:13
11* โฮเชยา 11:11; อิสยาห์ 30:3; โฮเชยา 5:13; 8:9

12* เอเสเคียล 12:13; เลวีนิติ 26:14
13* มีคาห์ 6:4
14* โยบ 35:9-10; อาโมส 2:8
16* สดุดี 78:57; 73:9; โฮเชยา 8:13; 9:3

มัทธิว 9 ราชกิจเพื่อชาวเมือง

ทรงรักษาคนเป็นอัมพาตที่เพื่อนพามา
1พระเยซูทรงลงเรือและข้ามฟากไปยังเมืองของพระองค์ 
2 ดูสิ มีบางคนได้นำชายอัมพาตคนหนึ่งนอนบนเปลหามมา เมื่อพระเยซูทรงเห็นความเชื่อของคนเหล่านี้  พระองค์จึงตรัสกับชายที่เป็นอัมพาตว่า “ลูกชายเอ๋ย จงกล้าหาญเถิด ความบาปทั้งหลายของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว”
3 มีธรรมาจารย์บางคนได้ยินก็คิดในใจว่า ‘ชายผู้นี้กำลังพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า’
4 พระเยซูทรงหยั่งรู้ถึงความคิดของพวกเขา จึงตรัสว่า “เหตุใดพวกท่านจึงคิดชั่วในใจเล่า?
5 การที่จะพูดว่า ‘เจ้าได้รับการอภัยบาปแล้ว กับการที่จะบอกเขาว่า จงยืนขึ้น และเดินไป อย่างไหนจะง่ายกว่ากัน?’
6 แต่เราจะให้พวกท่านรู้ว่า บุตรมนุษย์   มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะอภัยบาปทั้งหลาย แล้วพระเยซูจึงตรัสกับชายอัมพาตว่า “จงลุกขึ้น แล้วแบกเปลนอนของเจ้า และกลับบ้านไปเถิด
7  ชายคนนั้นก็ลุกขึ้นและกลับบ้านไป
8 เมื่อประชาชนเห็นดังนั้น ก็รู้สึกยำเกรงยิ่งนัก และสรรเสริญพระเจ้าที่ประทานสิทธิอำนาจอย่างนี้ให้กับมนุษย์

พระเยซูทรงเรียกมัทธิวให้ติดตามพระองค์
9 ตอนที่พระเยซูเสด็จออกจากที่นั่น พระองค์ทรงเห็นชายคนหนึ่งชื่อมัทธิว นั่งอยู่ที่ด่านเก็บภาษี พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ตามเรามา” และเขาก็ลุกขึ้น ตามพระองค์ไป
10 ขณะที่พระเยซูทรงทรงเอนกายเสวยพระกระยาหารที่บ้านของมัทธิว  มีคนเก็บภาษี และคนบาปจำนวนมากมาร่วมรับประทานกับพระองค์และพวกศิษย์ของพระองค์
11 เมื่อพวกฟาริสีเห็นอย่างนั้น จึงถามศิษย์ของพระองค์ว่า “เหตุใดอาจารย์ของเจ้าจึงรับประทานอาหารร่วมกับคนเก็บภาษี ?”  
12 เมื่อพระเยซูทรงได้ยินเช่นนั้น ก็ตรัสว่า “คนที่มีสุขภาพดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องการหมอ แต่คนป่วยต้องการหมอ”

13จงไปเถิด ไปเรียนรู้ว่า คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร
‘เราพอใจความเมตตาสงสารยิ่งกว่าเครื่องเผาบูชา”
(โฮเชยา 6:6) เพราะเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนดี แต่เรามาเพื่อเรียกคนบาป” 

คำถามเรื่องการอดอาหารของศิษย์

14 แล้วศิษย์ของยอห์นก็มาพบพระเยซู ทูลถามว่า “เหตุใดพวกเราและฟาริสีถือศีลอดอาหารเสมอ แต่ศิษย์ของพระองค์ท่านกลับไม่ทำเช่นนั้น?” (การอดอาหารเพื่ออธิษฐาน จะได้ไม่เสียเวลากับการกินอยู่ แต่มุ่งมั่นเข้าเฝ้าพระเจ้า)
 15 พระเยซูทรงตอบว่า “เพื่อน ๆ ของเจ้าบ่าวน่ะ จะเศร้าใจเวลาที่เจ้าบ่าวอยู่ด้วยได้อย่างไรเล่า? แต่จะมีวันหนึ่งที่เจ้าบ่าวถูกนำตัวไปจากพวกเขา แล้วตอนนั้นพวกเขาจะอดอาหาร
( เจ้าบ่าวในที่นี้ พระองค์หมายถึงพระองค์เอง ยอห์น 3:29; วิวรณ์ 19:7)
16 “ไม่มีใครจะเย็บปะผ้าใหม่ที่ยังไม่หดบนผ้าเก่า เพราะถ้าทำอย่างนั้น ผ้าใหม่จะหดตัว ดึงให้ผ้าเก่าของเสื้อนั้นให้ขาดมากกว่าเดิม

17 เช่นเดียวกัน ไม่มีใครเทเหล้าองุ่นใหม่ลงในถุงหนังเก่า มิฉะนั้น ถุงหนังจะแตกออก (เพราะขบวนการหมักเกิดขึ้นทำให้เกิดก๊าซ) และเหล้าองุ่นจะไหลรั่วออกมาหมด  และถุงหนังเองก็จะขาดด้วยแต่เขามักจะเทเหล้าองุ่นใหม่ใส่ในถุงหนังใหม่ และสามารถเก็บรักษาทั้งถุงและเหล้าองุ่น”

พระเยซูทำให้เด็กหญิงคืนชีวิต และทรงรักษาผู้หญิงป่วยเรื้อรัง 

18 ขณะที่กำลังตรัสอยู่นั้นเอง นายศาลาธรรมคนหนึ่งเข้ามาหาพระองค์ และคุกเข่าลงทูลว่า    “ลูกสาวของข้าพเจ้าเพิ่งเสียชีวิตไป แต่หากพระองค์เสด็จไปวางพระหัตถ์บนตัวลูก เธอจะได้มีชีวิตอีกครั้ง”
19 ดังนั้นพระเยซูและพวกศิษย์ของพระองค์ก็ลุกขึ้นและตามชายคนนั้นไป
20 แล้วดูสิ มีผู้หญิงคนหนึ่งเธอมีอาการโลหิตตกเรื้อรังมาสิบสองปีแล้ว ได้เข้ามาข้างหลังพระเยซู และแตะชายฉลองพระองค์ 

21 เพราะเธอคิดว่า ‘หากเพียงฉันได้แตะเสื้อของพระองค์ ฉันก็จะหายโรคแล้ว’
22 พระเยซูทรงหันมาเห็นเธอ จึงตรัสว่า “ลูกสาวเอ๋ย จงชื่นใจเถิด เจ้าหายโรคได้ก็เพราะเจ้าเชื่อ” และเธอก็หายโรคขณะนั้นเอง

23 พระเยซูเสด็จไปกับนายศาลาธรรม และเข้าไปในบ้านของเขา ก็พบพวกงานศพที่กำลังเป่าปี่ และคนจำนวนมากส่งเสียงร้องไห้เสียงดัง 
24 พระเยซูตรัสว่า “จงออกไปให้หมด เพราะเด็กหญิงยังไม่ตาย เพียงแต่กำลังหลับอยู่” ผู้คนจึงพากันหัวเราะเย้ยหยันพระองค์ 
25 หลังจากที่เอาผู้คนออกไปจากบ้านแล้ว พระเยซูก็เสด็จเข้าไปในห้องของเด็กหญิงและจับมือเธอ  เธอก็ลุกขึ้น
 26 ข่าวนี้จึงเลื่องลือออกไปทั่วทั้งแคว้นนั้น 




พระเยซูทรงรักษาชายตาบอดและชายใบ้ผีสิง
27 เมื่อพระเยซูเสด็จจากที่นั่น ก็มีชายตาบอดสองคนเดินตามพระองค์  ทั้งสองร้องว่า “บุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงเมตตาพวกข้าพเจ้าด้วยเถิด” (คำว่าบุตรดาวิดหมายถึงพระเยซูเป็นลูกหลานของดาวิด และทรงเป็นพระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอด 2 ซามูเอล 7:11-16)
28 หลังจากที่พระองค์เข้าไปในบ้าน ชายตาบอดทั้งสองก็เข้าไปด้วย พระองค์ทรงถามพวกเขาว่า “เจ้าเชื่อหรือว่า เราทำให้เจ้ามองเห็นได้?”  เขาตอบว่า “เชื่อ พระองค์เจ้าข้า”
29 แล้วพระองค์ก็แตะดวงตาของพวกเขา ตรัสว่า “เพราะเจ้าเชื่อ ก็ให้เป็นไปตามความเชื่อของเจ้าเถิด”
30 แล้วเมื่อทั้งสองมองเห็นได้ พระเยซูกลับทรงกำชับพวกเขาว่า “ขอเจ้าอย่าบอกเรื่องนี้กับใครเป็นอันขาด”
31 แต่เมื่อทั้งสองออกไป พวกเขาก็ป่าวร้องเรื่องพระเยซูไปทั่วแคว้นนั้น 

32 ตอนที่เขากำลังจะออกไปนั่นเอง ดูสิ มีคนพาชายอีกคนหนึ่งเข้ามาพบพระเยซู เขาพูดไม่ได้เพราะถูกผีสิง
33 หลังจากที่พระองค์ทรงขับผีออกไป ชายคนนั้นก็พูดขึ้นมาได้ ประชาชนพากันประหลาดใจ กล่าวว่า
“เราไม่เคยพบอะไรอย่างนี้ในอิสราเอลเลย”
34 แต่พวกฟาริสีกล่าวว่า “เขาขับผีออกได้ ก็โดยฤทธิ์ของเจ้านายผีต่างหาก”

คนงานน้อย ทุ่งนากว้างนัก

35 พระเยซูเสด็จไปทั่วเมือง และหมู่บ้านต่าง ๆ  ทรงสอนในศาลาธรรม ประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า และรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
36 เมื่อทรงเห็นประชาชน ทรงรู้สึกสงสารพวกเขาเพราะพวกเขาถูกรังควาญ ไร้ที่พึ่งเหมือนกับฝูงแกะ
ที่ขาดผู้เลี้ยง
37 พระเยซูตรัสกับพวกศิษย์ของพระองค์ว่า “งานที่ต้องเก็บเกี่ยวมีมากแต่มีคนงานน้อยเหลือเกิน
38 ดังนั้น จงทูลขอพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา ให้ทรงส่งคนงานมาเพื่อเก็บเกี่ยวข้าวของพระองค์เถิด”

คำอธิบายเพิ่มเติม

มัทธิว 9:1-8 ทรงรักษาคนเป็นอัมพาตที่เพื่อนพามา
พระเยซูทรงข้ามฟากจากเมืองที่มีประชากรต่างชาติอยู่หนาแน่นพร้อมกับศิษย์ และ ทรงเข้าไปยังเมืองคาเปอรนาอูม ที่นั่นเราได้เจอเพื่อนสี่คนหามชายอัมพาตมา ซึ่งในมาระโก ลูกาได้บอกว่า พวกเขาขึ้นไปบนหลังคาบ้านและหย่อนเพื่อนลงมา จากเหตุการณ์นี้ เราประเมินได้ว่า ชายอัมพาตนี้เป็นหนักไม่ใช่ประเภทลากขาได้ข้างหนึ่ง แต่ไม่สามารถเดินได้เลย
เมื่อพระเยซูทรงเห็นเขา ก็ทรงให้กำลังใจและตรัสว่า พระองค์อภัยบาปเขาแล้ว .. พระองค์ทรงเห็นชัดว่า สิ่งสำคัญที่ชายคนนี้ต้องได้ก่อนการหายโรค และเดินได้ (เขาน่าจะป่วยจากบาปที่ทำลงไป) คือการได้รับการอภัยบาป .. และพระเจ้าเท่านั้นที่จะอภัยบาปให้มนุษย์ได้
ในเวลานั้นมีธรรมาจารย์หลายคนฟังพระองค์อยู่พร้อม ๆ กับประชาชน พวกเขาก็คิดทันทีว่า พระเยซูทรงทำเสมอพระเจ้า หรือให้ชัดคือ เขาพูดราวกับว่าเขาเป็นพระเจ้า!
แม้พระเยซูจะทรงมีเลือดเนื้ออย่างมนุษย์ แต่พระองค์ทรงรู้ถึงความคิดของทุกคน เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าด้วย ทรงหันมาถามว่า ทำไมพวกเขาจึงคิดเช่นนั้น พวกเขาก็ตกใจทันที เพราะพระองค์ทรงรู้ความคิดของเขา
พระองค์ตรัสว่า อภัยบาปนั้นยากกว่าการรักษาโรคเสียอีก เพราะว่า การที่ผู้คนจะได้รับการอภัย พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน นี่คือสิ่งที่ยากกว่า แต่ตอนที่พระองค์ตรัสนั้น ไม่มีใครเข้าใจ …
แล้วพระองค์ตรัสออกมาอย่างโจ่งแจ้งว่า พระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์ นั่นคือ ทรงแจ้งให้พวกเขาทราบว่า ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ผู้ที่พระเจ้าทรงส่งมา (เป็นคำที่ดาเนียลใช้ บ่งบอกว่าบุตรมนุษย์คือพระเมสสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอดของโลก ดาเนียล 7:13-14  พวกธรรมจารย์รู้พระคำข้อนี้ดี แต่ประชาชนทั่วไปไม่ได้เข้าใจอย่างนั้น) ชายที่เป็นอัมพาต ลุกขึ้นได้ รับการอภัยบาป รับการรักษา เป็นการชุบชีวิตใหม่ให้เขา ..​ใคร ๆ เห็นก็ดีใจ มองได้แค่ว่า พระเจ้าประทานอำนาจยิ่งใหญ่ให้มนุษย์คนหนึ่งที่ชื่อ พระเยซู !

มัทธิว 9:9-13 พระเยซูทรงเรียกมัทธิวให้ติดตามพระองค์
เหตุการณ์นี้เกิดแถว ๆ เมืองคาเปอรนาอุม จะมีซุ้มเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้เขตแดนเป็นที่เก็บภาษี พระเยซูทรงเรียกมัทธิวซึ่งนั่งเก็บภาษีอยู่ที่นั่นพอดี  เขาเป็นเหมือนกับผู้รับจ้างจากโรมเพื่อเก็บภาษีจากประชาชน  ทำให้ประชาชนไม่ชอบยิวที่เก็บภาษี เพราะพวกเขาส่วนใหญ่นั้นทั้งใจดำ ทั้งขูดรีด ทั้งคดโกง ในสายตาผู้นำศาสนา คนเก็บภาษีชั่วช้ามาก
แล้วพระเยซูกลับทรงเลือกมัทธิว คนเก็บภาษีมาเป็นศิษย์ใกล้ชิด! ใครจะรับได้?
มัทธิวอยู่ในวงการมาเฟีย แต่เขาคนนี้กลับตอบรับพระเยซู เขาลุกจากซุ้มที่ทำงานอยู่ เดินตามพระเยซูไปโดยไม่คิดจะกลับไปทำงานเดิมอีก  แล้วเขายังจัดงานเลี้ยงที่บ้าน โดยเชิญพระเยซู และเพื่อน ๆ ของเขาไปในงานด้วย  พระองค์ทรงรับคำเชิญ และไปรับประทานกับเพื่อนสนิท มิตรสหายของมัทธิว และนี่เองทำให้ฟาริสีรู้สึกเหมือนจะรับไม่ได้กับการที่พระเยซูทรงคลุกคลีกับกลุ่มคนที่พวกเขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยเพราะเป็นคนบาปเหลือเกิน  การกินอาหารด้วยกันถือเป็นการบอกว่าเป็นพวกเดียวกัน
ฟาริสีเริ่มมีปัญหามากขึ้นพอ ๆ กับธรรมาจารย์ในข้อสาม พวกเขาถามศิษย์ของพระองค์ว่า ทำไมไปกินอาหารกับคนบาป …ไม่ถามพระองค์โดยตรง และคำถามของเขาก็บ่งบอกใจของเขา  คงจะต้องการถามว่า ทำไมอาจารย์ของเจ้า(ที่น่าจะทำตัวดีกว่านี้) จึงไปสุงสิงกับคนบาป อย่างนี้ใช้ไม่ได้
แทนที่ศิษย์จะตอบ พระเยซูทรงตอบให้เลย คำตอบของพระองค์คือ เหล่าฟาริสีคิดว่าตัวเองดีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องการพระเจ้าไม่ต้องการกลับใจ  แต่พวกเขาเหล่านี้ต้องการพระเจ้า  ต้องการชีวิตที่เปลี่ยนแปลง  คือ คนบาปที่รู้ว่าตัวเองต้องการที่จะกลับใจ
พระเยซูตรัสให้เขาไป และไปเรียนรู้ว่า … นั่นคือทรงให้ฟาริสีไปคิดดูให้ถ่องแท้ว่าพระคำของพระเจ้าที่ตรัสถึงในโฮเชยามีความหมายอย่างไร  นั่นคือ พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะนำการรักษาฝ่ายวิญญาณมาให้อิสราเอลเสมอมา   แม้ทุกวันนี้ พระองค์ก็ยังทรงทำอยู่ (อิสยาห์ 19:22; 30:26; เยเรมีย์ 30:17)
แต่ฟาริสีเองกลับหมกมุ่นกับพิธีกรรม บทบัญญัติ การรักษากฎอย่างเคร่งครัดมากกว่าความเมตตาที่จะมีต่อประชาชน  พระเยซูทรงสอนฟาริสีต่างจากประชาชน พระองค์ทรงให้เขาไปใคร่ครวญว่า พระเจ้าทรงประสงค์อะไรจากพวกเขากันแน่

มัทธิว 9:14-17คำถามเรื่องการอดอาหารของศิษย์
ฟาริสีต่อว่าพระเยซูไปแล้ว คราวนี้ ศิษย์ของยอห์นก็มาตั้งคำถามเชิงตำหนิกับพระเยซูโดยตรง  เมื่อพระเจ้าทรงส่งยอห์นมา เขาก็ประกาศและมีศิษย์หลายคนติดตามเขา เมื่อพระเยซูเริ่มทำราชกิจของพระเจ้า บางคนก็มาติดตามพระองค์ บางคนก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น พวกเขายังคงถือศีลอดอาหารเพื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าเสมอตามที่พระคัมภีร์เดิมสนับสนุนให้ทำฟาริสีก็ทำเช่นกัน   แล้วก็เลยแปลกใจว่า เหตุใดศิษย์ของพระเยซูยังใช้ชีวิตที่ดูไม่เคร่งเลย … ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
แล้วพระเยซูทรงตอบเป็นคำอุปมาสามประการ​..เจ้าบ่าวกับเพื่อน/ ผ้าใหม่กับผ้าเก่า / เหล้าองุ่นใหม่กับถุงน้ำองุ่นเก่า
ยอห์นกล่าวว่า เขาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวที่มานำเสด็จเจ้าบ่าวคือพระเยซูในยอห์น 3:27-29
พระเยซูเปรียบเทียบว่า ศิษย์ก็คือเพื่อนเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวคือพระองค์เอง และพวกเขาก็ยินดีมากที่ได้อยู่กับพระองค์ (คนยิวเข้าใจว่า ..พระเมสสิยาห์คือเจ้าบ่าว การที่พระเยซูตอบเช่นนี้ ทำให้พวกเขารู้ทันทีว่า พระองค์กำลังตรัสว่าทรงเป็นพระเมสสิยาห์ อิสยาห์ 62:4-5; มัทธิว 22:2)
คำอุปมาที่สอง ก็เข้าใจได้ว่า จะไม่มีการเอาสิ่งใหม่กับเก่ามาปะปนกัน ไม่อย่างนั้นทุกอย่างจะเสียหายมากกว่าเดิม
คำอุปมาที่สามนั้น ทรงบอกว่า เหล้าใหม่ก็เอาไปใส่ในถุงเก่าไม่ได้
อุปมาทั้งสามนี้มีความหมายว่า  ไม่อาจเอาหลักการศาสนายิวที่ศิษย์ของยอห์นยังถือรักษา ที่ฟาริสีกำลังประกาศ ที่ธรรมาจารย์เรียนรู้จริงจังมาผสมกับวิธีการ คำสอน ราชกิจ เป้าหมาย ของพระเยซูได้ บทบัญญัติในพระคัมภีร์เดิมได้ทำหน้าที่ของบทบัญญัติไปแล้วคือการชี้ให้เห็นว่า พระเมสสิยาห์จะทรงมาเพื่อทำให้ทุกอย่างสำเร็จ  (อ่านกิจการ 19:1-7 เพิ่มเติม)

มัทธิว 9:18-26 พระเยซูทำให้เด็กหญิงคืนชีวิต และทรงรักษาผู้หญิงป่วยเรื้อรัง 
 ต่อไปเป็นการอัศจรรย์ เป็นราชกิจรักษาโรคและทำให้คืนชีวิตจากตาย
จากบทที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วว่า พระเยซูทรงฤทธิ์มากมาย พระองค์ทรงสามารถรื้อฟื้นสิ่งที่เสียไปแล้วในร่างกายมนุษย์ให้คืนดีขึ้นมาได้.  นายศาลาธรรมของเมืองคาเปอรนาอุมชื่อไยรัส ได้มาหาพระองค์ (มาระโก 5:22)  เป็นยิวที่ฟาริสี และธรรมาจารย์รู้จักดี แต่เขาก็เข้ามาหาพระองค์ คุกเข่าลงโดยไม่อาย โดยไม่ใส่ใจว่า คนเหล่านั้นจะกล่าวหาอย่างไร  มัทธิวว่าเธอตายแล้ว แต่ในมาระโกว่าเธอป่วยหนัก  เมื่อพระเยซูไปถึง… เด็กหญิงก็ตายไปแล้ว
ระหว่างทาง มีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความมั่นใจเหมือนไยรัสว่า เธอจะหายโรคเมื่อแตะชายเสื้อของพระองค์ สิบสองปีที่โลหิตตกทำให้เธออ่อนแรง ซีดเซียว และความจริงคือ ในกฎของบทบัญญัติ เธอจะไปเดินชนคนโน้นคนนี้ไม่ได้เพราะเธอเป็นมลทิน แต่เธอไม่อาจทนอยู่ในกฎระเบียบได้ต่อไป เธอเชื่อว่าแค่แตะ
ก็จะหาย  พระเยซูไม่น่าจะทราบเพราะคนเยอะแยะ เต็มไปหมด
แต่เธอเข้าใจปิด เพราะพระเยซูทรงทราบและเธอหายโรคทันทีที่แตะชายเสื้อพระองค์  พระเยซูทรงย้ำให้เธอทราบว่า เพราะเชื่อ เธอจึงหายโรค  ความเชื่อในพระเจ้าทำให้เธอได้รับคำตอบจากพระองค์
แล้วพระเยซูกับฝูงชนก็ไปถึงบ้านของไยรัสที่กำลังทำงานศพกันอยู่ มีคนมาร้องไห้เสียงดังตามพิธี  เป็นอันว่าเด็กหญิงตายแน่นอน
พระเยซูทรงสั่งให้ทุกคนออกไป และตรัสประกาศว่าเด็กหญิงแค่หลับอยู่  คนทั้งหลายจึงเยาะพระองค์ทันที  (ซึ่งจริง ๆ ในฮีบรู คำว่าหลับ ก็อาจหมายถึงตายด้วยเช่นใน ยอห์น 11:11)
แล้วพระเยซูก็ทรงแตะต้องเด็กหญิงที่ตายแล้ว ถ้าคิดตามบทบัญญัติ พระองค์ทรงแตะต้องคนเป็นมลทินสองคนเลย  และก็ทรงทำให้ทั้งสองได้รับชีวิตใหม่อีกครั้ง  เราลองเปรียบเทียบการที่พระเยซูทรงช่วยทั้งหญิงโลหิตตก และทรงทำให้เด็กหญิงฟื้นจากตาย เราจะเพิ่มความเชื่อของเราเองอย่างมหาศาล 


มัทธิว 9:27-34 พระเยซูทรงรักษาชายตาบอดและชายใบ้ผีสิง
ชายตาบอดสองคนตามพระองค์มาจากบ้านของไยรัส  เขาทั้งสองร้องเรียกพระองค์ว่า บุตรดาวิด เป็นเครื่องหมายชัดว่า พระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ที่ยิวรอคอย  แน่นอนที่เมื่อฟาริสี ธรรมาจารย์ และผู้นำศาสนายิวได้ยินก็จะโกรธมาก เพราะพวกเขาไม่เชื่อว่าพระองค์คือ พระบุตรพระเจ้า แต่เป็นคนที่แอบแฝง ทำตัวเป็นพระบุตร 
พวกเขาร้องเรียกพระองค์ตามทาง แต่พระองค์ไม่ทรงรักษาเขาที่นั่น เมื่อเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง ทั้งสองก็ตามเข้าไป  พระองค์จึงทรงถามว่า เชื่อหรือว่าพระองค์สามารถทำให้เขามองเห็นได้  พระเยซูทรงเน้นหนักหนาถึงความเชื่อที่คนจะมีต่อพระองค์ เพื่อจะได้รับตามที่ทูลขอ  เราไม่ทราบว่าทั้งสองคนนี้รู้หรือเปล่าว่า ในอิสยาห์ เคยบอกไว้ว่า พระเมสสิยาห์จะทรงทำให้คนตาบอดมองเห็น (อิสยาห์ 35:5-6)  พระองค์ทรงรักษาเขาในบ้าน ไม่ให้คนอื่นเห็นและยังทรงกำชับไม่ให้บอกใคร แต่ทั้งสองก็ไม่ได้ทำตามนั้นเลย​ใครจะอดไม่บอกให้โลกรู้ได้?


แล้วอิสยาห์ 35:5-6 ก็ถูกย้ำเตือนอีกครั้งเมื่อชายผีสิงที่เป็นใบ้คนหนึ่งถูกนำมาหาพระเยซู  มัทธิวบอกเราว่า เขาเป็นใบ้เพราะถูกผีสิง  พระเยซูทรงขับผีออก และเขาก็พูดได้.. ใคร ๆ ตื่นเต้น แต่ฟาริสีกลับกล่าวหาว่า พระองค์ทรงมีฤทธิ์ของนายผี
ฟาริสีเหล่านี้ มีความดื้อด้านในวิญญาณอย่างมาก ไม่ยอมสยบให้พระเยซู
และยังกล่าวหาพระองค์ด้วย พวกเขาทำราวกับว่าพระองค์ทรงมาจากมารไม่ได้มาจากพระเจ้า  และไม่ได้พูดครั้งเดียวแต่ยังพูดอีกในมัทธิว 12:24

มัทธิว 9:35-38 คนงานน้อย ทุ่งนากว้างนัก
จากข้อ 35 เราจะเห็นว่า พระเยซูทรงทำราชกิจเพื่ออาณาจักรของพระเจ้า ทั้งประกาศข่าวประเสริฐ และรักษาโรค ทรงช่วยประชาชนทั้งฝ่ายวิญญาณและร่างกายอย่างชัดเจน
แล้วอีกมุมหนึ่งในพระทัยของพระเยซู ..พระองค์ทรงทราบสภาพจิตวิญญาณของพวกเขา ความทุกข์ใจของประชาชนคือ ถูกรังควาญด้วยจากทั้งวิญญาณชั่ว และจากเหล่าผู้นำศาสนา  พวกเขา ไร้ที่พึ่งเพราะไม่รู้หนทางที่จะเข้าใกล้ชิดพระเจ้า.. ผู้นำศาสนาพร่ำสอนเรื่องการทำตามทำบัญญัติ การถวาย การทำตามพิธีกรรมต่าง ๆ แต่เหล่านั้น ไม่ได้ทำให้เขาพบองค์พระผู้เป็นเจ้าได้เลย  พวกเขาไม่มีผู้เลี้ยงที่มีปัญญาและวิญญาณของพระเจ้าในตัว  … ตลอดสี่ร้อยปีที่ผ่านมา พระเจ้าไม่ทรงส่งผู้รับใช้มาหาพวกเขาเหมือนอย่างที่เคย ..แล้วพระองค์ก็ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ลงมา
พระองค์ทรงเห็นสภาพที่มนุษย์มีแต่จะลงไปสู่ความตาย พระองค์ทรงเปิดทางให้ศิษย์เห็นว่า พระเจ้าจะทรงเป็นผู้ดูแลขบวนการหว่านและเก็บเกี่ยว เพราะพระองค์ทรงเป็นเจ้าของคนเหล่านี้   สิ่งที่พวกเราเป็นอยู่คือ เป็นคนงานของพระองค์ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เราต้องขอจากท่านเจ้าของนาให้ส่งคนมามากกว่านี้!
(พระคัมภีร์เดิมที่พูดเรื่องผู้เลี้ยงของอิสราเอล..  เอเสเคียล 34:23-24; 37:24  พระเจ้าและพระเมสสิยาห์ทรงเป็นพระผู้เลี้ยงของคนของพระองค์  มัทธิว 2:6; 10:6, 16; 15:24; 25:31-46; 26:31)

พระคำเชื่อมโยง

1* มัทธิว 4:13; 11:23
2* ลูกา 5:18-26; มัทธิว 8:10
4* มัทธิว 12:25
8* ยอห์น 7:15
9* ลูกา5:27
10* มาระโก 2:15
11* มัทธิว 11:19; กาลาเทีย 2:15
13* โฮเชยา 6:6; 1 ทิโมธี 1:15
14* ลูกา 5:33-35; 18:12
15* ยอห์น 3:29; กิจการ 13:2,3; 14:23

18* ลูกา 8:41-56
19*  มัทธิว 10:2-4
20* ลูกา 8:43; มัทธิว 14:36; 23:5
22* ลูกา 7:50; 8:48; 17:19; 18:42
23* มาระโก 5:38; 2 พงศาวดาร 35:25
24* กิจการ 20:10
25* มาระโก 1:31
26* มัทธิว 4:24
27* มัทธิว 20:29-34; ลูกา 18:38-39

30* มัทธิว 8:4
31* มาระโก 7:36
32* มัทธิว 12:22, 24
34* ลูกา 11:15
35* กันดารวิถี 4:23
36* มาระโก 6:34; กันดารวิถี 27:17
37* ลูกา 10:2
38* 2 เธสะโลนิกา 3:1

โฮเชยา 6 กลับมารู้จักพระเจ้า


กลับมาเถิด
มาเถิด ให้เรากลับมาหาองค์พระยาห์เวห์
เพราะพระองค์ได้ทรงฉีกเราเป็นชิ้น
และพระองค์จะทรงรักษาเรา
พระองค์ได้ทรงฟาดฟัน
 และพระองค์จะทรงพันบาดแผลให้ 

2 สองวันต่อมา พระองค์จะทรงให้ชีวิตใหม่แก่เรา
และในวันที่สาม พระองค์จะทรงให้เราฟื้นขึ้นมา
เพื่อว่า เราจะได้มีชีวิตอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์
ให้เรารู้จัก ให้เราพยายามที่จะรู้จักพระยาห์เวห์
พระองค์ทรงปรากฏอย่างแน่นอนเหมือนกับฟ้ายามเช้า พระองค์จะทรงมาหาเราดั่งสายฝน
เหมือนกับสายฝนที่โปรยลงมายังผืนดิน ในฤดูใบไม้ผลิ   



กลับมาเถิด
ก่อนหน้านี้พระเจ้าทรงบอกล่วงหน้าว่าจะมีการลงโทษพวกเขาทั้งชาติ
แต่มาบทนี้ พระเจ้าทรงเรียกให้กลับมา เรารู้ไหมว่า พระเจ้าทรงมีพระทัยที่ชอกช้ำมากเพียงใดกับคนของพระองค์? นั่นหมายถึงตัวเราด้วย

6:1-3 เป็นเหมือนคำขอร้องจากโฮเชยาเอง เขารู้ว่า การพิพากษา ความทุกข์ยาก หรือวินัยที่พระเจ้าให้กับคนของพระองค์นั้น เป็นโอกาสที่ทำให้กลับมาหาพระองค์ แม้พระเจ้าจะทรงทำอย่างแรงแต่ก็ไม่เกินที่พระองค์จะทรงบำบัดรักษา  โฮเชยาใช้คำว่า เรา ซึ่งเท่ากับเขามองว่าตนเองก็เป็นคนพวกเดียวกับประชาชนที่หลงทางไปจากพระเจ้า
พยายามรู้จักพระเจ้า ตามพระองค์ มีประสบการณ์สัมผัสพระองค์ เมื่อเรามาใกล้พระเจ้า พระเจ้าจะมาใกล้เรา (ยากอบ 4:8)
เปาโลได้กล่าวถึงการที่อิสราเอลจะกลับมาเป็นของพระเจ้าในวันสุดท้าย ในโรมบทที่ 9-10-11 

พระเจ้าทรงฉีกเราเป็นชิ้น ๆ  ทรงทำให้บาดเจ็บ  แต่จะทรงรักษา บาดแผลให้  คนของพระเจ้าที่ถูกพระเจ้าทรงลงวินัยนั้น ต้องเข้าใจว่า พระองค์ทรงรักยิ่งนัก (ฮีบรู 12)
พระเจ้าทรงสัญญาจะรื้อฟื้น ..  จะประทานชีวิตคืนมา จากคนบาปได้รับชีวิตใหม่ อิสราเอลกำลังป่วยหนักฝ่ายวิญญาณ ดูภายนอกเหมือนไม่เป็นอะไร แต่ภายในนั้น เน่าเฟะ ต้องการการบำบัดรักษาจากพระเจ้า
พระเจ้าทรงเปิดเผยให้โฮเชยารู้ว่า พระองค์จะทรงชนะใจคนของพระองค์ จะทรงนำอาณาจักรที่หลงทางไปในความบาปกลับมาอีกครั้ง 

การใช้ชีวิตต่อพระพักตร์พระองค์ = การมีชีวิตที่เชื่อฟัง   การใช้ชีวิตโดยตระหนักว่า เราอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าเสมอ
สองวันต่อมา …​การบำบัดรักษาของพระเจ้านั้น รวดเร็ว!
เรามาหาพระเจ้า แล้วเราจะตามพระองค์ … และเราจะพบพระองค์ แสงสว่างของพระองค์
วันที่สาม สาม หมายถึงการเปิดเผย และชัยชนะ  เป็นชัยชนะของพระเจ้า ที่จะทรงนำอาณาจักรของพระองค์มาในโลกนี้
หากเราพยายามที่จะรู้จักพระองค์ เราจะพบพระองค์แน่นอนเหมือนกับเราพบเวลาเช้า ทุกเช้าในชีวิตของเรา เราจะได้แสงสว่างจากพระองค์
ยิ่งกว่านั้น  พระองค์เสด็จมาอย่างฝน = ฝนหมายถึงพระพร

พระเจ้าทรงคร่ำครวญถึงคนของพระองค์

เอฟราอิมเอ๋ย?  เราจะทำอย่างไรกับเจ้าดี 
ยูดาห์เอ๋ย เราจะทำอย่างไรกับเจ้าดี? 

ความจงรักภักดีของเจ้านั้น
เป็นเหมือนหมอกบาง ๆ ยามเช้า
เป็นเหมือนน้ำค้างเช้าตรู่ที่ระเหยหายไป 
5 นี่เป็นเหตุที่เราใช้เหล่าผู้เผยพระดำรัส
มาฟาดฟันพวกเขา 
เราได้สังหารพวกเขาด้วยคำจากปากของเรา 
คำพิพากษาของเรานั้นปะทะราวกับสายฟ้าแลบ

พระเจ้าทรงคร่ำครวญถึงคนของพระองค์

6:4 ในขณะที่อิสราเอลและยูดาห์ต่างปฏิบัติต่อพระเจ้าอย่างไม่เคารพ
ไม่รัก ไม่ภักดี พระเจ้ายังทรงตั้งพระทัยที่จะให้พวกเขากลับมาหาพระองค์
บทกวีนี้ ได้กล่าวว่า ความรักของพวกเขาเหมือนหมอกบาง เหมือนน้ำค้างยามเช้าที่อยู่ไม่นานแล้วหายไป เป็นภาพที่ทำให้น้ำตาไหลกับความรักมั่นคงของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ที่ต่างเข้าใจว่า ตนเองอยู่ได้โดยไม่มีพระองค์ คำปรารภของพระองค์นั้น บ่งบอกถึงความท้อแท้ของพระเจ้าที่ต้องพบเจอกับผู้คนที่ไร้ความภักดีเช่นนี้
6:5 ระยะเวลาหลายต่อหลายรัชกาลของกษัตริย์ทางเหนือและใต้ พระเจ้าทรงส่งคนของพระองค์มาเพื่อช่วยให้พวกเขาได้เข้าใจ และกลับใจมาหาพระเจ้า แต่ดูเหมือนว่า ไร้ผล พวกเขายังคงรักที่จะกราบไหว้รูปเคารพต่อไป น่าจะมีคนกลับมาหาพระเจ้าบ้าง แต่น้อยเหลือเกิน

เพราะเราต้องการความรักเมตตา ไม่ใช่เครื่องบูชา
เราต้องการความรู้ในพระเจ้ามากกว่าเครื่องเผาบูชา 

7  แต่พวกเขาเป็นเหมือนอาดัม
ที่ล่วงละเมิดพันธสัญญา
ที่นั่นพวกเขาทรยศต่อเรา 
8 กิเลอาดเป็นเมืองของคนทำชั่ว 
เต็มด้วยรอยเท้าที่เปื้อนเลือด
9 ที่ทำตัวเหมือนกองโจรคอยซุ่มทำร้ายผู้คน
ก็คือเหล่าปุโรหิตที่สังหารผู้คน
ตามถนนไปยังเมืองเชเคม
พวกเขาทำสิ่งที่โหดร้ายป่าเถื่อนนัก 
10 เราได้เห็นสิ่งที่เลวร้ายในวงศ์วานอิสราเอล
และความสำส่อนของเอฟราอิมก็อยู่ที่นั่น 
อิสราเอลทำตัวเป็นมลทิน 
11 โอ ยูดาห์ เวลาเก็บเกี่ยวถูกกำหนดไว้สำหรับเจ้าแล้ว 
เมื่อเราจะรื้อฟื้นทำให้ประชากรของเรา
กลับสู่สภาพเดิม 

6:6 พวกเขาไม่ได้มองเห็นพระเจ้าสำคัญ ไม่ให้ความเอาใจใส่ต่อคำเตือนเรื่องการลงโทษ พวกเขายังคงถวายเครื่องบูชาโดยทำแค่เป็นพิธี ไม่มีการกลับใจใหม่ สนใจพิธีกรรมมากกว่าที่จะรู้จักพระเจ้าเป็นส่วนตัว
6:7 แล้วพระเจ้าก็ทรงย้อนไปถึงอาดัมที่ละเมิดคำบัญชาของพระองค์
คำว่าพันธสัญญา בְּרִית บะรีท คือพันธสัญญา ไม่ได้มีความหมายแค่ข้อตกลง แต่ยังหมายถึงข้อตกลงที่ทำให้สองฝ่ายมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นต่อกัน มีความเป็นเพื่อน ใกล้ชิดกัน เป็นพวกเดียวกัน อิสราเอลและอาดัมทำเหมือนกันคือ เลิกความใกล้ชิด เป็นเพื่อนที่ไว้ใจกัน
6:8 กิเลอาด เป็นเมืองคนทำชั่ว เป็นเมืองที่มีการนองเลือดไม่หยุดหย่อน คำที่ใช้คือ คนที่ทำการชั่วร้าย เน้นการทำชั่วร้ายอย่างต่อเนื่อง สื่อการมีอาชีพทำความชั่วร้าย
6:9 แม้กระทั่งคนที่เป็นปุโรหิตยังเป็นฆาตกรตามถนนด้วย
6:10 ความสำส่อนของอิสราเอลกับเทพเจ้าอื่น ๆ เป็นมลทินเพราะการไปปรนนิบัติพระอื่น
6:11 แต่พระเจ้าไม่ทรงยอมแพ้ พระองค์จะทรงรื้อฟื้นเขาให้กลับคืนสู่สภาพเดิม พระเจ้าจะทรงให้พวกเขาเป็นปุโรหิตที่ภักดีของพระองค์ที่ทำให้คนทั้งโลกได้มารู้จักพระองค์​ เหมือนอย่างที่ได้ตรัสกับโมเสส ในอพยพ 19:5-6
5 บัดนี้หากเจ้าทั้งหลายเชื่อฟังเราอย่างหมดใจและรักษาพันธสัญญาของเรา เจ้าก็จะเป็นกรรมสิทธิ์ล้ำค่าของเราจากประชาชาติทั้งปวงทั่วโลก ถึงแม้ทั้งโลกนี้เป็นของเรา 6 แต่เจ้า[a]จะเป็นอาณาจักรแห่งปุโรหิตและเป็นชนชาติที่บริสุทธิ์สำหรับเรา’ เจ้าจงบอกชนชาติอิสราเอลตามนี้

พระคำเชื่อมโยง

1* อิสยาห์ 1:18 ; เฉลยธรรมบัญญัติ 32:39 ; เยเรมีย์ 30:17
2* 1โครินธ์ 15:4
3* อิสยาห์ 54:13; 2 ซามูเอล 23:4; สดุดี 72:6; โยบ 29:23
5* เยเรมีย์ 23:29
6* มัทธิว 9:13; 12:7; มีคาห์ 6:6-8; ยอห์น 17:3
8* โฮเชยา 12:11
9* โฮเชยา 9:1-10; เอเสเคียล 22:9; 23:27