สุภาษิต 21 ชัยชนะมาจากพระเจ้า


1 พระทัยขององค์กษัตริย์เป็นดั่งธารน้ำในพระหัตถ์ของพระยาห์เวห์
จะทรงเปลี่ยนสายน้ำไปยังทิศที่ทรงพอพระทัย
2 สำหรับมนุษย์แล้ว ทางทั้งสิ้นของเขาก็ดูเหมือนถูกต้อง
แต่พระยาห์เวห์ทรงตรวจสอบชั่งใจของเขา
3 ที่จะทำความเที่ยงธรรมและความยุติธรรม
ก็เป็นสิ่งที่พระยาห์เวห์ทรงพอพระทัยมากกว่าของถวายบูชา
4 สายตาเย่อหยิ่งและหัวใจยโส
และตะเกียงนำทางของคนชั่วร้ายล้วนเป็นความบาป
5 แผนการของคนที่ขยันขันแข็งนำความมั่งคั่ง
พอ ๆ กับความรีบร้อนที่นำความยากจน
6 ความร่ำรวยที่ได้มาจากการโกหกนั้น
เป็นเหมือนไอน้ำที่ระเหยหายไป เป็นกับดักแห่งความตาย
7 ความรุนแรงของคนโหดร้ายจะกวาดพวกเขาไป
เพราะพวกเขาไม่ยอมทำตามความยุติธรรม


8 หนทางของคนผิด คดเคี้ยว ลดเลี้ยวนัก
แต่การกระทำของผู้บริสุทธิ์ก็เที่ยงตรง
9 ที่จะอาศัยในมุมหนึ่งของดาดฟ้า
ก็ดีกว่าการอยู่ร่วมกับภรรยาที่ชอบหาเรื่อง
10 คนชั่วร้ายนั้นโหยหาความชั่ว
เขาไม่เคยเมตตาเพื่อนบ้านของตนเองเลย
11 เมื่อคนช่างเยาะถูกลงโทษ คนอ่อนต่อโลกก็เริ่มเข้าใจ
และเมื่อคนมีปัญญารับการสอน เขาก็ได้รับความรู้
12 องค์ผู้ทรงเที่ยงธรรมทรงพิจารณาครอบครัวคนชั่วร้าย
และทรงโยนเขาไปสู่ความหายนะ
13 คนที่ปิดหูจากเสียงร้องขอของคนยากจน
เมื่อเวลาเขาร้องขอก็จะไม่มีใครตอบเขา

14 ของกำนัลที่แอบให้ ทำให้ความโกรธละลายไป
และสินบนที่แอบให้ก็ช่วยบรรเทาความเกรี้ยวกราด
15 การทำความยุติธรรมเป็นความยินดีของคนเที่ยงธรรม
แต่หายนะจะมาถึงคนที่ตั้งใจทำความชั่ว
16 คนที่หลงออกไปจากความเข้าใจ
จะจบชีวิตใน หมู่คนตาย
17 คนที่รักความสนุกสนานจะกลายเป็นคนยากจน
คนที่รักเหล้าองุ่นและน้ำมันจะไม่มีวันร่ำรวยขึ้นมา
18 คนชั่วร้ายจะกลายเป็นค่าไถ่ให้คนเที่ยงธรรม
และคนไม่ซื่อเป็นค่าไถ่ให้คนที่เที่ยงตรง
19 การอาศัยในถิ่นกันดาร
ยังดีกว่าอาศัยอยู่กับภรรยาอารมณ์ร้ายที่ชอบหาเรื่อง

20 ทรัพย์สินมีค่า และน้ำมันมีอยู่ในที่อาศัยของคนมีปัญญา
แต่คนโง่กลับเผาผลาญไปจนหมดสิ้น
21 คนที่ติดตามความเที่ยงธรรม และรักมั่นคงนั้น
จะพบชีวิต รางวัล และเกียรติยศ
22 คนฉลาดสามารถโจมตีเมืองของคนแข็งแรง
และทำลายป้อมที่พวกเขาวางใจได้
23 คนที่ระมัดระวังปากและลิ้น
จะรักษาวิญญาณของตนให้พ้นจากความหายนะ

24 “นักเยาะเย้ย” เป็นชื่อของคนที่เย่อหยิ่ง จองหอง
เป็นคนที่ทำตัวหยิ่งยโสเกินเหตุ
25 ใจที่อยากได้ของคนเกียจคร้านนั้นจะฆ่าเขา
เพราะเขาไม่ยอมลงมือทำงาน
26 เขากระหายอยากได้ไม่หยุด
แต่คนเที่ยงธรรมนั้นเอื้อเฟื้ออย่างไม่อั้น


27 เครื่องบูชาของคนชั่วร้ายนั้นน่ารังเกียจ
เมื่อเขาถวายด้วยเจตนาร้าย จะยิ่งน่ารังเกียจกว่านั้นสักเท่าใด
28 ผู้ที่เป็นพยานเท็จจะพินาศ
ส่วนคนที่รายงานตามจริงนั้น คำของเขาจะอยู่ตลอดไป
29 คนชั่วจะทำหน้าตาขึงขัง
แต่คนเที่ยงตรงจะก่อตั้งทางชีวิตของเขาให้มั่นคง
30 ไม่มีสติปัญญาใด ความเข้าใจใด
และแผนการใดที่จะต่อต้านองค์พระยาห์เวห์ได้
31 ม้าศึกนั้น ถูกเตรียมไว้สำหรับวันทำสงคราม
แต่ชัยชนะมาจากองค์พระยาห์เวห์

พระคำเชื่อมโยง สุภาษิต 21

2* สุภาษิต 16:2; 24:12
3* 1 ซามูเอล 15:22
4* สุภาษิต 6:17
5* สุภาษิต 10:4
6* 2 เปโตร 2:3
9* สุภาษิต 19:13

10* ยากอบ 4:5
11* สุภาษิต19:25
13* มัทธิว 7:2; 18:30-34
16* สดุดี 49:14
20* สดุดี 112:3
21* มัทธิว 5:6

22* สุภาษิต 24:5
23* ยากอบ 3:2
25* สุภาษิต 13:4
26* สุภาษิต 22:9
27* เยเรมีย์ 6:20
30* เยเรมีย์ 9:23-24
31* สดุดี 3:8

ฮีบรู 1 พระเยซูคือผู้ใด?


พระบุตรทรงครองความยิ่งใหญ่สูงสุด (โคโลสี 1:15-23)

1:1 ในอดีตที่ผ่านมา พระเจ้าตรัสกับบรรพบุรุษของเราหลายครั้ง
ผ่านทางผู้เผยพระดำรัสด้วยวิธีต่าง ๆ
1:2 แต่ในยุคสุดท้ายนี้ พระองค์ตรัสกับเราผ่านพระบุตรของพระองค์
ผู้ซึ่งพระองค์ทรงตั้งให้เป็นทายาทซึ่งจะรับสรรพสิ่งเป็นมรดก
และพระองค์ทรงสร้างจักรวาลโดยพระบุตรองค์นี้

1:3 พระบุตรทรงเป็นรัศมีแห่งพระเกียรติสิริตระการของพระเจ้า
ทรงมีพระลักษณะเหมือนพระองค์ทุกประการ
และทรงผดุงรักษาสรรพสิ่งไว้ด้วยพระดำรัสอันทรงฤทธิ์
หลังจากที่ทรงชำระบาปแล้ว ก็ประทับนั่งเบื้องขวา
พระหัตถ์ของพระองค์ผู้ยิ่งใหญ่เบื้องบน



1:4 ดังนั้น พระองค์ทรงมาเป็นผู้ที่ดำรงสถานะเหนือเหล่าทูตสวรรค์
เพราะว่าพระนามที่พระองค์ทรงได้รับมานั้น
สูงส่งเหนือกว่านามของทูตสวรรค์ทั้งหลาย!


1:5 เพราะมีทูตสวรรค์องค์ใดที่พระเจ้าได้ตรัสกับท่านว่า
“เจ้าเป็นลูกชายของเราวันนี้ เราได้เป็นบิดาของเจ้า?” หรือได้ตรัสว่า
“เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นลูกชายของเรา?”
1:6-7 และอีกครั้งที่พระเจ้าทรงนำพระบุตรหัวปีของพระองค์เข้ามาในโลก
พระองค์ตรัสว่า “ให้เหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้า
นมัสการพระองค์” พระองค์ได้ตรัสถึงทูตสวรรค์ดังนี้
พระองค์ทรงทำให้ทูตสวรรค์เป็นลมของพระองค์
ให้ผู้รับใช้ของพระองค์เป็นเปลวเพลิง

1:8 แต่กับพระบุตรนั้น พระองค์ตรัสว่า
“โอ พระเจ้า ราชบัลลังก์ของพระองค์จะยืนยงดำรงนิรันดร์ พระองค์ทรงปกครองราชอาณาจักรของพระองค์ด้วยคทาแห่งความยุติธรรม
1:9 พระองค์ทรงรักความเที่ยงธรรมและทรงชังความชั่วร้าย
ดังนั้น พระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของพระองค์ ได้ทรงเจิมพระองค์เหนือสหายทั้งหลายด้วยน้ำมันแห่งความยินดี”

1:10 และพระองค์ตรัสต่อไปว่า “โอ องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงวางรากฐานของแผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์ก็เป็นผลงานแห่งฝีพระหัตถ์
1:11-12 สิ่งเหล่านี้จะสูญไป แต่พระองค์ทรงดำรงอยู่ สิ่งเหล่านี้จะเก่าผุไปเหมือนเครื่องนุ่งห่มพระองค์จะทรงม้วนสิ่งเหล่านี้เหมือนม้วนเสื้อคลุม และสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไป เหมือนเสื้อผ้า แต่พระองค์ยังทรงดำรงเหมือนเดิม”

ฮีบรู 1:13-14 พระเจ้าได้ตรัสกับทูตสวรรค์องค์ไหนบ้างว่า.. “จงมานั่งทางด้านขวามือของเรา จนกว่าเราจะทำให้ศัตรูของเจ้าเป็นแท่นวางเท้าของเจ้า”
ทูตสวรรค์ทั้งหลาย มิได้เป็นวิญญาณผู้รับใช้ที่พระเจ้าทรงส่งไปรับใช้คนที่จะได้รับความรอดเป็นมรดกหรอกหรือ?

แม้ดวงดาวในอวกาศมีการเปลี่ยนแปลงแต่พระเจ้าทรงดำรงเหมือนเดิมตลอดไป
www.publicdomainpictures.net

อธิบายเพิ่มเติม

พระบุตร ผู้เป็นตัวแทนการเปิดเผยครั้งสุดท้ายของพระเจ้า
1:1 จากพระคัมภีร์เดิม เราจะเห็นวิธีการที่พระเจ้าตรัสกับมนุษย์ ทั้งตรัสด้วยพระองค์เอง เช่นตรัสกับอาดัม ทั้งผ่านผู้รับใช้อย่างโมเสส
ทั้งผ่าน ชีวิตของคนที่พระองค์ทรงเลือกอย่างโยเซฟ  พระองค์ทรงใช้วิธีต่าง ๆ มากมาย กับโนอาห์ทรงให้เขาสร้างเรือ กับโยนาห์ทรงให้เขาต้องลงไปอยู่ในท้องปลา กับดานิเอลทรงให้เขาคุยกับทูตสวรรค์ของพระองค์  ลองสำรวจดูว่า พระเจ้าตรัสกับมนุษย์ผ่านแต่ละคนอย่างไร
1:2 สำหรับยิวแล้ว ยุคสุดท้ายคือยุคของพระเมสสิยาห์  พระบุตรของพระเจ้าจะมาเป็นผู้ตรัสพระดำรัสของพระบิดาด้วยพระองค์เอง
พระเยซูตรัสว่า “ถ้าพวกเจ้ารู้จักเรา เจ้าก็รู้จักพระบิดาของเราด้วย ต่อจากนี้ไปเจ้าก็รู้จักพระบิดาจริง ๆ และได้เห็นพระองค์แล้ว (ยอห์น 14:7)
พระบุตรองค์นี้ เป็นทั้งผู้ทรงสร้างจักรวาล และทรงเป็นทายาทที่จะรับทุกสิ่งเป็นมรดก “อาณาจักรจะเป็นของพระคริสต์และจะทรงครอบครองเป็นนิตย์” (วิวรณ์ 11:1
1:3 ข้อความตอนนี้มหัศจรรย์.. พระเยซูทรงเป็นราศีที่มาจากพระเจ้าโดยตรง และไม่ใช่  แค่แสงสะท้อน ตรัสว่า เราคือความสว่างของโลก (ยอห์น 8:12)  ทรงเหมือนพระบิดา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง (ยอห์น 1:14) พระองค์ประทับข้างขวาของพระบิดา
เป็นตำแหน่งแห่งฤทธานุภาพ  สิทธิอำนาจ และพระเกียรติสูงสุด     ณ ที่นั้นยังมีเหล่าทูตสวรรค์ และผู้มีอำนาจท่านอื่นอยู่ใต้พระบัญชาของพระองค์ด้วย (1 เปโตร 3:22) แต่แม้ว่าพระองค์ทรงปราบสรรพสิ่งให้อยู่ใต้พระองค์  พระบุตรจะทรงอยู่ใต้พระเจ้าผู้จะทรงเป็นใหญ่เหนือทั้งปวง (1 โครินธ์ 15:28)

1:4   ยิ่งกว่านั้น พระนามของพระองค์สูงส่ง มีฤทธิ์สูงยิ่งเหนือนามทั้งหลายที่เป็นทูตสวรรค์ อย่างกาเบรียล  มิคาเอล (ยิวมองเห็นทูตสวรรค์เป็นรองจากพระเจ้ามีบางกลุ่มถึงกับสอนว่า มิคาเอลมีอำนาจเท่าเทียมหรือเหนือกว่าพระเมสสิยาห์ 2  และพวกเขายังเรียกทูตสวรรค์ว่า บุตรพระเจ้า (โยบ 2:1) )   แม้ว่าระยะหนึ่งพระองค์ทรงถูกทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์ ทรงมาเป็นมนุษย์ทรงอยู่กับชุมชน คนยากจนในกาลิลี ในฐานะผู้รับใช้  (ฟีลิปปี 2:9-11)

1:5 พระเยซูเท่านั้นที่ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า  ทูตสวรรค์อาจได้ชื่อว่าบุตรของพระเจ้า แต่ก็มีทูตจำนวนมาก และมีลักษณะของความเป็นทูตสวรรค์ที่ไม่เหมือนพระเจ้าอย่างพระเยซู
ข้อนี้อ้างถึงพันธสัญญาเดิมสองที่คือ สดุดี 2:7, 1 ซามูเอล 7:14 สดุดีเน้นการเป็นลูกชาย ซามูเอลเน้นการเป็นกษัตริย์เชื้อสายดาวิด

พระเยซูเท่านั้นที่ทรงเป็นพิมพ์เดียวกับพระเจ้า ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวที่พระเจ้าทรงส่งมาในโลก เพื่อทำราชกิจสำคัญตามพระดำริ คือการช่วยมนุษย์ให้พ้นจากโทษบาป
การคืนพระชนม์จากความตาย เป็นบุตรของพระเจ้า โรม 1:4

1:6-8  เมื่อพระบุตรเข้ามาในโลก ผู้ที่ปรนนิบัติพระบุตรก็คือทูตสวรรค์ และพวกเขาก็นมัสการพระองค์ด้วย ข้อนี้ สื่ออย่างชัดเจนว่า พระเยซูทรงยิ่งใหญ่กว่าทูตสวรรค์มากนัก ผู้เขียนเน้นย้ำความแตกต่างนี้ในข้อ 5-14 โดยอ้างถึงสิ่งที่บันทึกไว้ในสดุดีทูตสวรรค์บอกเสมอว่า พวกเขาเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า คนทั้งหลายจะต้องไม่นมัสการกราบไหว้พวกเขา แต่จะต้องนมัสการพระเจ้า ทั้งดานิเอลยอห์น และอีกหลาย ๆ คนก็ได้ฟังคำแบบนี้จากปากของทูตสวรรค์เอง ส่วนทูตที่ต้องการให้คนกราบไหว้นั้น เป็นฝ่ายมารแน่นอน
ดังนั้น พระเยซูทรงยิ่งใหญ่กว่าทูตสวรรค์จริง ๆ ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งระดับทูตสวรรค์  ทูตสวรรค์เป็นลมเป็นเปลวเพลิงที่รับใช้พระเจ้าอยู่ ก็ได้บอกชัดเจนว่า พระเยซูทรงเป็นองค์ราชาที่ปกครองตลอดไป  ผู้เขียนอ้างถึงสดุดี 45:6 ซึ่งมีความหมายถึงพระเยซูผู้ทรงมีเจ้าสาวคือคริสตจักร และจะทรงครอบครองเป็นนิตย์

ฮีบรู 1:9
ผู้เขียนอ้างถึงสดุดี 45:7 อย่างตรงไปตรงมา เพื่อจะแจ้งให้ทราบว่า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงครอบครองนั้นทรงอยู่ฝ่ายความเที่ยงธรรม ทรงเป็นความสว่าง ทรงอยู่ตรงข้ามกับความชั่ว ยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงเป็นผู้ที่
พระบิดาทรงเจิมด้วยน้ำมันแห่งความยินดี (มีความหมายถึงองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์)   คำว่าสหายทั้งหลายอาจจะหมายถึงทูตสวรรค์ หรือคนอื่น ๆ ในหมู่ผู้เผยพระดำรัส ปุโรหิต และกษัตริย์ ซึ่งอย่างไร ๆ พระเยซูก็ทรงอยู่เหนือพวกเขาเช่นกัน   


ฮีบรู 1:10-12
ที่เขียนมาล้วนแล้วแต่นำมาจากพันธสัญญาเดิมข้อ10-12 มาจาก สดุดี 102 :25-27 เพื่อบอกเราว่า พระเยซูผู้ทรงเป็นพระเจ้านั้น ทรงเป็นอย่างไรในแง่มุมต่าง ๆ นอกจากทรงครอบครองเป็นนิตย์แล้ว ทุกสิ่งในธรรมชาติ ทั้งแผ่นดินและอวกาศ ดวงดาวต่าง ๆ ล้วนเป็นผลงานของพระองค์ทั้งสิ้น พระเยซูทรงเต็มด้วยความยิ่งใหญ่ตระการ พระนามของพระองค์อยู่เหนือนามทั้งสิ้นในโลกนี้ ไม่มีใครมาเปรียบเทียบกับพระองค์ได้
น่าประหลาดที่โลกอันสวยงาม ธรรมชาติที่ไม่มีใครสร้างได้ ท้องฟ้ายิ่งใหญ่ ภูเขา ป่าไม้ ทะเลเป็นสิ่งทรงสร้างที่จะสูญไป พระคำตอนนี้ได้บอกเราว่า พระเจ้าจะทรงม้วนฟ้าสวรรค์เข้าไปเหมือนกับม้วนเสื้อผ้า ฟ้าสวรรค์เปลี่ยนแปลงไป เก่าไป ซึ่งเราเองก็เห็นอยู่ตำตาว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมา ก็ตั้งต้นที่จะเก่า แต่ที่ประหลาดคือ พระเจ้าไม่ทรงเก่า ไม่ทรงแก่ พระองค์ยังทรงดำรงเป็นอย่างเดิมตลอดไป นี่คือพระลักษณะของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์นิรันดร์ ฮีบรู 1:13-14
สำหรับพี่น้องชาวยิวที่ได้อ่านฮีบรูบทที่ 1 นี้ พี่น้องที่ยังเคยคิดว่าทูตสวรรค์ยิ่งใหญ่ก็จะพบแล้วว่า พระเยซูผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้านั้นทรงยิ่งใหญ่กว่าทูตสวรรค์ที่พวกเขาเข้าใจว่าใหญ่และศักดิ์สิทธิ์
สดุดี 110:1 กล่าวว่า “จงมานั่งทางด้านขวามือของเราจนกว่าเราจะทำให้ศัตรูของเจ้าเป็นแท่นวางเท้าของเจ้า”  พระเยซูจะเป็นผู้เดียวที่ทั้งโลกต้องสยบให้ (ฟีลิปปี 2:10)

 สิ่งที่น่าตกใจสำหรับพวกเขาคือพระเยซูทรงปกครองสูงสุด  ส่วนทูตสวรรค์ไม่ได้เป็นเจ้าเหนือหัว แต่กลับเป็นวิญญาณผู้รับใช้ของพระเจ้าที่พระเจ้าทรงส่งมาเพื่อดูแล ปกป้องช่วยเหลือคนที่กำลังจะได้รับความรอด เราล่ะ ตื่นเต้นไหม? 
13Feb2026


พระคำเชื่อมโยง

1* กันดารวิถี 12:6,8
3* ยอห์น 1:14; 2 โครินธ์ 4:4; โคโลสี 1:17; ฮีบรู 7:27; สดุดี 110:1
4* ฟีลิปปี 2:9-10
5* สดุดี 2:7; 2 ซามูเอล 7:14

6* โรม 8:29; เฉลยธรรมบัญญัติ 32:43
7* สดุดี 104:4
8* สดุดี 45:6-7
9* อิสยาห์ 61:1,3

10* สดุดี 102:25-27
11* อิสยาห์ 34:4, 50:9, 51:6
12* ฮีบรู 13:8
13* สดุดี 110:1
14* สดุดี 103:20; โรม 8:17



สุภาษิต 20 ย่างเท้า.. พระเจ้าทรงกำหนด


1 เหล้าองุ่นทำให้คนเยาะหยันคนอื่น เหล้าแรงพาไปสู่การวิวาท
และใครที่ยอมให้มันพาเขาหลงไป ก็เป็นคนไร้ปัญญา
2 พิโรธของกษัตริย์เป็นเหมือนเสียงคำรามของสิงโต
ใครก็ตามที่ยั่วยุพระองค์ให้โกรธ เท่ากับเอาชีวิตไปแลก
3 การที่พยายามหลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาทนั้นเป็นเกียรติ
แต่คนโง่ชอบทะเลาะเบาะแว้ง
เสมอ
4 คนเกียจคร้านไม่ยอมไถในฤดู
พอถึงเวลาเก็บเกี่ยว เขามองออกไป ก็ไม่มีอะไรให้เก็บเกี่ยว
5 ความตั้งใจของมนุษย์เป็นดั่งน้ำลึก
แต่คนที่มีความเข้าใจจะหยั่งรู้ใจนั้นได้
6 คนมากมายอ้างว่า ตนเองนั้นจงรักภักดี
แต่ใครจะพบคนที่เราวางใจได้เล่า?
7 คนเที่ยงธรรมเดินไปด้วยความเที่ยงตรง
ลูกหลานรุ่นต่อมาจะได้รับพระพร


8 องค์กษัตริย์ที่ประทับบนบัลลังก์เพื่อพิพากษา
จะฝัดร่อนความชั่วออกไป ด้วยพระเนตรของพระองค์
9 ใครจะกล่าวว่า “ข้าได้รักษาใจของข้าให้บริสุทธิ์
ข้าสะอาด ไร้ความบาปแล้ว?”
10ตาชั่งที่ไม่เที่ยง และเครื่องตวงที่ไม่ตรง
ทั้งสองเป็นที่น่าชังสำหรับองค์พระยาห์เวห์
11 เรามองออกจากการกระทำของเด็ก ๆ ได้ว่า
ต่อไป เขาจะมีชีวิตที่บริสุทธิ์และเที่ยงตรงหรือไม่
12 หูที่ฟัง ตาที่มองเห็น
พระยาห์เวห์ทรงสร้างทั้งสองนี้มา
13 อย่าเอาแต่ชอบนอน เพราะเจ้าจะยากจน
จงเปิดตาขึ้น แล้วเจ้าจะมีอาหารบริบูรณ์



14“ไม่ดีเลย ไร้ค่า” คนซื้อพูดอย่างนั้น
แต่พอเดินออกไป เขาก็คุยโม้โอ้อวด
15 มีทองคำและแร่ทับทิมเหลือเฟือ
แต่ริมฝีปากที่เต็มด้วยความรู้ก็เป็นทรัพย์มีค่าที่หายาก
16 จงยึดเสื้อผ้าของคนที่ไว้ใจคนแปลกหน้า
ต้องมีสัญญาเป็นประกัน หากเขาไว้ใจคนต่างถิ่น
17 อาหารที่ได้มาด้วยการคดโกงนั้น
หวานชื่นสำหรับคนหนึ่ง
แต่ในที่สุด ปากของเขาจะเต็มด้วยก้อนกรวด
18 จงวางแผนด้วยการปรึกษาหารือ
จงลงมือทำสงคราม ตามคำแนะนำที่ฉลาดรอบคอบ

26 องค์กษัตริย์ที่ทรงปัญญาสามารถแยกคนชั่วออกมา
และหมุนล้อนวดข้าวทับเขาเหล่านั้น
27 วิญญาณของคน ๆ หนึ่งเป็นตะเกียงของพระยาห์เวห์
มันช่วยส่องให้เห็นส่วนลึกที่สุดของเขา
28 ความรักที่ทุ่มเทและความเที่ยงตรง
ช่วยปกป้ององค์กษัตริย์ไว้
บัลลังก์มั่นคงได้ก็เพราะสิ่งเหล่านี้
29 ศักดิ์ศรีของคนอายุน้อยคือกำลังของเขา
และผมขาวเป็นความสง่างามของคนชรา

30 ไม้เรียวและบาดแผลช่วยขจัดความชั่ว
การถูกโบยก็ช่วยชำระล้างส่วนลึกที่สุดให้สะอาด

พระคำเชื่อมโยง สุภาษิต 20

1* ปฐมกาล 9:21
3* สุภาษิต 17:14
4* สุภาษิต 10:4; 19:15
7* 2 โครินธ์ 1:12; สดุดี 37:26
9* 1 พงศ์กษัตริย์ 8:46
10* เฉลยธรรมบัญญัติ 25:13
11* มัทธิว 7:16

12* อพยพ 4:11
13* โรม 12:11
15* สุภาษิต 3:13-15
16* สุภาษิต 22:26
17* สุภาษิต 9:17
18* สุภาษิต 24:6; ลูกา 14:31
19* สุภาษิต 11:13; โรม 16:18

20* มัทธิว 15:4; โยบ 18:5-6
21* สุภาษิต 28:20; ฮาบากุก 2:6
22* โรม 12:17-19; 2 ซามูเอล 16:12
26* สดุดี 101:8
27* 1 โครินธ์ 2:11
28* สุภาษิต 21:21
29* สุภาษิต 16:31

สุภาษิต 19 ใจเราก็มีแผนมากมาย

1 ที่จะเป็นคนยากจนแต่เดินในความสัตย์จริง
ก็ยังดีกว่าเป็นคนโง่ที่พลิกลิ้น
2 ความกระตือรือร้นที่ขาดความรู้นั้นไม่ดีเลย
และคนที่รีบร้อนนักมักพลาดเป้าหมาย
3 ความโง่ของคน ๆ หนึ่งทำลายทางชีวิตของตนเอง
แต่เขากลับโกรธเกรี้ยวองค์พระยาห์เวห์
4 ความมั่งคั่งทำให้มีเพื่อนมากมาย
แต่คนยากจนก็ถูกเพื่อนทิ้งไป
5 พยานเท็จจะไม่พ้นโทษ
และคนที่กล่าวคำโกหกจะหนีไม่พ้น

6 คนมากมายประจบสอพลอคนมีอำนาจ
และทุกคนเป็นมิตรกับคนที่ให้ของกำนัล
7 พี่น้องของคนยากจนต่างก็เกลียดชังเขา
เพื่อน ๆ จะยิ่งหลีกเลี่ยงเขามากกว่านั้นสักเท่าใด
เขาอาจจะตามไปอ้อนวอนแต่เขาก็จะไม่พบใครสักคน

8 คนที่ตามหาปัญญาจนได้มานั้น เป็นคนรักตนเอง
คนที่รักความเข้าใจจะพบกับความสำเร็จ
9 พยานเท็จจะไม่พ้นโทษ
และคนที่พูดมุสาจะพบหายนะ
10 ชีวิตที่หรูหราไม่เหมาะกับคนโง่
ที่ทาสจะปกครองเหนือเจ้านายยิ่งไม่เหมาะไปกว่านั้นอีก
11 คนที่มีความหยั่งรู้จะอดทนโกรธช้า
การให้อภัยความผิดคนอื่นก็เป็นศักดิ์ศรีของเขา
12 พระพิโรธขององค์กษัตริย์เป็นเหมือนเสียงสิงโตคำราม
ความโปรดปรานของพระองค์เป็นเหมือนน้ำค้างบนใบหญ้า
13 ลูกที่โง่เขลาเป็นหายนะของพ่อ
ภรรยาที่ช่างทะเลาะเป็นเหมือนฝนที่โปรยไม่หยุด
14 บ้านและความมั่งคั่งเป็นมรดกจากพ่อแม่
แต่ภรรยาที่ฉลาดเฉลียวมาจากพระยาห์เวห์
15 ความเกียจคร้านทำให้คนหลับสนิท
และคนที่เกียจคร้านจะหิวโหย

16 คนที่รักษาพระบัญญัติจะรักษาวิญญาณจิตของตนไว้
แต่คนที่ขาดความระมัดระวังจะต้องเสียชีวิตไป
17 การมีน้ำใจให้กับคนยากจนเป็นเหมือนให้พระเจ้าทรงยืม
และพระองค์จะทรงตอบแทนสิ่งที่เขาได้ทำลงไป
18จงฝึกวินัยลูกชายของเจ้า เพราะจะมีความหวัง
แต่อย่าทำจนถึงกับเขาต้องเสียชีวิต
19 คนที่อารมณ์ร้ายวู่วามจะต้องรับผลของตน
หากเจ้าช่วยเขาเจ้าจะต้องช่วยเขาอยู่ร่ำไป
20 จงฟังคำแนะนำและยอมรับวินัย
เพื่อว่าเจ้าจะฉลาดเฉลียวไปตลอดชีวิตของเจ้า

21 มนุษย์มีแผนในใจเป็นอันมาก
แต่พระประสงค์ของพระยาห์เวห์จะสำเร็จ
22 สิ่งที่มนุษย์ปรารถนาเป็นอย่างยิ่งคือที่จะมีความรักยั่งยืน
และการเป็นคนยากจนก็ยังดีกว่าเป็นคนมุสา
23 ความยำเกรงพระยาห์เวห์นำมาสู่ชีวิต
เขาจะพักผ่อนอย่างเป็นสุข ไม่มีภัยใด ๆ มาแผ้วพาน
24 คนเกียจคร้านแช่มือในจาน
เขายังไม่ยอมแม้แต่จะป้อนตนเอง
25 จงเฆี่ยนคนที่ชอบเยาะเย้ย และคนรู้น้อยจะได้รับปัญญา
จงตักเตือนคนที่มีวิจารณญาณ และเขาก็จะได้รับความรู้

26 คนที่ก้าวร้าวต่อพ่อ และขับไล่แม่ของเขา
เป็นลูกที่นำความอับอายและความเสื่อมเสียมาให้
27 ลูกเอ๋ย หากเจ้าหยุดที่จะฟังคำสอน
เจ้าก็จะหลงไปจากถ้อยคำแห่งความรู้
28 พยานที่คดโกงนั้น เยาะเย้ยความยุติธรรม
ปากของคนโหดร้ายกลืนความชั่วลงไป
29 โทษทัณฑ์เตรียมไว้สำหรับคนชอบเยาะเย้ย
และการโบยก็เตรียมไว้สำหรับ หลังของคนโง่

พระคำเชื่อมโยง

1* สุภาษิต 28:6
4* สุภาษิต 14:20
5* อพยพ 23:1
7* สุภาษิต 14:20; สดุดี 38:11
8* สุภาษิต 16:20
10* สุภาษิต 30:21-22
11* ยากอบ 1:19; เอเฟซัส 4:32

12* สุภาษิต 16:14; โฮเชยา 14:5
13* สุภาษิต 10:1; 21:9,19
14* 2 โครินธ์ 12:14; สุภาษิต 18:22
15* สุภาษิต 6:9; 10:4
16* ลูกา 10:28; 11:28
17* 2 โครินธ์ 9:6-8
18* สุภาษิต 13:24

20* สดุดี 37:37
21* ฮีบรู 6:17
23* 1 ทิโมธี 4:8
24* สุภาษิต 15:19
25* เฉลยธรรมบัญญัติ 13:11; สุภาษิต 9:8
26* สุภาษิต 17:2
28* โยบ 15:1629* สุภาษิต 26:3