คำอธิบายเพิ่มเติมและพระคำเชื่อมโยง ยอห์น 11

น้องชายที่จากไป

ยอห์น 11:1-2
หมู่บ้านเบธานีอยู่ทางตะวันตกของภูเขามะกอกเทศ ไม่ใช่เบธานีที่อยู่อีกด้านของแม่น้ำจอร์แดน (ยอห์น 1:28) ท่านยอห์นได้แนะนำให้เรารู้ว่า มารีย์น้องสาวคนนี้เป็นคนเดียวกับที่เคยชโลมพระบาทพระเยซู (มัทธิว 26:13) น่าสนใจที่ท่านยอห์น
เริ่มต้นเรื่องนี้ด้วยการแนะนำมารีย์เช่นนี้ จากนั้นจึงเล่าเรื่องว่าลาซารัสน้องชายป่วยหนักมากจนต้องพึ่งพระเยซู เพราะท่าทางเป็นไปได้ว่าลาซารัสต้องตายแน่ พระเยซูทรงสนิทกับสามพี่น้องนี้เป็นพิเศษ
1* ลูกา 10:38-39. 2* ยอห์น 12:3

ยอห์น 11:3-6
เธอได้ส่งข่าวไปให้พระเยซูทราบโดยใช้คำว่า “คนที่ทรงรักกำลังป่วยหนัก” แค่นี้เป็นที่เข้าใจแล้วว่า พวกเขาต้องการความช่วยเหลือขนาดไหน แต่ดูสิ ในเวลาที่ลาซารัสตายไปแล้ว พระเยซูกลับทรงบอกศิษย์ว่า เขาไม่ตายแต่จะเป็นการถวายพระเกียรติพระเจ้า และพระบุตรจะได้รับเกียรตินั่นคือ การคืนชีพของลาซารัสจะเป็นการถวายเกียรติแด่พระบุตรผู้ทรงทำให้เขาฟื้นขึ้นมา จากดำรัสของพระเยซู เราเห็นได้เลยว่า พระองค์ทรงรู้ ทรงเห็นว่า เกิดอะไรขึ้นที่บ้านเบธานี. ท่านยอห์นได้บันทึกไว้ว่าพระเยซูทรงรักพี่น้องทั้งสาม… แต่พระองค์ก็ไม่ทรงลนลานรีบไป วิธีของพระองค์นั้น นิ่งจนน่าแปลกใจ พระองค์ยังคงอยู่ที่เดิมอีกสองวันเสียด้วยซ้ำคิดดูแล้วกันว่า อีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร .. น้องชายตาย ต้องทำศพ พันผ้า เอาศพไปไว้ในถ้ำเก็บศพต้องมีน้ำตามากมาย ฟูมฟายกันขนาดไหน และทั้ง ๆ ที่พระองค์จะสั่งให้ลาซารัสหายป่วย แบบทางไกลก็ได้ แต่พระองค์ไม่ทรงทำเช่นนั้น
3* ยอห์น 11:5,11,36. 4* ยอห์น 11:11, มัทธิว 9:24, ยอห์น 9:3, 13:31. 5* – 6* ยอห์น 2:4, 7:6,8

ยอห์น 11:7-10
ตอนนี้พระเยซูทรงอยู่ที่perea พ้นไปจากจอร์แดน แต่ศิษย์ของพระองค์ทูลเตือนว่า ยิวต้องการจะเอาหินขว้างพระองค์อยู่ แล้วจะไปให้มีเรื่องทำไม.. การที่พระองค์ตรัสว่า กลางวันมีสิบสองชั่วโมง นั่นคือ พระองค์ยังมีงานที่ต้องทำอยู่ สิิบสองชั่วโมง
เป็นคำเปรียบเทียบหมายถึงเวลาที่พระเจ้าทรงจัดไว้ให้พระองค์ทำราชกิจในโลกนี้ และในช่วงเวลาที่ต้องทำงานนั้น จะไม่มีอันตรายมาถึงได้เลย ต้องรีบทำงานก่อนจะถึงวันสุดท้ายของพระองค์
7* ยอห์น 10:40, 8* ยอห์น 1:38, 8:59, 10:31 9* ลูกา 13:33, ยอห์น 9;4, 1 ยอห์น 2:1010* เยเรมีย์ 13:16

ยอห์น 11:11-16
เมื่อพระเยซูตรัสว่า เขาหลับอยู่ ท่านยอห์นผู้เขียนก็อธิบายด้วยว่า คำของพระเยซูหมายถึงตายแล้ว แต่ศิษย์ไม่เข้าใจเช่นนั้น พวกเขาคิดว่าถ้าหลับอยู่ ก็จะหายป่วยได้ถ้าพระเยซูทรงไปรักษาเขา ทำให้พระเยซูต้องอธิบายอีกครั้งว่า ความจริงคือลาซารัสตาย แต่พวกเขาจะได้เห็นสิ่งที่ทำให้เชื่อมากขึ้น การที่พระองค์ไม่ได้อยู่ที่นั่นเพื่อรักษานั้นกลับกลายเป็นโอกาสที่จะทำให้พระองค์ทรงทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น มีการกล่าวถึงแฝดโธมัส แต่เราไม่ทราบว่า เขาเป็นแฝดของใคร แต่สิ่งที่เขาพูดนั้นคือ เมื่อเขาจะไปกับพระเยซูไม่ว่าที่ไหน เขาคิดว่าจะตายพร้อมกับพระองค์ได้ เขาพูดทั้ง ๆ ที่ยังไม่เข้าใจ การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นความจงรักภักดีจากใจของเขา
11* มัทธิว 9:24, 16* ยอห์น 14:5, 20:26-28

ผู้ที่เป็นชีวิตแท้จริง

ยอห์น 11:17-22
เหตุการณ์ต่อมาคือที่บ้านของลาซารัสเอง มีเพื่อน ๆ มาปลอบใจพี่น้องที่เสียน้องชายไป ศพถูกเก็บไว้สี่วัน อากาศร้อนอบอ้าวทำให้ศพเน่าเปื่อยเร็วขึ้น และวันนั้นเป็นวันที่พระเยซูมาถึง
ในตะวันออกกลางแม้ว่าเขาจะเอาศพไปเก็บทันที แต่งานศพยังมีต่อเนื่องเพื่อให้เพื่อนฝูงได้แสดงความเสียใจกับญาติของผู้ตาย แล้วมีคนมาเรียกหามารธาว่า พระเยซูมาแล้ว เธอรีบออกไปพบพระองค์ สิ่งที่เธอกล่าวออกมานั้นมีความเชื่อว่า ถ้าพระเยซูอยู่ น้องชายจะไม่ตาย เธอมั่นใจว่าเธอขออะไรพระองค์จะตอบ แต่คำพูดนั้นแฝงด้วยคำตัดพ้อนิด ๆ และไม่ได้เชื่อว่า พระเยซูจะช่วยอะไรได้ไปมากกว่านี้ เป็นเรื่องปกติที่จะคิดว่า พระองค์ทำได้ระดับหนึ่ง แต่เธอไม่ได้คิดว่า ทรงทำได้ทุกอย่าง
ถึงกระนั้น มารธาก็ยังเชื่อวางใจพระเยซู
22* ยอห์น 9:31, 11:41

ยอห์น 11:23-26
แต่แล้วพระเยซูกลับทรงตรัสว่า น้องชายจะฟื้นขึ้นมา เธอเองก็มั่นใจว่า น้องจะฟื้นในวันสุดท้ายของโลก เป็นความเชื่อของยิวฝ่ายฟาริสีที่ชัดเจน แต่พระเยซูทรงหมายความว่าจะฟื้นวันนี้ ทรงยืนยันให้เธอทราบว่า พระองค์คือ ผู้ที่ฟื้นชีวิตคนตาย พระองค์คือชีวิต.. ทรงเป็นต้นกำเนิดของชีวิต ทรงเป็นแหล่งชีวิต ใครเชื่อพระองค์จะไม่ตายอีกเลย แม้ว่ากายตายแต่วิญญาณยังมีชีวิต
พระองค์ถามว่าเธอเชื่อหรือไม่…ที่ทรงถามเพราะต้องการความเชื่อจากปาก จากใจของเธอ เพื่อตัวเธอเองจะได้รับพระพรจากพระเจ้า
ยอห์น 5:29, 25* ยอห์น 5:21, 6:39, 40,44. ยอห์น 5:10, 1โครินธ์ 15:22

ยอห์น 11:27-29
มารธาไม่ลังเลแม้แต่น้อย เธอมั่นใจว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์พระบุตรของพระเจ้าที่ทรงส่งมาในโลก เธอย้ำชัดเจน..พระบุตรพระเจ้าที่ถูกส่งมา นี่เป็นความมั่นใจที่เราต้องมีเช่นกัน
จากนั้นเธอรีบไปบอกมารีย์แบบไม่ให้ใครรู้ว่า พระอาจารย์ทรงถามหาเธอ น้องสาวก็รีบไปพบพระองค์ แม้พระองค์จะเป็นพระเจ้าที่ถูกส่งมา แต่ในสายตาของเธอ พระองค์ทรงเป็นพระอาจารย์ด้วย
27* มัทธิว 16:16

ยอห์น 11:30-33
เมื่อมารีย์พบพระองค์ เธอก็พูดเหมือนพี่สาว เป็นคำพูดที่มีทั้งความเชื่อ และมีความน้อยใจแฝงอยู่ เมื่อพระเยซูทรงเห็นความโศกเศร้า น้ำตาของทุกคนในที่น้ัน พระเยซูทรงสะเทือนพระทัย เป็นอย่างยิ่ง ภาษากรีกเดิมนั้นมีความหมายว่า ถอนใจเหมือนกับม้า ซึ่งทำให้เห็นเห็นถึงความรู้สึกโกรธ และไม่พอใจในเวลาเดียวกัน พระองค์ทรงไม่พอใจศัตรูของพระเจ้า ผู้ชั่วร้ายที่ทำลายมนุษย์ที่ทำให้มนุษย์ต้องตกในความตาย
31* ยอห์น 11:19, 33, 32* วิวรณ์ 1:17, ยอห์น 11:21

ยอห์น 11:34-37
ทรงให้พวกเขาพาไปดูที่เก็บศพของลาซารัส พระเยซูทรงร้องไห้ด้วย ร้องกับความทุกข์ใจของทุกคนที่มา และร้องให้กับความน่าสลดใจของชีวิตมนุษย์ที่ต้องเจอกับความตาย ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าทรงสร้างพวกเขามาให้พบความสุขในพระองค์​ พวกยิวเห็นพระเยซูร้องไห้ ก็เริ่มออกความเห็นกันว่า พระองค์ทรงรักลาซารัสมาก และบางคนพูดถึงกับว่า พระองค์น่าจะทำให้ลาซารัสไม่ตายก็ได้พวกเขาคงเห็นการอัศจรรย์ที่พระเยซูทรงทำมาหลายอย่าง และสรุปไปเลยว่า พระองค์ทรงทำได้ทุกอย่าง
35* ลูกา 19:41 37*ยอห์น 9:6-7, 38* มัทธิว 27:60-61

ลาซารัสคืนชีพ

ยอห์น 11:38-40
พระเยซูขอให้เปิดถ้ำทำไมกัน พระองค์เศร้ามากจนอยากเห็นลาซารัสอีกครั้งหรือ พวกเขาต่างให้เหตุผลว่าไม่น่าเปิดเพราะศพเน่าแล้ว แต่พระองค์กลับตรัสว่า ถ้าเชื่อก็จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า คำของพระองค์นี้ ถามเราทุกคนเช่นกัน ไม่ว่าเราตกอยู่ในสถานการณ์ใด พระองค์ยังคงตรัสว่า เชื่อแล้วจะเห็นความยิ่งใหญ่ หรือความมหัศจรรย์ การช่วยเหลือ ที่ไม่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนพระเจ้าทรงทำการยิ่งใหญ่ทั้ง ๆ ที่เราไม่มีความเชื่อก็ได้. แต่ว่าอะไรล่ะ จะดีสำหรับเรามากกว่ากัน? อะไรล่ะ ที่ทำให้เราเกิดใจกตัญญู และเห็นพระสิริของพระเจ้า?
38* มัทธิว 27:60,66, 40* ยอห์น 11:4, 23

ยอห์น 11:41-43
แล้วพระเยซูทรงอธิษฐานขอบพระคุณที่พระบิดาทรงฟังเสมอ และทรงกล่าวว่าเหตุใดจึงทรงมายืนอยู่หน้าถ้ำ. นี่เป็นการอธิษฐานในที่ ๆ มีคนมากมาย เป็นคำอธิษฐานที่บอกว่า ทรงรู้จักพระบิดา และสนิทกับพระองค์ เป็นอย่างมาก ทรงอธิษฐานก่อนก็เพื่อคนทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเจ้าทรงส่งพระองค์มาจริง ๆ จากนั้นก็ทรงเรียกลาซารัสออกมาด้วยเสียงดังมาก ทรงตะโกนจากปากถ้ำเข้าไปในถ้ำเป็นคำง่าย ๆ ใน คิดดูว่า เหตุการณ์ในตอนนี้ระทึกขนาดไหน คนที่เห็นลาซารัสจะเห็นเขาเป็นคนหรือเห็นเป็นผี?คำตรัสของพระเยซูสั้นมาก ในภาษาเดิมจะเป็น… ลาซารัส ออกมา …​
42* ยอห์น 12:30, 17:21,

ยอห์น 11:44
ทันทีที่ตรัสสั่ง ท่านยอห์นบันทึกว่า และผู้ที่ตายไปแล้ว.. ก็ออกมา นับเป็นเหตุการณ์เหลือเชื่อ สุดบรรยายเป็นพวกเราอาจวิ่งหนีกัน … คนที่เห็นต่างตะลึงไปตาม ๆ กัน การฟื้นครั้งนี้ของลาซารัส เป็นการฟื้นมาโดยเขาจะตายอีกครั้ง ไม่ได้เป็นการคืนชีพแบบที่พระเยซูทรงฟื้นจากตาย แปลกที่ว่าเขาเดินออกมาเอง โดยมีแถบพันมือ พันขา และพันหน้าของเขาไว้ เหมือนกับลอยออกมาหรือเปล่านี่?​ พระเยซูทรงสั่งให้เอาผ้าที่ พันอยู่นั้นออกมา และปล่อยให้เขาเป็นอิสระ แน่นอนที่ว่า ลาซารัสฟื้นขึ้นมาโดยไม่มีความเน่าในตัวของเขาให้เป็นที่รังเกียจ ฟื้นขึ้นมา ไม่มีโรคที่ทำให้เขาตายในตัวอีกต่อไป เขาจะกลับไปเป็นน้องชายที่อยู่ในครอบครัวซึ่งเป็นที่ รักของพระเยซูต่อไป
44* ยอห์น 19:40, 20:7

แผนฆ่าพระเยซู

ยอห์น 11:45-46
คราวนี้ ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ก็แตกออกเป็นสองฝ่ายอีก เมื่อพระเยซูทรงทำการมหัศจรรย์ทีไร ก็มักเกิดการแตกคอกัน เพราะพวกหนึ่งจะเชื่อและเชื่อมากขึ้น พวกเขากลายเป็นผู้ที่ติดตามพระองค์ต่อไป เขาเชื่อว่า พระเยซูมาจากพระเจ้าจริง ๆ อย่างที่
พระองค์ตรัสแล้วตรัสอีก ส่วนอีกพวกก็จะพยายามต่อต้านทำร้ายพระองค์ เอาเรื่องที่เกิดขึ้นไปรายงานหัวหน้าปุโรหิตกับฟาริสี
45* ยอห์น 2:23, 10:42, 12:11,18. 46* ยอห์น 5:15

ยอห์น 11:47-48
และทันทีที่ได้ยินเรื่อง พวกเขาก็เรียกประชุมด่วน เพราะเรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้จริง ๆ มันเป็นการกร่อนอำนาจที่พวกเขามีเหนือประชาชน พวกเขาต่างให้เหตุผลว่า คนจะตามพระเยซู แล้วโรมก็จะมีเหตุผลที่จะมายึดประเทศแบบเด็ดขาดพูดง่าย ๆ คือ มาริบอำนาจทางศาสนาของพวกเขาไป พวกเขาเห็นว่าพระวิหาร อำนาจต่าง ๆ เป็นของพวกเขาที่จะต้องรักษาเอาไว้ ไม่ได้คิดว่าทั้งหมดเป็นของพระเจ้า
47* สดุดี 2:2, กิจการ 4:16

ยอห์น 11:49-51
ในฐานะที่เขาเป็นหัวหน้าปุโรหิต มีตำแหน่งที่มีหน้าที่ในการพยากรณ์เรื่องราวต่าง ๆ ของประเทศ คายาฟาสเองได้กล่าวคำสำคัญออกมา โดยไม่รู้ตัว เขาเองประกาศก้องว่า พระเยซูจะตายเพื่อ ชนชาติยิว เพื่อไม่ให้โรมมาแตะต้องศาสนาของพวกเขา แต่เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
49* ลูกา 3:2, 50* ยอห์น 18:14

ยอห์น 11:52-54
เขายังกล่าวต่อไปว่า ในการประหารพระเยซูนั้น จะกลายเป็นการรวมชนอิสราเอลต่างแดนให้มาเป็นหนึ่งเดียว เขากล่าวคำที่เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ใช่แล้ว การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูจะนำให้คนของพระเจ้าไม่ว่าเป็๋นยิวหรือเป็นคนต่างชาติ
เป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นลูกของพระเจ้าเหมือนกัน แล้วพวกเขาก็วางแผนฆ่าพระเยซู ซึ่งเรื่องนี้ พระเยซูทรงรู้ดี ในเมื่อยังไม่ถึงเวลา พระองค์จึงเสด็จไปอยู่นอกเมือง ไกลออกไปทางถิ่นกันดาร
52* อิสยาห์ 49:6, เอเฟซัส 2:14-17, 53* มัทธิว 26:4, 54* ยอห์น 4:1,3, 7:1, 2 พงศาวดาร 13:19

ยอห์น 11:55-57
ต่อมาอีกไม่กี่วันที่จะถึงเทศกาลปัสกา พวกยิวบางส่วนจะมาล่วงหน้า เพื่อทำพิธีนี้ และผู้นำศาสนาต่างก็พยายามหาว่าพระเยซูมาในงานนี้หรือไม่ ครั้งนี้พวกเขากะว่าจะกำจัดพระเยซูให้สำเร็จไปเลย
55*ยอห์น 2:13, 5:1, 6:4, กันดารวิถี 7:10,13, 31:19,20. 56* ยอห์น 7:11, 57*มัทธิว 22:14-16

ยอห์น 10 ผู้เลี้ยงแสนดี

พระเยซู:ผู้เลี้ยงที่แท้องค์เดียว

เผชิญหน้าอีกครั้ง

อธิบายเพิ่มเติมและพระคำเชื่อมโยง

พระเยซู:ผู้เลี้ยงที่แท้องค์เดียว

ยอห์น 10:1-4
เรื่องราวของคอกแกะ ประตู ขโมย โจร นั้น เป็นเรื่องที่ต่อมาจากการที่ชายตาบอดมองเห็นได้
เขาถูกผู้นำศาสนาไล่ออกจากพระวิหาร เพราะพูดจาไม่ไปทางเดียวกับพวกเขา
พระเยซูทรงเปรียบเทียบให้เห็นว่า พระองค์กับผู้นำศาสนายิวนั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในสมัยโบราณนั้น คนที่เป็นผู้นำไม่ว่าจะทางการเมืองหรือในศาสนา มักถูกมองว่าเป็น ผู้เลี้ยงแกะ (อิสยาห์ 56:11)
แต่ทำไมพระองค์จึงตรัสว่า พวกเขาเข้าทางอื่น ไม่ใช่ทางประตู พวกเขาเป็นแค่ขโมยและโจร?
เพราะผู้นำเหล่านั้น ไม่ใช่แค่ทำตัวเหมือนขโมยที่เอาประโยชน์ลับ ๆ ล่อ ๆ. แต่พวกเขาพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงเหมือนโจรด้วย ดูจากการที่พวกเขาไล่ชายตาดีที่เคยบอดนั้นออกไป และยังพร้อมจะเอาหินขว้างพระเยซู หลายครั้ง.
ผู้เลี้ยงจริง ๆ จะเข้าทางประตูคอก คือเข้ามาเพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้เลือก เขาจะเรียกชื่อแกะ แกะเองพอได้ยินเสียงเจ้าของก็จะตามไปทันทีผู้เลี้ยงตัวจริง รู้จักแกะทุกตัว มีชื่อให้มัน รักและเอาใจใส่มันจริง ๆ แกะที่ตามผู้เลี้ยงไป มันไปเพราะมั่นใจว่า เขาจะพาไปยังทุ่งหญ้าอุดม .. 
1* มัทธิว 7:15, 1 ยอห์น 4:1 2* กิจการ 20:28, 1 เปโตร 5:4,
3* ยอห์น 20:16, 2 ทิโมธี 2:19, สดุดี 23:2-3 4* ฉธบ. 1:30, 1 เปโตร 5:3

ยอห์น 10: 5-9
เมื่อพระเยซูกล่าวเรื่องผู้เลี้ยง แกะ ประตู คอก ขโมย โจร เป็นความหมายเปรียบเทียบโยงไปถึงพระบิดา พระองค์เอง คนอิสราเอล ผู้นำศาสนายิว และอื่น ๆ คนที่ฟัง กลับไม่เข้าใจความหมายของพระองค์เลย เขามองไม่เห็นสิ่งที่พระเยซูทรงสื่อให้เขา เขาไม่เข้าใจว่าพระเยซูกำลังตรัสว่าทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดีของอิสราเอล
แล้วพวกเราจะเข้าใจไหม?
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเราเห็นว่า ผู้นำศาสนาไล่ชายขอทานที่เคยตาบอดออกไป ในขณะที่พระเยซูทรงรับเขาเข้ามา และเขาก็เป็นเหมือนแกะที่จะตามพระเยซูไปคนที่มาก่อน คือ ศาสนายิวมาก่อน แต่ศาสนาไม่ได้ช่วยให้คนรอด นอกจากปล่อยให้พินาศไปและพระเยซูตรัสว่า ใครที่เข้ามาหาพระเจ้าโดยผ่านพระองค์ เขาจะรอด เขาจะมีอาหารฝ่ายวิญญาณที่บริบูรณ์ เขาจะไปไหนมาไหนอย่างเสรี ไม่ถูกจำกัดอย่างการอยู่ในกฎของศาสนา.
การพบทุ่งหญ้าคือ พระคำของพระเจ้าจะเป็นอาหารที่เขาจะเติบโต สุขภาพดี …
5* วิวรณ์ 2:2, 1 ยอห์น 4:5-6, 6* ยอห์น 16:25, อิสยาห์ 6:9-10
7* ยอห์น 14:6, เอเฟซัส 2:18 8* เอเสเคียล 34:2, 22:25-28 9* ยอห์น 14:6, โรม 5:1-2

ยอห์น 10: 10-11
เรานึกถึงคนที่เป็นอาจารย์แบบหาแต่ประโยชน์เข้าตัว บังคับให้คนอื่นทำโน่นนี่ฟาริสี และผู้นำศาสนายิวเป็นอย่างนั้นโดยเคร่งครัด พวกเขาไม่ได้สนใจที่จะให้ประชาชนที่ไม่รู้เรื่องเจริญขึ้น แต่กลับทำตัวเป็นใหญ่ ไม่ได้เป็นผู้รับใช้
แต่พระเยซูทรงแตกต่าง ทรงมาเพื่อนำชีวิตใหม่ และเป็นชีวิตที่ครบบริบูรณ์ยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อรับโทษแทนความผิดบาปของทุกคนที่ เชื่อวางใจพระองค์ด้วย
10* ลูกา 19:10, ยอห์น 6:51
11* ยอห์น 15:13, สดุดี  23:1, 1 ยอห์น 3:16
, อิสยาห์ 40:11

ยอห์น 10:12-13
พระเยซูยังทรงอธิบายต่อไปว่า ยังมีคนอีกประเภทที่รับจ้างเลี้ยงแกะ และเมื่อเห็นภัยมาพวกเขาจะวิ่งหนีไป เอาตัวรอด นั่นคือ จริง ๆ แล้ว ผู้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ยังมีอีกมากมาย พวกเขาเหล่านี้ อาจจะไปเจอผู้เลี้ยงที่แค่เป็นอาชีพ พวกเขาไม่ได้สนใจชีวิตฝ่ายวิญญาณของผู้ที่เขาต้องดูแล จริง ๆ ชีวิตของเขาเองก็ไม่อาจจะดูแลใครได้ด้วย คนอย่างนี้ก็มีมาก
พวกเขาเป็นยอดของการเห็นแก่ตัว ดูแลก็เพื่อจะได้ผลประโยชน์เข้าตัว
12* เศคาริยาห์ 11:16, 2 เปโตร 2:3, 13* ฟีลิปปี 2:20

ยอห์น 10:14-16
คำยืนยันของพระองค์คือ ทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ทรงรู้จักแกะ และแกะรู้จักพระองค์ ทรงสละชีวิตเพื่อฝูงแกะ และยังพาแกะฝูงอื่นเข้ามาเป็นแกะฝูงเดียวกัน
การที่ผู้เลี้ยงรู้จักแกะ และแกะรู้จักผู้เลี้ยงนั้น แสดงว่าทั้งสองฝ่ายมีสัมพันธ์สนิทต่อกัน เป็นความสัมพันธ์อย่างที่พระบุตรและพระบิดาทรงมีต่อกัน พระบุตรทรงติดตาม ทำตามพระบิดาอย่างใกล้ชิด แกะของผู้เลี้ยงท่านนี้ย่อมติดตามใกล้ชิดและทำตามน้ำพระทัยของพระผู้เลี้ยงด้วย
แกะอื่น มีความหมายถึงคนต่างชาติที่ไม่ได้เป็นคนเชื้อสายอิสราเอล คนเหล่านี้จะมาเชื่อในพระเยซูคริสต์ และเขาจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
14* 2 ทิโมธี 2:19, 1:12, วิวรณ์ 2:2. 15* มัทธิว 11:27, ยอห์น 15:13,19:30, อิสยาห์ 53:10
16* อิสยาห์ 42:6, 56:8, เอเฟซัส 2:13-18, ยอห์น 11:52

ยอห์น 10:17-18
พระบิดาทรงรักพระบุตรอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร แต่พระเยซูได้ทรงเน้นให้คนที่ฟังได้รู้ว่า พระบิดาเป็นผู้ที่ทรงบัญชาให้มีการสละชีวิต (ซึ่งคนฟังก็ยังไม่เข้าใจ) และพระเยซูเองก็ทรงพร้อมที่จะสละชีวิตอยู่แล้วจะเห็นจากคำตรัสของพระคัมภีร์ชัดเจนเลยว่า เพราะพระเจ้าทรงรักโลกยิ่งนัก จึงประทานพระบุตรของเดียวของพระองค์ลงมา (ยอห์น 3:16)
17* ยอห์น 5:20, ฮีบรู 2:9, อิสยาห์ 53:7-12. 18* ยอห์น 2:19, 5:26, 6:38, 14:31, 17:4, กิจการ 2:24,32

ยอห์น 10:19-21
เรื่องราวของผู้เลี้ยงที่ดี จบลงตอนนี้ และทำให้คนยิวเกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกัน พวกหนึ่งเห็นว่าการที่พระเยซูตรัสว่าทรงเป็นพระบุตรพระเจ้า เหมือนคนถูกผีสิง แต่อีกพวกก็เห็นว่า การที่พระเยซูทำให้คนตาบอดเห็นได้ จะมาจากอำนาจผี
ได้อย่างไร … เกิดคนที่ไม่เชื่อ แบ่งแยกจากคนที่ไม่เชื่อ เหมือนกับที่ 7:12, 43 และ 9:16
19* ยอห์น 7:43, 9:16. 20* ยอห์น 7:20, มาระโก 3:21, ยอห์น 8:52 21* อพยพ 4:11, ยอห์น 9:6,7,32,33

การเผชิญหน้าในเทศกาลถวายคืนพระวิหาร

ยอห์น 10:22-25
นี่เป็นช่วงเวลาห่างจากข้อยี่สิบเอ็ดมาสองสามเดือน เทศกาลฉลองพระวิหารนี้ จริง ๆ แล้วเป็นการระลึกถึงเวลาที่ยูดาส มัคคาบีและพรรคพวกได้ต่อสู้นายทหารซีเรียชื่อแอนติโอคุสที่สี่ ซึ่งได้เข้ามากดขี่คนอิสราเอลอย่างโหดเหี้ยม
และยังดูหมิ่นพระวิหารด้วยการเอาหมูเข้ามาสักการะเทพจูปิเตอร์ ห้ามไม่ให้คนยิวรักษาวันสะบาโต ห้ามการทำสุหนัต เขาต้องการเปลี่ยนยิวเป็นกรีก
แต่แล้วเกิดกบฎมัคคาบีนำโดยยูดาส มัคคาบีและโค่นแอนติโอคุสได้สำเร็จ ในปี 164 ก่อนคริสตศักราช ยิวจึงจัดเทศกาลฮานุกกะห์ขึ้นเพื่อระลึกถึงการถวายคืนพระวิหารแด่พระเจ้าหลังจากที่ถูกทำให้เป็นมลทินจากคนต่างชาติพวกเขาจะจุดไฟตลอดแปดวันเทศกาล
อากาศหนาว พระเยซูจึงทรงสอนอยู่ในบริเวณเฉลียงโซโลมอนยิวหลายคนได้มาถามพระเยซูอีกว่า ทรงเป็นใครกันแน่
แต่ดูเหมือนปัญหาอยู่ที่คนฟัง …​พวกเขาต้องการคำตอบจากพระเยซูอย่างที่เขาคาดคิด ไม่ใช่คำตอบที่เป็นจริง
22* – 23กิจการ 3:11, 5:12 24 ยอห์น 1:19, ลูกา 22:67-70 25* ยอห์น 5:36, 10:38, 8:58, 8:12

ยอห์น 10:26-30
พระเยซูทรงบอกพวกเขาชัดเจนว่า ราชกิจมหัศจรรย์เป็นพยานสำคัญ แต่พวกยิวก็ไม่ยอมรับคำตอบ
ที่พวกยิวปฏิเสธพระเยซูนั้น พระองค์จึงทรงอธิบายให้พวกเขาฟังว่า เพราะพวกเขาไม่ใช่แกะของพระองค์! พวกเขาไม่เป็นฝ่ายพระองค์ พวกเขาไม่ฟัง ไม่เชื่อสิ่งที่พระองค์ตรัสเลย
แล้วทรงอธิบายว่า แกะที่เป็นของพระองค์มีลักษณะอย่างไร .. ฟังเสียงพระองค์ ทรงรู้จักแกะเหล่านั้น พวกมันติดตามพระองค์ และจะได้ชีวิตนิรันดร์จากพระองค์ด้วย ไม่มีใครจะดึงเขาออกไปจากพระหัตถ์ของพระองค์ และพระบิดาได้เลย
นี่เป็นพระสัญญาที่เรามั่นใจได้ว่า พระบิดาและพระเยซูทรงยึดเราไว้มั่น ขอให้เราทำหน้าที่ของแกะที่เชื่อฟัง
ทรงยืนยันอีกครั้งว่า พระบิดากับพระองค์เป็นหนึ่งเดียว นั่นก็หมายความว่าพระบิดากับพระองค์นั้น เป็นพระเจ้าเหมือนกัน นี่เป็นฐานรากของความจริงเรื่องตรีเอกานุภาพ เพราะบ่งว่า ในองค์พระเจ้า มีมากกว่าหนึ่งบุคคล แต่ทรง
เป็นหนึ่งเดียวกัน
26* ยอห์น 8:47,b 1 ยอห์น 4:6, 2 โครินธ์ 4:3-4 27* ยอห์น 10:4,14, วิวรณ์ 3:20, ฮีบรู 3:7
28* ยอห์น 6:39-40, 6:37, ฮีบรู 7:25 29* ยอห์น 14:28, 17:2, 6, 12, 24 30* ยอห์น 17:11,21-24

ยอห์น 10:31-33
คราวนี้ ยิวก็หยิบก้อนหินพร้อมที่จะขว้างพระองค์ พระองค์ทรงถามทันทีว่า ก็ให้เห็นราชกิจพระเจ้าที่ทำแล้ว ยังจะขว้างอีกหรือ ?
เราสรุปได้อย่างหนึ่งว่า พระราชกิจของพระเจ้าที่พระเยซูทรงทำนั้นเป็นพยานว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าจริง ๆ (ดูยอห์น 5:36) พระองค์ตรัสว่า ราชกิจที่พระองค์ทรงทำสำเร็จนั้น เป็นพยานว่าพระบิดาทรงส่งพระองค์มา เป็นคำพยานที่หนักแน่นกว่าคำกล่าวของยอห์นผู้ให้บัพติศมาเสียอีก!
แต่พวกเขาชัดเจนมาก ที่จะขว้างก็เพราะเขาเห็นว่าพระองค์เป็นมนุษย์ทำตัวเสมอพระเจ้า ทั้งที่ความจริงคือ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ลงมาเป็นมนุษย์ ยิวเข้าใจกลับทาง !
31* ยอห์น 8:59, กิจการ 7:52, ยอห์น 5:18. 32* 1 ยอห์น 3:12, กิจการ10:38, 2:22
33* ยอห์น 5:18, เลวีนิติ 24:16, ฟีลิปปี 2:6

ยอห์น 10:34-36
พระเยซูทรงอ้างถึงพระคัมภีร์เดิมบ่อย ๆ ในสดุดี 82, อพยพ 21:6, 22:8-9 บางครั้งพระเจ้าจะทรงเรียกผู้ปกครอง ผู้มีอำนาจว่า เป็นเทพ หรือเป็นพระ คนพวกนั้นเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่มีตำแหน่งหน้าที่ในการปกครองพระเจ้ายังทรงเรียกพวกเขาว่า พระ หรือเทพ
ดังนั้นในเมื่อพระองค์ทรงทำราชกิจของพระเจ้าให้เห็นมากมาย และทรงแจ้งด้วยว่า พระบิดาทรงแต่งตั้ง เลือกพระองค์ และส่งพระองค์มา จึงทรงคุณสมบัติทั้งปวงที่จะเป็นพระเจ้า เมื่อพระองค์ตรัสว่า พระคำเป็นจริง ไม่อาจลบล้างได้ นั้นหมายความว่า พระคำทุกตอนเป็นจริง เชื่อถือได้ (ซึ่งเรื่องนี้คนที่ต่อต้านพระองค์ก็ยอมรับ)
พระองค์ตรัสว่าทรงถูกแต่งตั้งให้มานั้น โยงไปถึงเยเรมีย์ 1:5, อพยพ 40:13
34* สดุดี 82:1,6-7, อพยพ 7:1. 35* มัทธิว 5:17-18 ,24:35, 1 เปโตร 1:25
36* ยอห์น 6:27, 3:17, 5:17-18, ลูกา 1:35

ยอห์น 10:37-39
เวลานั้น หินอยู่ในมือของพวกยิว แต่พระเยซูก็ไม่ได้กลัวพวกเขาเลย ทรงย้ำให้พวกเขาเห็นว่า ราชกิจของพระเจ้าที่ทรงทำนั้น เป็นเรื่องของการอัศจรรย์จากพระเจ้าล้วน ๆ มนุษย์ทำไม่ได้หรอก
แต่เมื่อพระองค์ตรัสว่า พระบิดาทรงอยู่ในเรา และเราอยู่ในพระบิดา เป็นการจุดความโกรธสุดเหวี่ยงให้กับพวกเขา
รับไม่ได้จริง ๆ ที่พระเยซูตรัสว่า พระองค์กับพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวเป็นอย่างเดียวกัน แต่ในเวลานั้น พระองค์ก็ไปจากเขาทันที น่าจะรวดเร็วจนพวกนั้นมองไม่เห็นว่าทรงไปทางไหน
37* ยอห์น 10:25,15:24 38* ยอห์น 5:36, 14:10,11 39* ยอห์น 7:30,44

ยอห์น 10:40-42
จากคนไม่เชื่อที่เราเห็นมาแต่ต้นบท พระเยซูทรงหลบหินขว้างและทรงไปที่แม่น้ำจอร์แดน ซึ่งเป็นที่ ๆ ยอห์นได้ให้บัพติศมาแก่พระองค์ก่อนที่จะทรงเริ่มพระราชกิจ ที่นั่นเอง คนทั้งหลายที่เคยได้ยินยอห์นพูดถึงพระเยซู ได้ย้อนคิดและยอมรับว่า สิ่งที่ยอห์นกล่าวถึงพระองค์ เป็นความจริงทั้งสิ้น
นี่เป็นผลของการที่ยอห์นเต็มใจทำงานเป็นผู้เตรียมทางให้พระเยซูตามที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งเขาไว้ ในวันแรกที่ทำงาน อาจยังไม่มีคนเชื่อ ไม่เข้าใจแต่เมื่อเวลาผ่านไป พระเจ้าทรงราชกิจในตัวคนเหล่านั้น และพวกเขาก็เห็นความจริง และพวกเขาก็ได้มาถึงชีวิตนิรันดร์ โดยที่ยอห์นเองไม่ต้องทำการอัศจรรย์ หมายสำคัญใด ๆ เลย
40* ยอห์น 1:28
41* ยอห์น 1:29,36, 3:28-36, 5:33

บรรณานุกรม
Biblehub.com
Enduringword.com
ESV.org
netbible.org